ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 199 มู่ชวนมาแล้ว!
บทที่ 199 มู่ชวนมาแล้ว!
หลี่เยว่หานปลอบหลิงซีจนถึงกลางดึก เด็กหญิงตัวน้อยร้องไห้หนักมากจนหมดแรง ก่อนจมสู่ห้วงนิทราไปด้วยความเหนื่อยล้า
เมื่อมองเปลือกตาบวมแดงของนาง หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจ แล้วหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นวางลงบนเปลือกตาของหลิงซี
หากเด็กน้อยน่ารักคนนี้ต้องร้องไห้อีกในวันพรุ่งนี้ เห็นทีดวงตาจะโปนเป็นตาปลาทองเป็นแน่
หลังจากดับตะเกียงน้ำมัน และกอดหลิงซีตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนแล้ว หลี่เยว่หานก็ผลอยหลับไป
ในตอนเช้า เมื่อหลี่เยว่หานลืมตาตื่นขึ้นมา นางก็เห็นดวงตากลมโตสีดำของหลิงซีจ้องมองอยู่
“ท่านอาหญิงตื่นแล้ว!” หลิงซีพูดพร้อมยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของหลี่เยว่หานด้วยรอยยิ้มน่ารัก “ท่านอาหญิงงดงามยิ่งนักขณะนอนหลับ”
เมื่อได้ยินคำพูดประจบของนาง หลี่เยว่หานก็อดเย้าแหย่นางไม่ได้ ด้วยการพูดว่า “หลิงซีดูเหมือนลูกหมูตัวน้อยเช่นกันตอนหลับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลิงซีก็ทำหน้าบูดบึ้งไม่พอใจ และอยากจะเอ่ยบางอย่างเพื่อตอบโต้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง นางจึงไม่ได้พูดออกไป
“ล้อเล่นนะ ลูกหมูตัวน้อยจะน่ารักเท่าหลิงซีตัวน้อยได้อย่างไรเล่า” หลี่เยว่หานพูด พร้อมเอื้อมมือไปจิ้มแก้มกลมนุ่มนิ่มของหลิงซีด้วยรอยยิ้ม “แม่กำลังจะลุกไปทำอาหารเช้าให้ทาน เสี่ยวหลิงตังจะตื่นตอนนี้เลยหรือว่าจะนอนต่ออีกสักพักก่อนดี?”
“ข้าอยากช่วยท่านแม่ทำอาหารเช้าเจ้าค่ะ!” หลิงซีตอบ แล้วลุกจากเตียงไปแต่งตัวอย่างรวดเร็ว
ยังคงเป็นเวลาเช้าตรู่ กลิ่นน้ำค้างยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ หลี่เยว่หานบิดขี้เกียจอยู่ในลานหน้าบ้าน แล้วพาหลิงซีตัวน้อยไปที่ห้องครัว เพื่อตักน้ำมาใช้สำหรับทำความสะอาด จากนั้นก็เริ่มจุดไฟเตรียมปรุงอาหาร
วันนี้ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากนัก แต่หลี่เยว่หานกระสับกระส่าย อยากจะไปสำรวจภูเขา
ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอมักจะรู้สึกใกล้ชิดกับภูเขา และรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสมบัติ ไม่ว่าจะอยู่ในหมู่บ้านเฮยถู่ หมู่บ้านไป๋อวิ๋น หรือหมู่บ้านจางหนิงในปัจจุบัน หลี่เยว่หานก็ชอบที่จะขึ้นไปบนภูเขาเสมอ
หลังจากที่ทั้งสองรับประทานอาหารเช้าแล้ว หลี่เยว่หานก็แบกตะกร้าพาหลิงซีไปเปิดประตูบ้าน แต่ทันใดนั้น ทั้งคู่ก็ตกตะลึง
“มู่… มู่ชวนหรือ?”
มีรถม้าจอดอยู่นอกประตู มีชายหนุ่มสองคนอยู่บนรถม้า ซึ่งก็คือตวนอู่และจงชิว คนที่นั่งอยู่ระหว่างพวกเขาคือเด็กชายคนหนึ่ง เมื่อมองใกล้ ๆ ก็เห็นว่าเป็นมู่ชวน!
“เข้ามาคุยกันก่อน!” หลี่เยว่หานรู้ว่าข้างนอกไม่เหมาะที่จะพูดคุย เธอจึงเชิญตวนอู่และจงชิวเข้ามาด้วยกัน ปิดประตูบ้านแล้วถามด้วยเสียงแผ่วเบา “มู่ชวน เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นหรือ?”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น มู่ชวนก็ยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่มีขอรับ หมู่บ้านไป๋อวิ๋นปกติดี”
“แล้วเหตุใดท่านอาของเจ้าถึงส่งเจ้ามาที่นี่?” หลี่เยว่หานถามอีกครั้ง
“เพราะคนเหล่านั้นมาถึงหน้าประตู” มู่ชวนมีสีหน้าเข้มขึ้น “ในตอนแรกมีเพียงไม่กี่คนที่แสร้งทำเป็นเป็นพ่อค้า มาเดินเตร่ทั่วหมู่บ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อข้ากลับจากโรงเรียน ก็มีคนเดินสะกดรอยตามข้า เมื่อท่านอาเมิ่งทราบ ก็ปล่อยข่าวว่าข้าเป็นไข้ทรพิษ แล้วให้หนีมาเหมือนที่ท่านทำขอรับ”
หลังจากได้ฟังคำพูดของมู่ชวน หลี่เยว่หานก็รู้สึกเป็นทุกข์ นางดึงตัวจงเจิ้งมู่ชวนมาใกล้ ๆ แล้วมองหน้าเขา ขณะรู้สึกอยากร้องไห้ “ข้าไม่ได้เจอเจ้ามานานกว่าสองเดือนแล้ว เจ้าสูงขึ้นและผอมลง เจ้าคงทนทุกข์ทรมานมาตลอดทาง ข้าจะไปหาอะไรมาให้เจ้ากินเดี๋ยวนี้!”
“ข้ากินแล้วขอรับ!” มู่ชวนรีบคว้ามือหลี่เยว่หานไว้ “ท่านอาหญิงไม่อยากรู้หรือขอรับ ว่าท่านอาเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หัวใจของหลี่เยว่หานก็เต้นรัว “เกิดอันใดขึ้นกับท่านอาของเจ้า?”
“ท่านอาหายตัวไปแล้วขอรับ” มู่ชวนตอบสั้น ๆ “แผนเดิมระหว่างข้ากับท่านอา คือข้าจะต้องรอเขาที่เมืองหลิวชิงก่อน แล้วท่านอาก็จะมาหาข้า หลังจากที่จัดการทุกอย่างในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเสร็จแล้ว แต่ข้ารอมาสามวันเต็มแล้ว ท่านอาก็ยังไม่มา ในที่สุดคุณชายใหญ่เวินก็บอกข้าว่า ท่านอาหายตัวไปแล้ว จากนั้นเขาก็รีบหารถม้าให้เร็วที่สุด เพื่อส่งข้าไปที่อำเภอหวาซี แล้วข้าก็ได้พบพี่ตวนอู่กับพี่จงชิว จากนั้นพวกเขาก็พามาพบท่านอาหญิงและหลิงซีขอรับ”
“เจ้า… เจ้าบอกว่า… เมิ่งฉีฮ่วนหายตัวไปงั้นหรือ?” หลี่เยว่หานไม่อยากจะเชื่อ “เขาไม่ใช่คนแข็งแกร่งมากที่สุดหรอกหรือ? เขาจะหายตัวไปได้อย่างไร? เขาถูกคนพวกนั้นจับตัวไปหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่หรอกขอรับ” มู่ชวนส่ายหน้า “คุณชายใหญ่เวินบอกว่าท่านอากำลังติดภารกิจฉุกเฉิน จึงฝากข้อความไว้ที่บ้านตระกูลเมิ่ง โดยบอกว่าเขาจะออกไปก่อน เพื่อที่ข้าจะได้ไม่ต้องกังวล เขาคิดว่าส่งข้าให้มาหาท่านอาหญิงเลยจะดีกว่า จึงรีบส่งข้ามาที่นี่ด้วยรถม้าขอรับ”
หลี่เยว่หานรู้สึกไม่ค่อยสบายใจทันที
แม้ว่านางจะไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด แต่คนที่อยู่เบื้องหลัง ที่สามารถทำลายครอบครัวของรัชทายาทจากภายในวังได้นั้น ไม่ธรรมดาเลย หากคนผู้นั้นคิดจะจัดการกับเมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ตัวคนเดียว มันจะไม่ใช่เรื่องที่สุดแสนจะง่ายดายหรือ!
ตอนนี้เธอกับเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้อยู่ด้วยกัน เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมิ่งฉีฮ่วนเป็นตายร้ายดีอย่างไร จึงเป็นกังวลมาก
“พี่สาว ไม่ต้องกังวลหรอกขอรับ คุณชายเมิ่งเป็นคนที่ทรงพลังมาก จะไม่มีอันใดเกิดขึ้นกับเขาแน่ เหตุผลที่เขาออกไปก่อน อาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้เสี่ยวมู่โทวมาเกี่ยวข้องด้วยก็เป็นได้ขอรับ”
ตวนอู่ปลอบใจหลี่เยว่หาน “แม้ว่าอำเภอหวาซีของเราจะห่างไกลจากเมืองหลวง แต่ด้วยความมีชื่อเสียง ทุกหมู่บ้านในมณฑลหวาซีของเราจึงเคยได้ยินชื่อเมิ่งเหวินจั๋วกันทั้งนั้น”
“มีวิธีใดบ้างที่พวกเจ้าจะพบเขา?” หลี่เยว่หานมองตวนอู่
แต่ก็เห็นทั้งตวนอู่และจงชิวยักไหล่ โบกมือแสดงสีหน้าสิ้นหวัง “พี่ใหญ่มักจะเป็นคนเริ่มตามหาพวกเราก่อนเสมอ พวกเราไม่เคยหาตัวเขาเจอก่อนเลย แต่ถ้าคุณชายของเรามา ก็อาจจะพอมีหนทาง”
“เวินเทียนเหล่ยหรือ?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “ช่วยส่งจดหมายถึงคุณชายเวินให้ข้าได้หรือไม่? ให้ช่วยบอกเขาทีว่าสามีของข้าอยู่ที่ใด?”
“พูดตามตรงนะขอรับพี่หญิง หากคุณชายใหญ่… ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง เราก็ทำอันใดไม่ได้เลยขอรับ” จงชิวดูลำบากใจ “ตระกูลเวินมีคุณชายน้อยใหญ่ทั้งหมดสามคน แม้ว่าคุณชายใหญ่จะมีความสามารถมากที่สุด แต่เขาก็เนรเทศตัวเองไปอยู่ที่เมืองหลิวชิง เพราะความบาดหมางคับข้องใจ ทุกวันนี้ธุรกิจในเมืองหลวงและในอำเภอใกล้เมืองหลวง อยู่ในมือของคุณชายอีกสองคน เมื่อคุณชายใหญ่ไม่อยู่ที่นี่ จึงไม่สามารถควบคุมคนใต้บังคับบัญชาได้ขอรับ”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง จึงจำต้องยอมแพ้เพียงชั่วคราวไปก่อน
เมื่อคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนแข็งแกร่งมาก เขาก็ต้องมีวิธีเอาตัวรอดเป็นของตัวเอง เหตุผลที่มู่ชวนถูกทิ้งไว้ อาจเป็นเพราะเขากลัวว่ามู่ชวนจะมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือไม่สะดวกที่จะพามู่ชวนไปด้วย
เมื่อคิดเช่นนี้ ใจของหลี่เยว่หานก็สงบลงทีละน้อย
หลังจากนั้นไม่นาน นางก็มองไปที่ตวนอู่และจงชิว “ข้าอยากรบกวนพวกเจ้าอีกหน่อย ข้าวางแผนจะไปเมืองหลวง!”
“อันใดนะ?” ดวงตาของตวนอู่แทบจะหลุดออกจากเบ้า “พี่หญิง ไปเมืองหลวงไม่ได้นะขอรับ! ที่นั่นมันอันตรายมาก หากเกิดอันใดขึ้นมา แล้วเด็กสองคนนี้จะทำอย่างไรขอรับ!”
“แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์หรือไม่ แต่ข้าก็อยากไปเมืองหลวง เพื่อค้นหาร่องรอยของเมิ่งฉีฮ่วน” แม้ว่าหลี่เยว่หานจะหนักแน่นมาก ขณะพูดถ้อยคำเหล่านี้ แต่สายตากลับแสดงอาการลุกลี้ลุกลนออกมา มองเพียงปราดเดียว ก็บอกได้อย่างรวดเร็วว่าเป็นการด่วนตัดสินใจโดยไม่ไตร่ตรอง
ตวนอู่กับจงชิวสบตากัน แล้วจงชิวก็พูดว่า “พี่หญิง หากท่านไว้ใจเราสองพี่น้อง ก็โปรดรออยู่ที่หมู่บ้านจางหนิงสักครึ่งเดือนก่อนเถิดขอรับ ถ้าตอนนั้นยังไม่มีข่าวเกี่ยวกับคุณชายเมิ่ง การที่เราไปเมืองหลวงตอนนั้น มันก็ไม่สายเกินไป เพราะท่านยังมีเด็กสองคนที่ต้องดูแล และท่านเพิ่งมาอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิง เพียงแค่สองเดือนกว่าเท่านั้น หากออกไปเช่นนี้เลย มันจะทำให้เกิดความสงสัยแน่นอน ถึงตอนนั้น จุดประสงค์ที่ทำให้เราเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ ก็คงจะล้มเหลวขอรับ”