ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 224 ใครก็ตามที่เป็นสตรีควรรู้มารยาท
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 224 ใครก็ตามที่เป็นสตรีควรรู้มารยาท
บทที่ 224 ใครก็ตามที่เป็นสตรีควรรู้มารยาท
“ซินเอ๋อร์! หุบปาก!” จ้าวต้าเป่ารู้สึกไม่พึงพอใจเมื่อเห็นว่าคำพูดของหลี่เยว่หานกำลังหักล้างความปรารถนาของสองพ่อลูก หลังจากด่าทอจ้าวซินเอ๋อร์ เขาก็หันหน้ากลับไปมองหลี่เยว่หานด้วยท่าทางประจบสอพลอ “น้องหานเยว่ เจ้าก็เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ไม่ต้องไปทำให้หัวหน้าหมู่บ้านตื่นตระหนกหรอก”
“มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับครอบครัวจ้าวของพวกเจ้า” หลี่เยว่หานกล่าวขณะก้มหน้าปาดน้ำตา สูดจมูกแล้วกล่าวว่า “แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแม่ม่ายที่มีลูกติดสองคนอย่างข้า หากครั้งนี้สามีไม่มาช่วยปกป้องรักษาชีวิตข้าเอาไว้ ลูกทั้งสองของข้าจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นสำหรับข้ากับลูก ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องใหญ่โตนัก!”
จ้าวต้าเป่าแทบจะรักษาสีหน้าเอาไว้ไม่ไหวเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็บอกข้ามาว่าต้องการอะไร!”
“ซินเอ๋อร์มาเป็นทาสรับใช้ให้ข้าได้ แต่จำต้องเขียนสัญญาขายทาสก่อน จากนั้นข้าจึงจะไปพูดวิงวอนให้นางเฉา ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือนางสามารถหลีกเลี่ยงการโดนเนรเทศได้ แต่ยังต้องจำคุกสักสองสามปี”
“จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร! หากแม่ข้าไม่กลับมา ข้าก็คงเป็นทาสรับใช้ให้เจ้าไม่ได้หรอก!” จ้าวซินเอ๋อร์กล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
“ถ้าอย่างนั้นก็ลืมมันไปเสีย ขอบคุณพี่ใหญ่จ้าวที่มาพบข้าในวันนี้ ถึงอย่างนั้นหลังจากนี้ข้าก็ยังต้องรบกวนให้พี่ใหญ่จ้าวมาส่งยาบำรุงร่างกายให้ตรงตามเวลา” หลี่เยว่หานแสดงท่าทางอ่อนแอแต่กลับหยิบยกประเด็นที่จ้าวต้าเป่าจงใจเพิกเฉยขึ้นมากล่าว
ยาบำรุงร่างกาย!
ก่อนที่หลี่เยว่หานจะฟื้นขึ้นมา จ้าวต้าเป่าวิ่งเต้นมาที่นี่ทุกวัน เวินเทียนเหล่ยกล่าวว่าเขาตระหนักถึงตระกูลจ้าวที่กำลังขาดแคลนเงิน ดังนั้นเขาจึงขอรับผิดชอบในการซื้อยาให้หลี่เยว่หานตลอดช่วงเวลาที่หลี่เยว่หานยังไม่ฟื้นขึ้นมา
หลังจากที่หลี่เยว่หานฟื้นขึ้นมาแล้ว นางก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาราคาแพงอีกต่อไป และจากนี้ตระกูลจ้าวจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการจ่ายค่ายาแทน
คำกล่าวของเวินเทียนเหล่ยในตอนนั้นสร้างความปั่นป่วนให้หมู่บ้านจางหนิงไม่น้อย หลายคนคิดว่าเวินเทียนเหล่ยใจดีเกินไป นอกจากนี้เขายังดึงดูดสายตาของหญิงสาวและลูกสะใภ้อีกหลายคน
ตอนนั้นจ้าวต้าเป่าถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าเมื่อหลี่เยว่หานกล่าวถึงปัญหานี้อีกครั้ง จ้าวต้าเป่าก็คอตกทันที “น้อยหานเยว่ คือว่า…”
“พี่ใหญ่จ้าวก็เห็นว่าภรรยาของพี่ลงไม้ลงมือกับข้าหนักขนาดนี้ แล้วจะให้ข้าถือว่ามันเป็นความโชคร้ายของข้าเองหรือ?” หลี่เยว่หานกล่าวและส่งเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ “พวกข้ามันก็แค่แม่ม่ายเด็กกำพร้าที่น่าสงสาร ไม่เคยรุกรานใครก่อน เพียงแค่ข้าไม่เต็มใจช่วยจ้าวซินเอ๋อร์ขายงานปัก ครอบครัวจ้าวถึงกับมาทุกตีกันจนปางตาย”
หลังจากที่หลี่เยว่หานตื่นขึ้นมา ผู้คนจำนวนมากในหมู่บ้านจางหนิงก็เข้ามาดูความสนุกสนานอีกครั้ง จ้าวต้าเป่าพาตัวจ้าวซินเอ๋อร์มาในวันนี้เป็นการดึงดูดความสนใจของชาวบ้านจำนวนมาก บ้างก็ทำเป็นแอบ ๆ บ้างก็จงใจมายืนมุงอยู่ที่หน้าประตู
แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มด่าทออีกครั้งเมื่อเห็นว่าครอบครัวจ้าวไร้เหตุผล
“จ้าวต้าเป่า เจ้ามันคนไร้ยางอายหนำซ้ำยังมาทำให้หมู่บ้านจางหนิงของเราอับอายอีก! น้องหานเยว่เป็นคนจิตใจดีมีความชอบธรรม นายท่านเวินก็ยังเมตตาอย่างยิ่ง ครอบครัวจ้าวของพวกเจ้าอย่าได้คืบแล้วจะเอาศอกนักเลย แค่นี้ก็ทำลายชื่อเสียงหมู่บ้านจางหนิงของเรามากแล้ว!” คำพูดดังกล่าวมาจากสะใภ้โจว ตัวเล็กพริกขี้หนู ผู้มีปากคออันจัดจ้าน
“ใช่ ๆ หากมีข่าวหลุดออกไปว่าครอบครัวของเจ้ากลั่นแกล้งหญิงม่ายในหมู่บ้านจางหนิง แล้วใครจะกล้ามาแต่งงานกับหญิงสาวในหมู่บ้านเรา สาวน้อยหน้าไหนจะมากล้าแต่งงานกับเด็กหนุ่มในหมู่บ้านเราอีก!”
เมื่อสะใภ้โจวเป็นแกนนำ ทุกคนก็ต่างหยิบยกประเด็นเกียรติยศและความอัปยศในหมู่บ้านขึ้นมา
ใบหน้าของจ้าวต้าเป่าเริ่มน่าเกลียดขึ้น ขณะที่จ้าวซินเอ๋อร์เอาแต่ยืนเฉยไม่กล่าวอะไรสักคำ
ความปรารถนาของจ้าวต้าเป่ากับจ้าวซินเอ๋อร์แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ พวกเขาคิดว่าตราบใดที่เสนอแนะให้จ้าวซินเอ๋อร์เป็นทาสรับใช้ของหลี่เยว่หาน หลี่เยว่หานก็จะรู้สึกผิดและปล่อยให้นายท่านเวินที่อยู่ข้างหลังมาจัดการกับนางเฉาแทน
เมื่อถึงเวลานั้นนางเฉาจะสามารถกลับมาบ้านได้ ส่วนจ้าวซินเอ๋อร์จะได้มีโอกาสติดตามเวินเทียนเหล่ยไป แอบปีนป่ายขึ้นไปบนเตียงของนายท่านเวินและกลายไปเป็นคนเคียงหมอนของเวินเทียนเหล่ยในที่สุด อย่างไรเสียการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด
ทว่าน่าเสียดายที่ความปรารถนาของพวกเขาถูลิขิตให้ล้มเหลว
หลี่เยว่หานไม่ใช่คนใจดีขนาดนั้น
“ในเมื่อวันนี้พี่ใหญ่จ้าวมาพูดคุยกับข้าเป็นการส่วนตัว ข้าก็จะไม่อ้อมค้อมมากนัก” หลี่เยว่หานร้องไห้มามากพอแล้ว และชาวบ้านด้านนอกก็ก่นด่าพวกเขามามากเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำที่ดูน่าสงสาร “แม่นางซินเอ๋อร์เป็นคนหยิ่งยโสโอหัง หากไม่ทำสัญญาซื้อขายทาส ข้าก็คงไม่กล้ารับมาเป็นทาสรับใช้หรอก ข้ารู้ว่าพี่ใหญ่จ้าวกับพี่สะใภ้เฉามีความรักอันลึกซึ้งแก่กัน ถึงได้ยอมเสียสละลูกสาวเพื่อนำตัวนางกลับมา หากแต่เป็นเช่นนี้ข้าคงไปวิงวอนขอให้ไม่ได้หรอก”
จ้าวต้าเป่าตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่จ้าวซินเอ๋อร์กลับเริ่มถากถาง “เจ้าวิงวอนขอให้ไม่ได้? หรือว่าเจ้าไม่เต็มใจกันแน่? ช่างเป็นพระคุณอะไรเยี่ยงนี้ ข้าคิดว่าเจ้าคงจะเป็นเมียเก็บของนายท่านเวินน่ะสิ! ส่วนเด็กสองคนนี้ก็คงจะเป็นลูกนอกคอกของเขาเหมือนกัน!”
จ้าวซินเอ๋อร์กล่าวหาด้วยความสะใจ ทว่าหลิงซีกลับไม่มีความสุขอีกต่อไป
ในฐานะ ‘ผู้ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ’ เพียงคนเดียวในครอบครัว หลิงซีคว้าก้อนหินขึ้นมาเขวี่ยงใส่ใบหน้าของจ้าวซินเอ๋อร์อย่างแม่นยำ ก้อนหินกระแทกเข้ากับจมูกของนางจนรู้สึกได้ว่าน้ำอุ่น ๆ กำลังไหลลงมาจากจมูก นางยกมือขึ้นไปสัมผัสและพบว่ามันคือเลือด!
“เจ้า… เจ้า… นังเด็กบ้าพ่อแม่ไม่สั่งสอน!” จ้าวซินเอ๋อร์ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธจัด!
“เจ้าน่ะสิบ้า! ไม่มีความละอายแก่ใจ! เป็นลูกมีพ่อมีแม่แต่ขาดจิตสำนึกที่ควรพึงมี!” หลิงซีด่าทอด้วยน้ำเสียงแบบเด็ก ๆ “หลุนอี่ว์สำหรับสตรี*[1]ก็บอกว่าใครก็ตามที่เป็นสตรีควรรู้มารยาท เจ้าดูหมิ่นครอบครัวตนเองจนนำหายนะมาสู่พ่อแม่ เจ้าไม่มีแม้แต่มารยาทขั้นพื้นฐาน แล้วยังกล้ามีหน้ามาพูดเสียงดังในบ้านข้าได้อย่างไร!”
แม้แต่หลี่เยว่หานก็ตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของหลิงซี
เมื่อไม่นานมานี้เธอเห็นเด็กหญิงตัวเล็กคอยแบกตำราหนังสือมาหมั่นเพียรเขียนอ่าน หากแต่คาดไม่ถึงว่านางจะสามารถด่าทอคนอื่นได้อย่างสบาย ๆ นึกไม่ถึงเลยสักนิด
“เจ้า… เจ้าสารเลว!” จ้าวซินเอ๋อร์โกรธเคืองหลิงซีมากจนคิดจะเอื้อมมือออกไปทุบตีหลิงซี
หลี่เยว่หานจะปล่อยให้นางมีโอกาสลงไม้ลงมือได้อย่างไร รีบลุกขึ้นยืนแล้วหยุดมือนางเอาไว้ โดยที่ไม่ลืมใช้ลัญจกรหยกมาทำให้ตนเองดูอ่อนแอลง “ข้าขอถามหน่อยข้าเองทำทุกอย่างอย่างมีจิตสำนัก เหตุใดครอบครัวจ้าวถึงได้มีปัญหากับแม่ม่ายลูกติดครั้งแล้วครั้งเล่า!”
“ที่ข้าไม่ช่วยจ้าวซินเอ๋อร์ขายงานปัก ใช่ว่าข้าจะไม่ช่วยเจ้าขายคนเดียว ใครในหมู่บ้านเดินทางมาหาข้าข้าก็ไม่เห็นด้วยทั้งนั้น แต่เหตุใดครอบครัวจ้าวจึงได้ดื้อดึงนัก เพียงเพราะข้าเป็นแม่ม่ายแล้วจำต้องรับใช้คำสั่งจากพวกเจ้างั้นหรือ?”
“จ้าวซินเอ๋อร์เป็นหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน มารังแกแม่ม่ายลูกติดแบบนี้มันเป็นเกียรติมากแล้วใช่ไหม?”
สายตาของคนนอกมองเห็นว่าหลี่เยว่หานพยายามกลั้นหายใจเพื่อพูดปกป้องหลิงซีภายในคราวเดียว ทุกคนเห็นว่าใบหน้าของหลี่เยว่หานซีดเผือดลงจึงพยายามก้าวเข้าไปประคอง แต่ใครจะคาดคิดว่าจ้าวซินเอ๋อร์จะผลักหลี่เยว่หาน ‘ผู้อ่อนแอ’ ลงกับพื้น
“ข้ามาขอให้เจ้าขายงานปักให้ นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องมงคลแก่เจ้าแล้ว!” จ้าวซินเอ๋อร์กล่าวด้วยท่าทางเหยียดหยาม “ไหนเจ้าลองปฏิเสธสิ เจ้ามันน่าไม่อาย! ข้ากลั่นแกล้งเจ้าแล้วผิดอันใด! คงไม่รู้สินะว่าข้ามีความสุขเพียงใดที่ได้รังแกเจ้า! ข้าจะบอกให้นะหานเยว่! แม่ม่ายอย่างเจ้าสมควรถูกรังแกแล้ว!”
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อคำพูดดังกล่าวหลุดออกมา ใบหน้าของจ้าวต้าเป่ามืดมนลงขณะที่หลังมือฟาดลงบนใบหน้าของจ้าวซินเอ๋อร์จนเกิดเสียงดังสนั่น!
[1] หลุนอี่ว์สำหรับสตรี《女论语》คือ คัมภีร์สอนหญิงขั้นพื้นฐานของสำนักปรัชญาขงจื่อ