ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 260 ครองคู่กันชั่วชีวิต
บทที่ 260 ครองคู่กันชั่วชีวิต
เมื่อเห็นเหยียนจื่อเซียงและพวกตระกูลจางจับกลุ่มพูดคุยเรื่องส่วนตัวกันอยู่ที่หน้าประตูบ้านของตน ความโกรธในใจของนางเฉาก็พลันลุกโชน ไม่ต้องพูดถึงจ้าวซินเอ๋อร์ที่ถูกปิดปากไว้แน่น
ทว่าพวกเขาจะทำอะไรได้เล่า
คนหนึ่งเป็นคุณหนูใหญ่ ส่วนอีกคนเป็นเจ้าของร้านขายผ้า พวกนางไม่ได้เข้ามาในบ้าน เพียงยืนอยู่ที่หน้าบ้านเท่านั้น นางเฉาย่อมไม่กล้าไล่พวกเขาออกไป
“ข้าเห็นว่าแม่นางเป็นคนใจดีนัก ในช่วงเวลานี้ที่ช่วยคุณหนูใหญ่ของบ้านเราลดน้ำหนักนั้นนับว่าไม่ง่าย ได้ยินคุณหนูใหญ่กล่าวบอกว่านางไปวิ่งเอย อะไรเอยกับท่าน ลำบากท่านแล้ว” ฮูหยินจางเอ่ยแล้วรีบเข้ามาอวยพรสุขภาพร่างกายของหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรนัก “ไม่ได้มีอะไรเหนื่อยนัก การได้ไปออกกำลังกายกับจื่อเซียงก็ช่วยให้ร่างกายของข้าแข็งแรงขึ้นไม่น้อย อีกทั้งจื่อเซียงยังจ่ายค่าอาหารในตอนที่พักอยู่ที่บ้านของข้า การดูแลนางให้ดีย่อมเป็นหน้าที่ของข้า”
แม้นางจะไม่ได้แสดงท่าทีอะไรสักเท่าใด แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความประหลาดใจของผู้คนในหมู่บ้านจางหนิงได้
อำเภอหวาซีอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านจางหนิง ทุกคนจะไม่รู้ได้อย่างไรว่ากิจการของตระกูลเหยียนในอำเภอหวาซีใหญ่โตแค่ไหน หากไม่ใช่เพราะร้านขายผ้าอวี้เยว่ของตระกูลพ่อค้าที่สืบสายจากราชวงศ์ถ่วงดุลอำนาจเอาไว้ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของกิจการค้าขายผ้าในอำเภอหวาซีจะถูกถือครองโดยตระกูลเหยียน
และในเวลานี้ ฮูหยินของเถ้าแก่ร้านผ้าตระกูลเหยียนปฏิบัติกับหลี่เยว่หานอย่างเกรงอกเกรงใจ ซ้ำยังโค้งคำนับนาง นี่ทำให้ทุกคนรู้สึกทนไม่ไหวเป็นอย่างยิ่ง
เหตุใดจึงทำให้คนอื่นมองว่าตัวเองสูงส่งนักทั้งที่ก็ล้วนเป็นชาวไร่ชาวนากันทั้งสิ้น?
คนที่หัวไวต่างกำลังคิดว่าจะประจบสอพลอหลี่เยว่หานอย่างไร เพื่อที่รูปแบบงานปักของตนจะได้ถูกขายให้ร้านผ้าตระกูลเหยียนบ้าง สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
“ไม่ว่าอย่างไร การที่คุณหนูใหญ่ของเราได้รับการดูแลอย่างดีจากท่าน ข้าในฐานะคนรับใช้ก็ควรแสดงความเคารพต่อท่านให้มากขึ้นอีกหลายส่วน” เมื่อเอ่ยจบ ฮูหยินจางในคราวนี้ได้พาอนุโจวและอนุอู๋มาคำนับหลี่เยว่หาน นี่ยิ่งสร้างความตื่นตกใจให้กับทุกคน!
“ข้าไม่อาจรับเกียรติที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้จากฮูหยินจางได้เจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานจะไม่รู้ซึ้งถึงความคิดของทุกคนได้อย่างไร หญิงสาวรีบเบี่ยงตัวหลบการโค้งคำนับครั้งนี้ทันที “แม้ว่าข้าจะแต่งงานแล้ว แต่อายุของข้าก็รุ่นราวคราวเดียวกับจื่อเซียง จื่อเซียงอยู่ที่นี่ก็เหมือนกับน้องสาวของข้า อย่าได้โค้งคำนับข้าอีกเลย หากท่านยังคำนับอีกก็ให้จื่อเซียงกลับบ้านไปกับพวกท่านเสีย”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เยียนจื่อเซียงก็ไม่พอใจทันที “ไม่มีทาง! ข้าเพิ่งมาวันนี้ ท่านก็จะไล่ข้าไปเสียแล้ว พี่สาวหาน ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านไล่คนออกไปเช่นนี้!” นางเอ่ยพลางมองไปยังฮูหยินจาง “หากพวกท่านไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปเถิด ตอนนี้พบก็ได้พบแล้ว คุยก็ได้คุยแล้ว ไม่ว่าอย่างไรจ้าวซินเอ๋อร์ก็ไม่มีทางได้เข้าสู่ตระกูลจางของพวกท่าน พวกท่านอย่ารั้งอยู่ที่นี่แล้วก่อปัญหาให้ข้าเพิ่มเลย หากพี่สาวหานไล่ข้ากลับบ้านจะทำอย่างไร!”
เมื่อฮูหยินจางได้ยินถ้อยคำของเหยียนจื่อเซียง แววตาของนางก็เต็มไปด้วยความเอ็นดู “ก็ได้ ก็ได้ คุณหนูใหญ่พูดถูก ข้าจะพาน้องสาวทั้งสองคนกลับบ้าน ขอบคุณพี่สาวหานท่านนี้อย่างยิ่ง หากคุณหนูใหญ่ของเราทำอะไรให้ท่านเดือดร้อน ท่านสามารถส่งสารไปที่บ้านของเราได้ทันที”
“ข้าไม่ก่อปัญหาอะไรให้อยู่แล้ว!” เหยียนจื่อเซียงเอ่ยอย่างหงุดหงิด
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน อยู่ในชนบทอย่างนี้ คุณหนูใหญ่โปรดรักษาตัวด้วย” เมื่อเอ่ยจบ ฮูหยินจางก็โค้งคำนับเหยียนจื่อเซียง ก่อนที่จะเดินนำหน้าอนุภรรยาทั้งสองแล้วขึ้นรถม้า ก่อนเหล่าข้ารับใช้ที่ติดตามของพวกเขาทั้งหมดจะจากไปอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
เมื่อเห็นว่าฮูหยินจางจากไปแล้ว หัวใจของนางเฉาก็พลันเบาลงไปครึ่งหนึ่ง
จ้าวซินเอ๋อร์รีบดึงมือของนางเฉาที่ปิดปากของตัวเองลงโดยไม่สนใจ ก่อนก่นด่า “คนที่อยู่ร่วมกับโสเภณีเช่นนี้จะมาเป็นคุณหนูใหญ่อะไรกัน! ข้าว่านางเองก็เป็นแค่อีตัวที่รอให้ผู้ชายมาหา! ฮึ่ม ข้า จ้าวซินเอ๋อร์ดีกว่าพวกเจ้าร้อยเท่า! อย่างน้อยข้าก็รู้จักละอายต่อบาป!”
“น่าแปลกไม่น้อยที่สตรีผู้รู้จักความละอายต่อบาปสามารถเอ่ยว่าจาเช่นนี้ออกมาได้” หลี่เยว่หานมองไปยังจ้าวซินเอ๋อร์อย่างไม่ยินดียินร้าย แล้วเอ่ยเนิบ ๆ “วันนี้จ้าวซินเอ๋อร์ดูหมิ่นชื่อเสียงของข้าอีกครั้ง ข้าได้บันทึกไว้แล้ว เมื่อกลับไปยังอำเภอ เห็นทีว่าข้าต้องไปกล่าวบอกใต้เท้าผู้ดูแลอำเภอว่าหากยังไม่เนรเทศออกไป แล้วปล่อยให้อยู่ในหมู่บ้านของเราต่อก็รังแต่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่หมู่บ้านเท่านั้น”
เมื่อเอ่ยจบ ไม่ว่าจ้าวซินเอ๋อร์จะยืนกระโดดดีดดิ้นอย่างไร หญิงสาวก็ทำเพียงเดินจากไปพร้อมเด็ก ๆ และเหยียนจื่อเซียง
มู่ชวนและหลิงซียังเด็กอยู่ วันนี้พวกเขาได้ยินคำพูดสกปรกมามากพอแล้ว หากปล่อยให้สองพี่น้องได้ยินอะไรอีก ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นลิง เพราะเห็นลิงทำ
ระหว่างทางกลับบ้าน หลี่เยว่หานอุ้มหลิงซีไว้แนบอก เด็กน้อยกำลังเล่นกับผมของนางอยู่ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ก ๆ ว่า “ท่านแม่ จ้าวซินเอ๋อร์ดูเหมือนจะพูดถึงตัวเองในทุกถ้อยคำทุกประโยคที่เอ่ยออกมาเลย”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานพลันสะดุดขาตัวเอง “เจ้าอายุเท่าไหร่กัน รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่จ้าวซินเอ๋อร์พูดหมายถึงอะไร?” ทั้งน่าขำและน่าโกรธไปพร้อมกันจริง ๆ
“เข้าใจ เข้าใจเจ้าค่ะ เมื่อครู่ที่จ้าวซินเอ๋อร์ทำตัวน่าละอายไร้เหตุผล พี่ชายอธิบายให้ข้าเข้าใจทั้งหมดแล้วว่าคำก่นด่าสาปแช่งพวกนั้นหมายถึงอะไร” หลิงซีขายมู่ชวนโดยไม่ลังเล
หลี่เยว่หานและเหยียนจื่อเซียงมองไปยังมู่ชวนเป็นตาเดียว มู่ชวนเบือนหน้าหนีด้วยความอาย ก่อนกระแอมไอเบา ๆ สองสามครั้งแล้วกล่าวว่า “ข้าเพียงพูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น”
“ถึงเช่นนั้นก็พูดให้น้องสาวฟังไม่ได้!” หลี่เยว่หานเอ่ยออกมาเกือบจะพร้อมกันกับเหยียนจื่อเซียง
สีหน้าของมู่ชวนขึ้นสีทันที “ข้ารู้ว่าผิด ข้าจะไม่อธิบายคำพูดสกปรกเหล่านี้ให้น้องฟังอีกขอรับ”
ใบหน้าแดง ๆ ของมู่ชวนนั้นไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก เหยียนจื่อเซียงพลันหยิกแก้มเขาเบา ๆ “พี่สาวหาน มู่โทวของท่านหน้าตาหล่อเหลานัก หากข้าอายุน้อยกว่านี้สักสองสามปี ข้าจะขอให้ท่านแม่มาเป็นแม่สื่อให้ถึงหน้าประตูบ้านเชียว!”
“เจ้าพูดเหลวไหลอีกแล้ว” หลี่เยว่หานรู้สึกราวกับว่านางตัวคนเดียวเลี้ยงลูกสามคนอย่างไรอย่างนั้น ในใจของนางเต็มไปด้วยความจนปัญญา “มู่โทวเพิ่งเจ็ดขวบ เจ้าอายุเท่าไหร่กัน สิบห้าขวบปีแล้ว เป็นสตรีวัยปักปิ่นแล้วยังพูดจาไม่คิดไตร่ตรองอีก”
เหยียนจื่อเซียงไม่ได้เก้อเขินแต่อย่างใด กลับมองดูแก้มแดง ๆ ของมู่ชวน แล้วบีบแก้มของเขาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มู่ชวนหลบเลี่ยง “น้าเหยียน หญิงชายมิควรถูกเนื้อต้องตัวกัน แม้ท่านจะเป็นน้าแต่ก็ไม่ควรหยิกแก้มข้าเช่นนี้”
“ข้ารู้ ข้ารู้แล้ว มู่โทวของพวกเราน่ะเป็นเด็กที่เหมือนผู้ใหญ่ มีตรงไหนบ้างที่ดูเหมือนอายุเจ็ดขวบ” เหยียนจื่อเซียงปล่อยมู่ชวน แล้วคว้าแขนของหลี่เยว่หานอีกครั้ง พร้อมกับหยอกล้อหลิงซีในอ้อมแขนของหลี่เยว่หาน “เสี่ยวหลิงตังหน้าตาน่ารักน่าชังยิ่ง ในอนาคต เจ้าอยากแต่งงานกับผู้ชายแบบไหนหรือ?”
“ท่านแม่บอกว่า ในวันข้างหน้าให้แต่งงานกับผู้ชายที่สามารถสัญญากับข้าได้ว่าจะครองคู่กันไปชั่วชีวิต รักและซื่อสัตย์ต่อกันเพียงผู้เดียวตราบจนวันตาย!” เด็กหญิงตัวน้อยตอบด้วยเสียงเล็ก ๆ แบบเด็ก ๆ
หลี่เยว่หานเหงื่อตก ยังดีที่สาวน้อยคนนี้ไม่ยืนกรานที่จะแต่งงานกับเมิ่งฉีฮ่วนอีก
เมื่อคิดถึงเมิ่งฉีฮ่วน หัวใจของหลี่เยว่หานก็พลันเป็นทุกข์ขึ้นมาอีกครั้ง
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ส่งข่าวมาเลยสักนิด อีกทั้งหญิงสาวเองก็ไม่รู้ว่าจะส่งสารหาเมิ่งฉีฮ่วนได้อย่างไร
อยากถามเขานักว่าเป็นเช่นไรบ้างแต่ไม่รู้จะถามอย่างไร
ไม่นานหญิงสาวก็กลับถึงบ้านพร้อมหัวใจที่หนักอึ้ง
ทว่ากลับพบว่ามีรถม้าที่ดูคุ้นเคยจอดอยู่หน้าบ้านของนาง โดยมีคนสองคนอยู่บนรถม้า เมื่อลองพิจารณาแล้ว พวกเขาคือตวนอู่กับจงชิว
ส่วนเจ้าต้าไป๋นั่งตัวตรงอยู่ที่ประตู ดวงตาหมาป่าจ้องเขม็งไปยังทั้งสองคนบนรถม้า แสดงท่าทีเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเฝ้าเขตบ้านไว้อย่างเต็มที่