ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 261 เริ่มต้นการสืบสวนครั้งใหญ่
บทที่ 261 เริ่มต้นการสืบสวนครั้งใหญ่
“ให้ตาย! ในที่สุดก็กลับมาเสียที!” ดวงตาเฉียบคมของตวนอู่สังเกตเห็นหลี่เยว่หานและคนอื่น ๆ ได้ในชั่วครู่ เขาอยากจะพลิกตัวลงจากรถม้าทันที แต่ใครกันจะคาดคิดว่าเจ้าต้าไป๋จะลุกขึ้นพร้อมกับเขาทันที ดวงตาหมาป่าจ้องเขม็งมายังเขา ทำเอาตวนอู่ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
“นี่มันอะไรกันเนี่ย?” หลี่เยว่หานเดินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วปล่อยหลิงซีลงจากอ้อมแขน ก่อนจะลูบหัวเจ้าหมาป่าต้าไป๋ พลางเอ่ยถามอย่างขบขัน
“พี่สาว พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพียงไม่นานเองไม่ใช่หรือ เหตุใดที่บ้านของท่านจึงมีลูกหมาป่าไปแล้วเล่า?” ตวนอู่กลัวต้าไป๋มากจนไม่กล้าลงจากรถม้าเสียด้วยซ้ำ “ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นลูกหมา แต่จงชิวบอกว่าหางของสุนัขจะตั้งตระหง่านขึ้น ส่วนหางของเจ้าหมาป่านี้ลู่ลง ทำเอาข้าตกใจกลัวเกือบตาย!”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็หัวเราะออกมา มู่ชวนจึงออกตัวอธิบาย “พี่ตวนอู่ พี่จงชิว ข้าเป็นคนอุ้มเจ้าต้าไป๋กลับมาเพื่อเอาไว้เฝ้าบ้าน ขออภัยที่ทำให้พวกท่านตกใจ”
เอ่ยจบ มู่ชวนก็โค้งคำนับให้ทั้งสอง
ให้ตายสิ! ทั้งคู่รีบกระโดดลงมาจากรถม้าด้วยความตื่นกลัวโดยพลัน “เจ้าอยากให้อายุขัยของพวกเราสั้นลงหรืออย่างไร!” ตวนอู่รีบดึงตัวมู่ชวนขึ้นอย่างจนปัญญา พลางส่งสายอย่างหวาด ๆ ไปยังต้าไป๋ที่ถึงแม้จะถูกหลี่เยว่หานปลอบให้สงบลงแล้ว แต่ก็ยังจ้องมองพวกเขาอย่างระแวดระวัง “พวกเราเข้าไปในบ้านก่อนแล้วค่อยคุยกันได้หรือไม่?”
“ต้าไป๋” มู่ชวนเหลือบมองต้าไป๋แล้วชี้ไปยังตวนอู่และจงชิว “นี่คือพี่ตวนอู่กับพี่จงชิว ต่อไปหากพวกเขามาเยือนที่นี่อีก เจ้าจะต้องมีมารยาทกับพวกเขา ห้ามทำให้พวกเขาหวาดกลัว”
เมื่อตวนอู่เห็นมู่ชวนทำเช่นนี้ เขากำลังจะปริปากเอ่ยว่าสัตว์ป่าดุร้ายไหนเลยจะเข้าใจภาษามนุษย์ พวกเขาก็เห็นว่าต้าไป๋มองดูตัวเอง ก่อนจะรีบวิ่งไปหามู่ชวนอย่างร่าเริง “โฮ่ง!”
“…”
“…”
มู่ชวนได้รับคำตอบจากต้าไป๋ แต่เมื่อหันกลับไปมองพบว่าตวนอู่และจงชิวกำลังอ้าปากค้าง เด็กชายจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัย “มีอะไรหรือ?”
“ลูก… ลูกหมาป่านี่เข้าใจภาษามนุษย์งั้นหรือ?” จงชิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ขอรับ!” มู่ชวนพยักหน้ายืนยัน “แม้ว่าต้าไป๋จะถูกข้าอุ้มกลับมาได้ไม่ถึงเดือน แต่มันฉลาดกว่าสุนัขมาก จึงเข้าใจสิ่งที่พวกเราพูด ข้าบอกมันว่าทุกคนในหมู่บ้านนั้นเลี้ยงสุนัข จงอย่าได้หอนแบบหมาป่า หลังจากนั้นมันก็ฝึกเห่าตามสุนัขในหมู่บ้าน”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ทั้งตวนอู่และจงชิวต่างสับสน
นี่ยังเป็นหมาป่าอยู่หรือเปล่า?
หลี่เยว่หานและเหยียนจื่อเซียงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อดูความสนุกสนานรู้สึกพออกพอใจกับปฏิกิริยาของตวนอู่และจงชิวไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหยียนจื่อเซียง
ในตอนที่นางเห็นต้าไป๋ครั้งแรก นางก็คิดว่าเป็นลูกสุนัขเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงคิดอยากจะลูบมันเล่น แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้แสดงท่าทีโต้ตอบอะไรก็ถูกฟันของเจ้าหมาป่าตัวน้อยซึ่งยังไม่งอกดีงับเข้าที่ข้อมือ
โชคดีที่ในเวลานั้นคมเขี้ยวของต้าไป๋ยังไม่งอก แม้จะงับเข้าที่เนื้ออวบแน่นเต็มแรงแต่ก็ไม่ได้ทำให้เหยียนจื่อเซียงเจ็บตัว แต่ถึงอย่างไรก็ทำให้เหยียนจื่อเซียงหวาดกลัวอยู่บ้าง หากไม่ใช่เพราะวาจาชักแม่น้ำทั้งห้าของมู่ชวน และได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าหลังจากที่มู่ชวนว่ากล่าวตักเตือน เจ้าหมาป่าตัวน้อยก็เริ่มกระโดดไปมาพันแข้งพันขานาง หญิงสาวก็คงไม่เชื่อว่าลูกหมาป่าตัวนี้สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้
เมื่อเห็นว่ามีคนประหลาดใจมากกว่านางในตอนนั้น เหยียนจื่อเซียงจะไม่มีความสุขได้อย่างไร
“เอาล่ะ อย่ามัวยืนอยู่ที่หน้าประตูกันเลย” หลี่เยว่หานจับมือหลิงซี ก่อนผายมือเชิญให้ทุกคนเข้าไปในบ้าน “มีเรื่องอะไร เข้าไปในบ้านแล้วค่อยพูดจากัน”
“มีเรื่องมีราวจริง ๆ ขอรับ!” ตวนอู่เอ่ยบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนมองไปยังจงชิว สองพี่น้องซึ่งหัวใจมีแต่ความกังวลก็เดินตามต้าไป๋เข้าไปในบ้าน
เห็นดังนั้น หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจขึ้นมา “มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
“ขอรับ” ตวนอู่พยักหน้า พลางมองเหยียนจื่อเซียงด้วยท่าทีลำบากใจ
“ข้าจะไปหาอะไรกินที่ห้องครัวสักหน่อย ทะเลาะกันมาเป็นครึ่งวันทำให้หิวนัก” เหยียนจื่อเซียงนั้นหูตาไวไม่น้อย หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัวทันที “มู่โทว เสี่ยวหลิงตัง พวกเจ้าอยากทำอะไรอร่อย ๆ กินกับน้าหรือไม่?”
“อยากเจ้าค่ะ!” หลิงซียังเด็ก ทันทีที่ได้ยินว่ามีของอร่อย นางก็เดินตามเหยียนจื่อเซียงไปที่ห้องครัวทันที ทว่ามู่ชวนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง มู่ชวนเองก็โตแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องรู้” เมื่อเห็นว่าตวนอู่และจงชิวไม่ได้ยอมกล่าวบอกเรื่องราวต่อหน้า เหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานจึงพอคาดเดาว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับที่เมืองหลวง เมื่อนึกถึงตัวตนของมู่ชวน นางจึงไม่ได้ยืนกรานที่จะไล่มู่ชวนออกไปแต่อย่างใด
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ตวนอู่จึงพยักหน้ารับและกล่าวว่า “มีข่าวจากเมืองหลวงว่าองค์รัชทายาทต้องการสอบสวนเรื่องที่ตำหนักรัชทายาทพระองค์ก่อนถูกทำลายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งยังมีข่าวลือด้วยว่าพระโอรสและพระธิดาในพระชายาของรัชทายาทพระองค์ก่อนหายตัวไปท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายในครานั้น ไม่รู้เป็นตาย ด้วยอยู่ไม่เห็นคน ตายไม่พบศพ ได้ยินมาว่าพระชายาได้มอบโอรสธิดาทั้งสองให้กับขุนนางจากแคว้นอื่นที่อยู่ในตำหนักรัชทายาทพระองค์ก่อนในตอนนั้น ไม่ทราบตัวตนที่แน่ชัดว่าเป็นใคร ทราบเพียงว่าพื้นเพเป็นคนตงเป่ยเท่านั้น ขณะนี้ศาลได้ส่งคนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อตรวจสอบแล้ว”
“ตอนนี้เราอยู่ในหมู่บ้านจางหนิง เราทำได้เพียงพูดกับโลกภายนอกว่าเรามาจากทางใต้เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะจากสงคราม พวกเขาคงไม่น่าจะหาเราพบ” มู่ชวนเอ่ยอย่างจริงจัง “ยังมีเรื่องอื่นอีกใช่หรือไม่?”
“การคาดเดาของคุณชายน้อยถูกต้องแล้ว!” จงชิวพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์รัชทายาท ทรงกล่าวบอกว่าขุนนางจากแคว้นอื่นผู้นั้นอาจไม่ได้พาพระนัดดาของพระองค์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ และอาจพบหมู่บ้านอันเงียบสงบใกล้เมืองหลวงแล้วซ่อนตัวอยู่ที่นั่น และเพื่อปกป้องสายเลือดของอดีตองค์รัชทายาท พระองค์จึงได้เริ่มตรวจสอบผู้อพยพที่เพิ่งตั้งรกรากในหมู่บ้านตามชนบทในช่วงสามปีที่ผ่านมา!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ หลี่เยว่หานพลันชะงัก “หากเป็นเช่นนี้แล้ว อีกไม่นานก็คงพบเข้ากับหมู่บ้านจางหนิงงั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ” จงชิวกล่าวต่อ “เราเองก็เพิ่งได้รับข่าว มื่อเช้านี้ จึงรีบมาที่นี่เพื่อแจ้งให้ฮูหยินทราบ คนผู้นั้นที่อยู่ในเมืองหลวงบอกให้เราส่งฮูหยิน คุณชาย และคุณหนูไปยังเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าอย่างไรในช่วงเวลานี้ก็ห้ามถูกจับได้!”
“คนผู้นั้นที่อยู่ในเมืองหลวง” ที่จงชิวพูดถึงแน่นอนว่าย่อมต้องเป็นเมิ่งฉีฮ่วน
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในห้วงความคิด พลางมองตวนอู่และจงชิวด้วยท่าทีกระวนกระวายอย่างมาก
หลังจากขบคิดอยู่นาน หลี่เยว่หานก็เอ่ยขึ้น “ข้าขอถามพวกเจ้าสักหน่อยว่าตัวตนของครอบครัวเราสามคนที่ตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านจางหนิงสามารถต้านทานการตรวจสอบได้หรือไม่?”
“ต้านทานน่ะต้านทานได้แน่ขอรับ!” ตวนอู่กล่าว “เดิมที พี่น้องของเราต่างก็ใช้ความมานะพยายามอย่างมาก ไม่ว่าอย่างไรก็สามารถต้านทานต่อการตรวจสอบได้ เพียงแต่ไม่อาจปกปิดได้ว่าฮูหยินเพิ่งย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านจางหนิงเมื่อครึ่งปีก่อน”
“ต้านทานต่อการตรวจสอบได้ก็พอแล้ว” หลี่เยว่หานเอ่ยว่า “บอกเขาว่าเราไม่สามารถจากที่นี่ไปได้ในเวลานี้ ไม่เช่นนั้นจะทูลต่อองค์ชายสามอย่างชัดเจนว่ามู่ชวนและหลิงซีคือสายเลือดของรัชทายาทพระองค์ก่อน อีกทั้งคนที่พาเด็กทั้งสองไปในครานั้นก็เป็นบุรุษ ส่วนข้าเป็นสตรีและมิได้มาจากตงเป่ย แต่มาจากทางใต้ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงมิอาจไปได้”
“ฮูหยิน…” จงชิวยังคงต้องการโน้มน้าว แต่ตวนอู่หยุดเขาเอาไว้ “เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ฮูหยินไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตัดสินใจนัก มิสู้ลองปรึกษาคุณชายของเราดูสักหน่อยเล่าขอรับ?”
คุณชายที่ตวนอู่พูดถึงคือแน่นอนว่าย่อมเป็นเวินเทียนเหล่ย
“ก็ดี” หลี่เยว่หานพยักหน้า “เวินเทียนเหล่ยพอจะมีเวลามาเยี่ยมเยียนหมู่บ้านจางหนิงเมื่อไหร่?”
“เมื่อเช้าเราส่งสารไปบอกฉงหยางแล้ว พวกเราออกมาแต่เช้า คุณชายยังไม่ตื่นนอน เวลานี้คงจะออกเดินทางมาแล้วขอรับ”
ทันทีที่สิ้นเสียงของตวนอู่ ต้าไป๋ก็รีบวิ่งออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ก่อนจะจ้องมองไปยังประตูที่ปิดอยู่อย่างแน่วแน่
หลี่เยว่หานถอนหายใจ “ตายยากเสียจริง พูดถึงใคร คนนั้นก็มาถึง”
เมื่อสิ้นคำพูด ประตูก็ถูกผลักเปิดออก พร้อมกับเวินเทียนเหล่ยที่สาวเท้าก้าวเข้ามา