ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 309 งานเลี้ยงต้อนรับสิ้นสุดลง
บทที่ 309 งานเลี้ยงต้อนรับสิ้นสุดลง
หลี่เยว่หานรู้ดีว่าหลังจากกลับเข้าสู่ตระกูลแล้วจะได้รับความโปรดปรานจากจวนกั๋วกง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเหล่ากั๋วกงจะกล้าพูดจาไม่ดีกับบุตรชายของตัวเองเพื่อนางเช่นนี้ ณ ขณะนั้นก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
ด้วยรอยยิ้มของนาง อวี๋เจ๋อฟางและลูก ๆ ทั้งสองก็หัวเราะตามไปด้วย ด้วยเสียงหัวเราะของคนรุ่นหลังเช่นนี้ ทำให้อวี๋เจ๋อฟางรู้สึกใกล้ชิดกับหลี่เยว่หานมากขึ้น ทันใดนั้นก็ไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจกับบิดาของตัวเอง แถมยังมีความสุข ยิ้มแย้มดีใจไปตามน้ำ
แขกที่มาร่วมงานเลี้ยงโดยรอบ เมื่อเห็นคนในตระกูลซิงกั๋วกงมีความสุขเช่นนี้ ก็ทำให้ความคิดที่มีต่อหลี่เยว่หานเริ่มเปลี่ยนไป
ข้างนอกมีข่าวลือว่า ตั้งแต่ที่บุตรสาวคนโตอวี๋ปิงซูหายตัวไป เหล่ากั๋วกงก็เริ่มโศกเศร้าลงทุกวัน ยิ่งหลายปีมานี้ก็ยิ่งเลอะเลือนลงไปอีก ถึงได้มอบตำแหน่งซิงกั๋วกงให้กับบุตรชายคนโตของตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ
แต่ในตอนนี้ หลี่เยว่หานกลับปรากฏตัวขึ้น เหมือนกับการให้ยาลูกกลอนเพื่อเพิ่มกำลังใจกับท่านตา ทำให้สีหน้าของชายชราดูมีเลือดฝาดเป็นอย่างมาก
เลี้ยงฉลองการต้อนรับเสร็จสิ้นภายใต้ความกลมเกลียว หลี่เยว่หานในฐานะหลานสาวนอกสายเลือด ไม่สามารถบันทึกในตระกูลได้ แต่เรื่องเหล่านั้นทางตระกูลต่างมองข้าม จึงได้บันทึกชื่อหลี่เยว่หานในฐานะหลานสาวอย่างยากลำบาก
หลังจากงานเลี้ยงเสร็จสิ้น หลี่เยว่หานได้กล่าวลาแขกทั้งหลายและเหล่าผู้อาวุโส จากนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็ประคองหญิงสาวขึ้นนั่งรถม้ากลับจวนแม่ทัพ
อาจจะเป็นเพราะความอ่อนล้า เมื่อหลี่เยว่หานขึ้นรถม้าได้ไม่นานก็เผลอหลับไป ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนในฐานะบุตรเขยของจวนซิงกั๋วกง คืนนี้กลับถูกหลายคนดึงตัวไปดื่มสุรา
เจตนารมณ์ในคำพูด ล้วนแต่คิดอยากจะให้บุตรสาวของตนมาแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นภรรยาเอกหรือภรรยารองก็ยินดีด้วยกันทั้งสิ้น
ตอนแรกเมิ่งฉีฮ่วนยังรู้สึกแปลกใจ นับตั้งแต่ที่หลี่เยว่หานปรากฏตัวขึ้น เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่คิดจะมาแต่งงานก็ได้พากันคลายความคิดลงแล้ว เพราะพวกนางไม่ต้องการมาเสื่อมเสียชื่อเสียงว่ารังแกภรรยาเอก และไม่ต้องการที่จะมาข้องเกี่ยวกับหลี่เยว่หานที่เป็นคนบ้านนอก เพราะพวกนางนั้นอยู่สูงกว่าหลี่เยว่หาน
สถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย จนกระทั่งหลี่เยว่หานเข้าเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ แม้ว่าหลังจากนั้นหลี่เยว่หานจะได้รับการแต่งตั้ง สตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นก็ต่างยับยั้งตนเอง นอกจากจี้ซินเยว่แล้ว ไม่มีใครมาสนใจเมิ่งฉีฮ่วนมากนัก
และความสมดุลที่น่าฉงนเช่นนี้ ได้ถูกทำลายลงไปอย่างไม่มีสาเหตุในวันนี้
เพราะพวกเขาต่างก็เห็นว่าหลี่เยว่หานนั้นไม่ธรรมดา แม้จะได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นฮูหยินหลวงขั้นหนึ่ง แต่อีกนัยหนึ่งก็ยังเป็นคุณหนูคนเล็กของจวนกั๋วกงอีกด้วย ทำให้หญิงสาวหลายคนเริ่มเปลี่ยนใจ
หากเป็นคุณหนูคนเล็กของจวนกั๋วกงจริง ๆ พวกนางก็รู้สึกว่าการเป็นภรรยารองก็ไม่แย่อะไร
ด้วยจิตใจเช่นนี้จึงมีผู้คนมาร่วมงานเลี้ยงมากมาย จนทำให้เมิ่งฉีฮ่วนถูกหลายคนลากไปดื่มสุรา หากมิใช่เพราะคนส่วนใหญ่เกรงกลัวนิสัยของเขาแล้วละก็ เกรงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเมาจนกลับจวนไม่ได้แน่
เมื่อคิดเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ก้มมองหลี่เยว่หานซึ่งหลับไปในอ้อมแขนของเขาแล้วอดที่จะยิ้มมุมปากไม่ได้
สตรีผู้นี้อาจยังไม่รู้ว่าสามีของนางถูกผู้คนหมายปองจำนวนมาก เขานึกอยากเห็นเหลือเกินว่าหากหลี่เยว่หานรู้เรื่องนี้แล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ถ้าดูจากสถานการณ์ในคืนนี้แล้ว เหล่าชายหนุ่มในงานเลี้ยงต่างเป็นเช่นนี้ หญิงสาวคงจะเดาได้บ้าง
หลี่เยว่หานสามารถหลับได้อย่างสบายใจแบบนี้ ควรจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ดูจากอาการแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนจึงเบาใจได้บ้าง
ตอนนี้หลี่เยว่หานตั้งครรภ์อยู่ เมิ่งฉีฮ่วนไม่อยากให้นางต้องเครียด เขาคิดเพียงว่าอยากให้ภรรยาของตัวเองได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวัน เขาก็พอใจแล้ว
เมื่อมาถึงจวนแม่ทัพ ฟ้าก็มืดลงแล้ว ตอนที่อุ้มหลี่เยว่หานซึ่งหลับสนิทลงจากรถม้า เมิ่งฉีฮ่วนยังได้ยินเสียงตีฆ้องยามส่งสัญญาณเวลา เขาไม่อยากปลุกหลี่เยว่หานให้ตื่น เขาเลยอุ้มหญิงสาวเข้าไปในจวน จนเรือนนอน และวางหลี่เยว่หานลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อผ้าและถุงเท้าของนางออกเอง
อาจจะเพราะหลับลึกมาก ๆ ตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนทำสิ่งเหล่านี้ หลี่เยว่หานก็ยังไม่ตื่น
เมิ่งฉีฮ่วนห่มผ้าให้หลี่เยว่หาน จากนั้นก็ไปอาบน้ำและล้างกลิ่นสุราจาง ๆ ที่ตัวออก ก่อนจะแอบขึ้นบนเตียงอย่างเนียน ๆ กอดรัดหญิงสาวด้วยความอิ่มเอม และหลับจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น
หลี่เยว่หานรู้สึกเพียงว่าตัวเองหลับสนิทเป็นพิเศษ เมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าร้อน จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่านางนอนอยู่ในอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วนมาทั้งคืน ก็อดหยุดความพึงใจเกิดขึ้นไม่ได้
เมิ่งฉีฮ่วนยังไม่ตื่น หลี่เยว่หานก็มองดูใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างละเอียด แล้วเผลอถอนหายใจเบา ๆ
เมื่อวานนี้มีฮูหยินหลายท่านแกล้งทำเป็นเข้ามาสนิทสนมกับนาง ตอนแรกนางก็ยังไม่รู้ว่าพวกนางมีจุดประสงค์อะไร จนกระทั่งได้ยินการสนทนาระหว่างฮูหยินหยวนและหยวนหลิงเอ๋อร์ จึงได้คิดขึ้นมาได้ว่า คนเหล่านี้คงอยากจะเข้ามาอยู่ในจวนของแม่ทัพอีกแล้ว
เนื่องจากก่อนหน้านี้ พวกนางไม่ค่อยจะชอบนางนัก เนื่องจากนางเป็นหญิงสาวชาวบ้าน แต่ตอนนี้ นางได้กลายเป็นคุณหนูของจวนกั๋วกงไปแล้ว ไม่ว่าจะทางฐานะหรือทางยศศักดิ์ ล้วนสูงกว่าท่านหญิง
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
“ตื่นเช้ามากลับไม่สบายใจเลย ทำได้แต่ถอนหายใจ มีเรื่องอะไรหรือ ไหนเล่ามาสิ หลับไม่สบายรึ” เมิ่งฉีฮ่วนถามด้วยความห่วงใย พลางโอบกอดหญิงสาวไว้บนตัก
“นอนไม่หลับเจ้าค่ะ วันนี้ท่านไม่ต้องเข้าเฝ้ารึ” หลี่เยว่หานถามอย่างอ่อนหวานขณะที่ซบอยู่ในอ้อมกอดของเขา
“ไม่ต้อง ฮ่องเต้ทรงทราบว่าเมื่อคืนข้าถูกมอมเหล้า จึงให้ข้าหยุดเข้าเฝ้าไปก่อน” เมิ่งฉีฮ่วนตอบพลางก้มลงจูบที่ขมับของหลี่เยว่หาน
สองคนบนเตียงงีบอีกเล็กน้อย หลี่เยว่หานนอนต่อไม่ไหวแล้ว จึงลุกไปอาบน้ำ พอแต่งตัวเสร็จ เมิ่งฉีฮ่วนก็ตื่นขึ้นมาพอดี
“ฮูหยิน” หมิงจูเห็นหลี่เยว่หานแต่งตัวเสร็จแล้ว ขณะที่สั่งให้คนใช้เตรียมอาหารเช้า ก็พูดว่า “ผู้ดูแลร้านอวี้มารอฮูหยินตั้งแต่เช้าตรู่ อยู่ที่โถงต้อนรับ บอกว่ามีธุระสำคัญต้องแจ้งเจ้าค่ะ”
หลังจากได้ยินที่อีกฝ่ายพูด หลี่เยว่หานก็มองหมิงจูแล้วพูดว่า “ให้เชิญผู้ดูแลร้านอวี้เข้ามา”
หมิงจูรับคำสั่งแล้วรีบถอยออกไป
“ทำไมรู้สึกว่ากินอาหารเช้าได้น้อยนัก” เมิ่งฉีฮ่วนบ่นไปพลางตักโจ๊กปลาให้หลี่เยว่หาน หลี่เยว่หานไม่พูดอะไร นั่งรอเงียบ ๆ
ไม่นานนัก ผู้ดูแลร้านอวี้ก็ตามหลังหมิงจูมาปรากฏตัวต่อหน้าหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนอย่างรีบร้อน
“ข้าน้อยขอคารวะท่านแม่ทัพ ขอคารวะฮูหยิน” ผู้ดูแลร้านอวี้ทำความเคารพแล้วถอนหายใจ พลางกล่าวว่า “ข้าน้อยได้รับข่าวเมื่อกลางดึกว่า คนของตระกูลหลิ่ว เมืองหย่งอันเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว เกรงว่าอีกฝ่ายจะต้องการมาหาฮูหยิน พวกข้าน้อยเลยมารอเฝ้าตั้งแต่เช้าตรู่”
หลี่เยว่หานรู้แล้วก็เงยหน้าเหลียวมองผู้ดูแลร้านอวี้พลางขมวดคิ้ว “รู้หรือไม่ คนของตระกูลหลิ่วมาพักกันที่ไหน?”
“รู้ขอรับ อยู่ที่ภัตตาคารปาเซียนของฮูหยิน” ผู้ดูแลร้านอวี้พูดต่อว่า “คนเหล่านั้นเข้าพักเมื่อคืนตอนเที่ยงคืน มีทั้งหมดสิบสองคน รวมน้องสาวต่างมารดาของฮูหยินด้วย นางมาคนเดียวพร้อมกับลูกสาว มีหญิงมีครรภ์มาด้วยคนหนึ่ง เป็นคุณหนูรองของตระกูลหลิ่ว แซ่หวัง”