ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 319 ต้องรู้จักประมาณตน
บทที่ 319 ต้องรู้จักประมาณตน
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจในใจ “ขอโทษ? เจ้าจะขอโทษข้า? หลี่หรงหรงเจ้าจะขอโทษข้าเรื่องอะไรกัน?”
หลี่หรงหรงคุกเข่าอยู่ตรงหน้า หลี่เยว่หานไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมีแต่เสียงสะอื้นไห้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ข้าขอโทษพี่สาวที่ข้าไม่เคารพพี่ก่อนหน้านี้ และขอโทษที่ตัวเองไร้ยางอายในตอนนั้น หวังว่าพี่จะเห็นแก่ที่เราเป็นพี่น้องกัน ถ้าไม่ให้อภัยข้า ก็ขออย่าได้จดจำความแค้นข้าอีกเลย…”
“เจ้าพูดเช่นนี้ ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้ามีความจำเป็นต้องขอโทษจริง ๆ” หลี่เยว่หานมองหลี่หรงหรง ด้วยรอยยิ้ม “แต่เงื่อนไขการขอโทษของเจ้าคือเพื่อแผนการของพ่อแม่เจ้า ข้าไม่ค่อยอยากรับคำขอโทษของเจ้าเท่าไหร่”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่หรงหรงจึงเงยหน้าขึ้นคลานเข่าไปหาหลี่เยว่หานสองสามก้าว เหมือนจะไปกอดขาหลี่เยว่หาน แต่ถูกหมิงจูจ้องมองด้วยสายตาดุดัน สุดท้ายก็ไม่ได้กอด จึงเอ่ยเสียงสั่นเทาขึ้น “พี่สาว ยังไงท่านพ่อของข้าก็เป็นท่านพ่อของพี่ด้วย ถึงแม้ท่านแม่จะไม่ดีกับพี่ก่อนหน้านี้ แต่ก็เลี้ยงดูพี่มาตั้งแต่สองขวบจนเติบใหญ่ พี่สาวเห็นแก่ไมตรีจิตเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ช่วยท่านพ่อท่านแม่สักหน่อยได้หรือไม่?”
“อย่างที่เจ้าพูด ท่านแม่ของเจ้าไม่ดีกับข้า ที่เลี้ยงดูข้าจนเติบใหญ่ก็เพราะได้กินส่วนแบ่งสินสอดของท่านแม่ข้า และนางยังยุยงให้เจ้าไปแย่งคู่หมั้นของข้าอีก ดังนั้นระหว่างข้ากับท่านแม่ของเจ้าจึงไม่มีไมตรีจิตอะไร”
“ส่วนท่านพ่อผู้งมงายของเรา ตั้งแต่ตอนที่เขาขายข้าให้ท่านสามีของข้า เราก็ได้ตัดขาดสายสัมพันธ์พ่อลูกกันไปแล้ว ดังนั้นข้าไม่คิดว่าข้ากับพวกเขาจะมีไมตรีจิตถึงขั้นช่วยกันได้”
หลี่เยว่หานพูดพลางส่งสัญญาณให้หมิงจูพยุง หลี่หรงหรงขึ้น นางไม่คุ้นเคยกับการให้คนอื่นคุกเข่าคำนับ เมื่อหลี่หรงหรงลุกขึ้นแล้ว หลี่เยว่หานจึงค่อย ๆ กล่าวว่า “อีกอย่าง เจ้าตอนนี้คงรู้ฐานะของข้าแล้ว ฝ่ายข้ายังพอไหว แต่จวนกั๋วกง กลับเกลียดชังหลี่ต้าเฉิงถึงขั้นแค้นฝังหุ่น หากข้าทำตามที่เจ้าพูดจริง ๆ รับหลี่ต้าเฉิงและภรรยามาอยู่ที่เมืองหลวง เช่นนั้นวันตายหลี่ต้าเฉิงก็คงมาถึงแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน หลี่หรงหรงก็หดคอ ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “ทำ…ทำไม? จวนกั๋วกง ในเมื่อรับรองพี่ได้ ทำไมจะไม่รับรองท่านพ่อ?”
“เพราะสาเหตุก่อนที่หลี่ต้าเฉิงจะได้ท่านแม่ข้าผู้งามดั่งดอกไม้มาครอบครองก็เพราะความไร้ยางอายของเขาทั้งนั้น” หลี่เยว่หานหัวเราะเย็นชา “อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้เรื่องนี้? ท่านแม่ของเจ้ารู้ดีนัก แต่เจ้าไม่รู้อะไรเลยสักนิดงั้นรึ”
หลี่หรงหรงจึงนึกขึ้นได้ด้วยความตกใจ ท่านแม่ของนางเหมือนจะเคยพูดไว้ว่า ภรรยาคนก่อนของท่านพ่อนางเป็นคุณหนูตกอับที่หลงทางมาถึง หมู่บ้านเฮยถู่ หากไม่ใช่ท่านพ่อนางหาโอกาสครอบครองร่างกายของคุณหนูผู้นั้น คุณหนูตกอับผู้นั้นก็คงไม่ยอมอยู่กับหลี่ต้าเฉิง
คิดถึงตรงนี้ หลี่หรงหรงก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด สลัดมือหมิงจูที่พยุงอยู่ออก แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าหลี่เยว่หานอีกครั้งเอ่ยว่า “พี่ พี่ต้องช่วยท่านพ่อท่านแม่ด้วยนะ…”
“เหตุใดข้าต้องช่วยพวกเขาด้วย?” หลี่เยว่หาน คิดว่าตัวเองไม่ใช่คนใจร้าย แต่กลับผิดหวังกับ หลี่ต้าเฉิงและภรรยาอย่างที่สุด อย่าว่าแต่จะช่วยพวกเขาเลย หลังจากรู้ว่าสมัยก่อนอวี๋ปิงซูกับหลี่ต้าเฉิงได้อยู่ด้วยกันยังไง นางอยากจะเอามีดไปตอนหลี่ต้าเฉิงเสียเดี๋ยวนั้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากนางยืนกรานจะปกป้องหลี่ต้าเฉิง หวังเฟิ่งเองก็จะถูกปกป้องไปด้วยอย่างแน่นอน
“ยังไงก็ตาม…ท่านพ่อก็เป็นพ่อแท้ ๆ ของพี่นะ!” หลี่หรงหรงพูดออกมาได้แค่ประโยคอ่อนแอจืดชืดเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงหลี่เยว่หานไม่เชื่อ ตัวนางเองก็ไม่คิดว่าหลี่เยว่หานจะเห็นแก่สายเลือดแล้วปกป้องหลี่ต้าเฉิง
“แทนที่จะมาเถียงกับข้าที่นี่ว่าจะปกป้องหลี่ต้าเฉิงกับหวังเฟิ่งหรือไม่ เหตุใดไม่บอกความตั้งใจที่แท้จริงที่เจ้ามาหาวันนี้แทนเล่า” หลี่เยว่หาน มองหลี่หรงหรงที่ทำหน้างุนงงแล้วถอนหายใจ
ดูเหมือนว่าหลี่หรงหรงจะเปลี่ยนไปมากจริง ๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่สาวบ้านนอกที่ไม่เกรงใจใครเหมือนตอนแรกแล้ว
คิดว่าในช่วงปีกว่า ๆ ที่อยู่ในจวนตระกูลหลิ่วบวกกับการที่ได้ให้กำเนิดบุตร หลี่หรงหรงได้เติบโตขึ้นมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ ก็ไม่มีความคมกริบเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งยังเรียนรู้ที่จะใช้ความรู้สึกมาเป็นไพ่ตายอีกด้วย
“ข้า…” หลี่หรงหรงเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ชะงักไปมองไปรอบ ๆ ด้วยความลังเลใจ
ตอนนี้พวกนางกำลังคุยกันอยู่ในห้องดอกไม้ ซึ่งมีคนอยู่รอบด้าน หลี่หรงหรงรู้ดีว่าคำพูดของนางจะถูกคนอื่นได้ยิน
เห็นหลี่หรงหรงเป็นแบบนี้ หลี่เยว่หานก็หัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “นี่คือจวนของข้า คนที่มาหาข้าได้ล้วนเป็นคนของข้าทั้งนั้น เจ้ามีอะไรก็พูดออกมาได้ ถ้ารู้สึกว่าพูดที่นี่ไม่ได้ ข้าก็จะให้คนส่งเจ้ากลับไป”
ได้ยินดังนั้นหลี่หรงหรงก็รีบเดินเข้ามาจับมือของ หลี่เยว่หาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“หมิงจูส่งแขกออกไป” หลี่เยว่หานดึงมือออกจากมือของหลี่หรงหรงสั่งเสียงเย็นชา
หมิงจูกำลังจะเข้าไปผลักหลี่หรงหรงออกไป แต่จู่ ๆ หลี่หรงหรงก็ร้องไห้โฮออกมา “เยว่หาน ขอโทษนะ ข้ารู้ว่าการมาขอร้องเจ้ามันไร้ยางอาย แต่ได้โปรดมองในแง่ที่ว่าพวกเราเป็นพี่น้องกันจริง ๆ เถิด ช่วยหาหมอไปดูอาการของท่านแม่ข้าที”
หวังเฟิ่ง?
“ดูอาการท่านแม่เจ้า? แม่เจ้าไม่สบายหรือ?” หลี่เยว่หานถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อื้อ…” หลี่หรงหรง พยักหน้าแรง ๆ “หลังจากออกจากอำเภอหย่งอันไม่นาน ท่านแม่ข้าก็เริ่มป่วยและระหว่างทางนางก็ตั้งครรภ์อีก ครั้งนี้เป็นของจริง พอมาถึงอำเภอหวาซี ตระกูลหลิ่วไม่ยอมพาท่านทั้งสองไปด้วยเด็ดขาด ให้เงินท่านพ่อกับท่านแม่ข้าแค่ยี่สิบตำลึง หลังจากนั้นก็ไม่เคยถามไถ่อีกเลย ข้ารู้ว่าตระกูลหลิ่วก็มีความยากลำบากของตัวเอง เลยไม่กล้าไปขอร้องหลิ่วจื้อหย่วน ตอนนี้ได้ยินข่าวของเจ้าก็หวังว่าเจ้าจะช่วยแม่ข้าสักหน่อย ไม่ว่ายังไงก็ตาม ก็เห็นแก่ว่ามีชีวิตสองชีวิตเถอะนะ…”
ฟังจบแล้ว หลี่เยว่หานก็ยังไม่มีอารมณ์ใด ๆ เลย
หวังเฟิ่งเคยทำร้ายเจ้าของร่างเดิมขนาดนั้น แม้กระทั่งหลังจากที่นางมาอยู่ในร่างของเจ้าของร่างเดิม นางก็ยังทำเรื่องน่ารังเกียจอีกมากมาย หลี่เยว่หานไม่รู้สึกสงสารหวังเฟิ่งเลยสักนิด
แต่ในฐานะแพทย์ หลี่เยว่หานก็มีความอ่อนโยนในแบบของตัวเอง ยิ่งหลี่หรงหรงบอกว่าหวังเฟิ่งตั้งครรภ์จริง ๆ ทั้งยังป่วยระหว่างตั้งครรภ์จนถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตด้วยความเคารพในชีวิต หลี่เยว่หานจึงรู้สึกว่าตัวเองใจอ่อนแอ่ลง
“ข้าเข้าใจแล้ว” ในที่สุดหลี่เยว่หานก็ไม่ได้ปฏิเสธหลี่หรงหรงในทันที “แต่ถึงแม้ข้าจะมีบรรดาศักดิ์ ดูเหมือนจะสง่างาม แต่สุดท้ายก็ยังเป็นแค่ลูกสะใภ้ของคนอื่น เรื่องนี้ข้าต้องรอให้สามีข้ากลับมาก่อน แล้วค่อยถามความเห็นของเขา ถึงจะตัดสินใจได้”
ได้ยินคำพูดนี้แล้ว หลี่หรงหรงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นมาว่า “สามีของเจ้า…ยังคงเป็น เมิ่งฉีฮ่วนอยู่หรือไม่?”
“ไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครได้อีก” หลี่เยว่หานจ้องมอง “เจ้าคิดว่าข้าแต่งงานใหม่อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่…” หลี่หรงหรงเห็นหลี่เยว่หานไม่พอใจจึงรีบยกมือขึ้นอธิบาย “ข้าแค่… ตอนแรกได้ยินมาว่าเจ้าที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นได้รับพิษจนเสียชีวิตพร้อมกับบุตรสาวของนายพรานคนนั้น ไม่นานหลังจากนั้น นายพรานก็ย้ายออกจากหมู่บ้านไป แต่เมื่อผ่านไปเกือบปี เจ้ากลับผันตัวเองมาเป็นฮูหยิน ของแม่ทัพ ข้าเลยคิดไปเองชั่วครู่”
เสียงของเมิ่งฉีฮ่วนดังมาจากด้านนอกก่อนที่หลี่เยว่หานจะทันได้พูดอะไร “เจ้าคิดผิดไปเองหรือไม่เคยคิดดีกับหลี่เยว่หานเลยสักนิด ในใจเจ้าไม่เคยนับถือนางบ้างหรือ?”