ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 329 ทะเลาะกัน!
บทที่ 329 ทะเลาะกัน!
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา “ไม่ว่าตระกูลหลิ่วจะเป็นคนห่วยหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยหวังเหอฮวาก็เป็นคนกวยประสาทคนหนึ่ง”
“ฟังจากที่พวกเจ้าพูด ตระกูลหลิ่วมาถึงเมืองหลวงกันทั้งครอบครัวแล้วสินะ” เวินเทียนเหล่ยเห็นเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานคุยกันอย่างสนุกสนาน ในใจรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“มาได้สักพักแล้ว ข้าคิดว่าตัวเองมีคนใช้ได้ไม่มากนัก ตระกูลหลิ่วถือเป็นตระกูลใหญ่ที่มีฐานะในเขตอำเภอหย่งอัน จึงพยายามชักจูงให้พวกเขามาช่วยข้าดูแลธุรกิจ ไม่เช่นนั้นธุรกิจมากมายเหล่านั้นคงเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับผู้ดูแลร้านอวี้คนเดียว” หลี่เยว่หานอธิบายไปเรื่อย ๆ
ฟังคำพูดของหลี่เยว่หานแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็พยักหน้า “ที่เจ้าคิดเช่นนี้ก็ดีมาก แต่ว่าจะไว้ใจตระกูลหลิ่วได้มากแค่ไหน เจ้าต้องประเมินให้ดี ๆ นะ”
“ไว้ใจพวกเขาได้ทั้งหมดนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ตระกูลหลิ่วไม่เหมือนผู้ดูแลร้านอวี้ที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในทางกลับกันตระกูลหลิ่วเป็นตระกูลใหญ่ที่ได้รับการเคารพนับถือในอำเภอหย่งอัน ดังนั้นสิ่งที่ข้าทำก็แค่ฉวยโอกาสที่พวกเขาเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเพื่อทำบุญคุณไว้ก่อนเท่านั้นเอง”
หลี่เยว่หานพูดพลางหยิบองุ่นจากบนโต๊ะเด็ดลูกหนึ่งใส่ปาก หรี่ตาลง “เวินเทียนเหล่ยองุ่นชุดนี้หวานมากเกินไป เจ้าต้องเก็บไว้ให้ข้าทำเหล้าสักร้อยจินนะ”
“ได้เลย ร้อยจินก็ร้อยจิน ตอนเย็นจะให้คนเอาไปส่งที่จวนขุนพลของพวกเจ้า” เวินเทียนเหล่ยพูดพลางหยิบเหล้าองุ่นขวดหนึ่งออกมา แล้วมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนที่ไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก “เหวินจั๋ว เจ้าจะดื่มเหล้านี่หรือไม่ ภรรยาเจ้าคงดื่มไม่ได้หรอก”
ได้ยินดังนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็มองเวินเทียนเหล่ยแล้วพูดอย่างเชื่องช้า “ดื่มสุราทำให้เสียการ ข้าไม่ดื่ม”
เวินเทียนเหล่ยไม่พอใจเป็นอย่างมาก “หลี่เยว่หานเจ้าควบคุมสามีตัวเองเข้มงวดขนาดนี้เลยหรือ แม้แต่เหล้าก็ไม่ให้ดื่ม!”
หลี่เยว่หานมองเวินเทียนเหล่ยด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว ข้าก็ควบคุมสามีตัวเองเข้มงวดขนาดนี้แหละ แม้แต่เหล้าก็ไม่ให้เขาดื่ม~”
เห็นท่าทางเช่นนั้น เวินเทียนเหล่ยก็รู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรไม่เข้าท่าจึงไม่พูดอะไรอีก แต่หันไปดื่มเหล้าเอง
กึก!
ประตูห้องถูกเปิดออกจากด้านนอก แม่เล้าของหอฟ่านเทียนอย่างแม่นางหลานซั่วประคองสาวน้อยที่เมาจนเซซวนเข้ามา เมื่อเห็นหลี่เยว่หาน หลานซั่วก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะโค้งคำนับ “นายท่าน คุณหนูท่านนี้ดื่มเหล้ามากเกินไป ข้าคิดว่าเธอมากับคุณชายเวินจึงพามาส่งที่นี่”
ฟังดังนั้นหลี่เยว่หานก็พยักหน้าสั่งให้หมิงจูที่อยู่ด้านนอกช่วยประคอง เหยียนจื่อเซียงที่เมาจนแทบจะล้มแล้วให้เงินรางวัลแก่แม่นางหลานซั่วแล้วให้หมิงจูวางตัวเธอลงบนเตียงด้านข้าง จากนั้นหมิงจูก็ออกจากห้องไป ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง
“ข้าไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าแม่นางหลานซั่วที่ขุนนางมากมายอยากจะซื้อตัว กลับถูกเจ้าซื้อตัวไปได้!” เวินเทียนเหล่ยอุทานด้วยความประหลาดใจ “เจ้าอาจไม่รู้ก็ได้ว่าแม่นางหลานซั่วเป็นที่ต้องการตัวมากแค่ไหนในเมืองหลวง!”
“ถ้าข้าไม่รู้ ข้าจะซื้อตัวนางได้ยังไงกัน” หลี่เยว่หาน ชำเลืองมองไปที่เวินเทียนเหล่ย รู้สึกว่าเขาโง่ลงไปหน่อย
“ก็ใช่แหละ เจ้าสามารถดึงจีหยางมาอยู่ใต้บังคับบัญชาได้ การที่จะดึงแม่นางหลานซัวมาคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจ้า” เวินเทียนเหล่ยลูบหน้า รู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรไม่เข้าท่าไปอีกแล้ว
แม้แต่หลี่เยว่หานที่ช้าความรู้สึกยังสังเกตเห็นว่าบรรยากาศตอนนี้ดูแปลก ๆ ไปหน่อย
ก่อนหน้านี้ตอนเวินเทียนเหล่ยและเมิ่งฉีฮ่วนเจอกัน บรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองไม่เคยเป็นแบบนี้เลย แต่วันนี้ไม่รู้ทำไมเมิ่งฉีฮ่วนถึงได้แค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไร มองดูเวินเทียนเหล่ยคุยกับนาง แค่นี้ยังไม่พอยังไม่ยอมให้เวินเทียนเหล่ยเห็นสีหน้าที่ดีอีกต่างหาก
หรือว่าพวกเขาทั้งสองจะมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่านะ?
คิดแบบนี้แล้ว หลี่เยว่หานอดที่จะแอบสังเกตสีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้
กลับเห็นเขากำลังมองถ้วยเล็ก ๆ ในมือด้วยสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้วยนั้นก็แค่ถ้วยกระเบื้องสีขาวธรรมดา ๆ แต่กลับถูกเมิ่งฉีฮ่วนเล่นไปมาในมือราวกับเป็นของล้ำค่าหายากอะไรอย่างนั้น
มองไปที่เวินเทียนเหล่ย เขาก็ถือถ้วยเล็ก ๆ ในมือเหมือนกัน แต่ไม่ได้เล่นมัน กลับมีสีหน้าครุ่นคิดหนักอกหนักใจ หลี่เยว่หานไม่รับคำพูดของเขา เขาก็ไม่พูดอะไรอีก
เห็นเหตุการณ์แบบนี้แล้ว หลี่เยว่หานก็หายใจออกมา “พวกเจ้าสองคนมีปัญหาอะไรกันแน่ ข้านั่งอยู่ตรงนี้แค่ครู่เดียวก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติระหว่างพวกเจ้าแล้ว ทะเลาะกันอย่างนั้นหรือ?”
พูดจบหลี่เยว่หานก็หันไปมองเมิ่งฉีฮ่วน “เจ้าว่ามา ตั้งแต่เจ้าเข้ามาก็ไม่ค่อยพูดอะไร แบบนี้มันไม่ถูก!”
ไม่คิดว่าหลี่เยว่หานจะพูดตรง ๆ แบบนี้ เมิ่งฉีฮ่วนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะ “ข้าไม่มีอะไรจะพูด ท่านน้อยเวินหายากที่จะกลับมาเยี่ยมเยียนเมืองหลวงสักครั้ง ต้องต้อนรับให้ดีสิ”
“เมิ่งฉีฮ่วนอย่ามาพูดจาหวานเย็นใส่ข้า” เวินเทียนเหล่ยหัวเราะเย็นชา “ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าตายด้านอยากให้ข้ากลับมา ข้าก็ไม่อยากกลับมาหรอก! ดีละ ตอนนี้ข้ากลับมาแล้ว เจ้ายังจะมาทำหน้าใส่ข้าอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะไปพรุ่งนี้เลย!”
“เจ้าจะไปก็ไป” ภายใต้สายตาจับจ้องของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับกลอกตา…
“นี่เจ้าพูดเองนะ อย่ามาส่งจดหมายไปที่อำเภอหวาซีทุกวันสามวันเชียว เร่งให้ข้ากลับมา ครั้งหน้าถึงเจ้าจะมาขอร้อง ข้าก็จะไม่กลับมาอีกแล้ว!” เวินเทียนเหล่ยโมโหจนทุบโต๊ะเสียงดัง
เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ยอมแพ้ “เจ้าจะไปก็ไป จะกลับก็กลับ ยังไงเรื่องของตระกูลเวินข้าก็ไม่อยากยุ่ง ถ้าเจ้าไปแล้วก็อย่าให้ข้าช่วยดูแลตระกูลเวินอีก!”
“เจ้ายังมีแรงอีกนะ!”
“เจ้าต่างหากที่เริ่มก่อน!”
“เจ้าลองบอกข้ามาซิว่าตลอดหลายปีมานี้ข้าช่วยเจ้าน้อยไปหรือ!”
“หากเจ้าจะพูดเช่นนั้น ข้าก็ช่วยเจ้าไม่น้อยเหมือนกัน!”
…
ทั้งสองคนราวกับถังดินปืนที่ถูกจุดไฟ ต่างพูดโต้ตอบกันไปมา หลี่เยว่หานนั่งอยู่ตรงนั้นมองอย่างตาค้างปากหวอ
จากบทสนทนาของทั้งคู่ หลี่เยว่หานได้ปะติดปะต่อความจริงออกมา
นั่นก็คือ เวินเทียนเหล่ยแต่เดิมไม่ได้ตั้งใจจะกลับเมืองหลวง ครั้งนี้ที่กลับมาก็เพราะถูกเมิ่งฉีฮ่วนร้องขอหลายครั้ง สาเหตุที่กลับมาดูเหมือนจะเป็นเพราะไม่มีใครดูแลกิจการในนามหลี่เยว่หานอย่างเหมาะสมและเมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่รู้ด้วยว่าหลี่เยว่หานได้ตั้งใจจะมอบหมายให้ตระกูลหลิว…
จากนั้นเวินเทียนเหล่ยในที่สุดก็ถูกเมิ่งฉีฮ่วนชักชวนให้กลับเมืองหลวง แต่กิจการของ หลี่เยว่หานในเมืองหลวงกลับถูกหลี่เยว่หานมอบให้คนตระกูลหลิวไปแล้ว…
เมิ่งฉีฮ่วนโทษเวินเทียนเหล่ยที่ไม่กลับมาเร็วกว่านี้ เขาไม่ไว้ใจคนตระกูลหลิวกลัวว่า หลี่เยว่หานจะเสียเปรียบ
เวินเทียนเหล่ยโทษเมิ่งฉีฮ่วนที่ไม่ว่ามีเรื่องอะไรก็ปิดบังไม่บอกหลี่เยว่หาน ทำให้ทั้งสองคนต้องเสียแรงไปเปล่า ๆ กลับกลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้คนตระกูลหลิว
“พอได้แล้ว! อย่าทะเลาะกันอีกเลย!” หลังจากสรุปความคิดได้แล้วหลี่เยว่หานก็ทุบโต๊ะตะโกนเสียงดัง
สองคนที่กำลังทะเลาะกันอย่างเมามันเหมือนถูกหยุดลงพร้อมกัน ต่างก็เอาเท้าลงจากเก้าอี้ นั่งกลับเข้าที่แต่ก็ไม่มองหน้ากันเลยสักนิด…