ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 328 หวังเหอฮวาตัวป่วน!
บทที่ 328 หวังเหอฮวาตัวป่วน!
การส่งมอบกิจการการค้าใช้เวลาถึงสองวันเต็ม ๆ สำหรับหลี่เยว่หาน
หลิ่วเทียนเสียงคิดว่ากิจการของตระกูลหลิวในอำเภอหย่งอันนั้นใหญ่โตแล้ว แต่เมื่อเทียบกับหลี่เยว่หานในตอนนี้ ก็เหมือนเด็กน้อยเจอยักษ์ใหญ่ ทำให้รู้สึกอับอายอย่างยิ่ง
โชคดีที่หลิ่วเทียนเสียงและหลิ่วฟูเหรินเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านทำการค้าอยู่แล้ว หลังจากที่หลี่เยว่หานพาพวกเขาไปรู้จักกับห้องภายในของกิจการต่าง ๆ สามีภรรยาหลิ่วก็เริ่มทุ่มเทให้กับกิจการอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ยังตกใจกับราคาของถานไคว่ เมื่อหลี่เยว่หานอธิบายว่านี่เป็นสินค้าสำหรับชนชั้นสูงและราชวงศ์โดยเฉพาะ พวกเขาก็ยิ่งประหลาดใจ
เมื่อทุกอย่างส่งมอบเสร็จสิ้น หลี่เยว่หานก็เหนื่อยมาก เมิ่งฉีฮ่วนก็กลับมาจากค่ายทหารแล้ว
สองวันนี้หลี่เยว่หานยุ่งอยู่กับการมอบกิจการให้ตระกูลหลิวดูแล จึงไม่มีเวลาพาลูกสองคนออกมาจากมิติพิเศษเพื่อกินข้าวดี ๆ พอดีวันนี้เมิ่งฉีฮ่วนกลับบ้าน หลี่เยว่หานจึงสั่งให้ครัวทำอาหารอร่อย ๆ เต็มโต๊ะ แล้วไล่คนรับใช้ในลานบ้านออกไป ครอบครัวสี่คนกินข้าวกันอย่างมีความสุข
หลี่เยว่หานไม่ได้ถามเมิ่งฉีฮ่วนว่าไปทำอะไรที่ค่ายทหาร เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ได้ถามหลี่เยว่หานว่าทำไมถึงมอบกิจการทั้งหมดให้ตระกูลหลิว พี่น้องมู่ชวนและหลิงซีก็ไม่ได้ถามหลี่เยว่หานว่าทำไมหลายวันมานี้ถึงไม่สนใจพวกเขาเลย
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความลับต่อกัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นความไว้วางใจที่พอเหมาะพอดี พวกเขาต่างรู้ว่าแต่ละคนมีความลับเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะไม่พยายามเปิดเผยมัน
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงเป็นปัจเจกบุคคลที่เป็นอิสระ ไม่มีใครต้องพึ่งพาใคร
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับม้าขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง ผ่านไประหว่างนิ้วมืออย่างรวดเร็ว ไม่หยุดพักแม้แต่ชั่วขณะ นับจากวันที่หลี่เยว่หานมอบกิจการทั้งหมด และเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาจากค่ายทหาร ผ่านไปพอดีเจ็ดวัน
ในเจ็ดวันนี้ เมิ่งฉีฮ่วนทุกวันหลังเลิกราชการก็มาอยู่เป็นเพื่อนหลี่เยว่หานกินข้าว แม้แต่ตอนงีบกลางวันก็อยู่เคียงข้าง ตกค่ำก็พาหลี่เยว่หานไปกินข้าวที่หอฝานเทียน ถือโอกาสระหว่างกินข้าวให้จีหยางเล่าเรื่องซุบซิบในเมืองหลวงให้หลี่เยว่หานฟัง ทั้งยังให้เด็กทั้งสองได้ออกมาสูดอากาศ กินของอร่อย ๆ
ความสงบเช่นนี้ถูกทำลายลงในคืนที่เจ็ด
ทันทีที่เข้าไปในห้องเลขหนึ่งอักษรฟ้า หลี่เยว่หานก็เห็นเวินเทียนเหล่ยกำลังคุยกับจีหยางอยู่ นางอดแปลกใจไม่ได้ “เจ้ากลับมาเมืองหลวงแล้วไฉนไม่ส่งคนมาบอกข้าสักคำ!”
ขณะพูดหลี่เยว่หานก็เข้ามาในห้องแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนไวมือปิดประตูทันที
“ที่จริงข้าควรกลับมานานแล้ว” เวินเทียนเหล่ย พูดพลางยักไหล่อย่างจนปัญญา “เพียงแต่ไปเจอปัญหาบางอย่างที่อำเภอฮัวซีจึงล่าช้าไปหลายวัน”
“นั่งลงคุยกันเถอะ” เมิ่งฉีฮ่วนดึงเก้าอี้ให้หลี่เยว่หาน แล้วตัวเองก็นั่งลงข้างนาง เวินเทียนเหล่ยเห็นดังนั้นก็นั่งลงข้าง ๆ จีหยางรู้กาลเทศะหลบออกไปทางประตูลับ
“เกิดอะไรขึ้นที่อำเภอฮัวซีหรือ?” หลี่เยว่หานพอนั่งลงก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ
เห็นท่าทางนาง เวินเทียนเหล่ยก็ยิ้มพลางกล่าว “เจ้ายังจำเถ้าแก่กวนแห่งโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหได้หรือไม่?”
“จำได้ เป็นอะไรหรือ?” หลี่เยว่หานสงสัย
เวินเทียนเหล่ยหัวเราะ “เจ้ารู้หรือไม่ ก่อนที่เจ้าจะจากไป เถ้าแก่กวนก็เตรียมจะมาสู่ขอเจ้าแล้ว”
“หา?” หลี่เยว่หานมีสีหน้างุนงง “เหตุใดจึงมีเรื่องเช่นนี้ได้? ข้ากับท่านกวนก็เพียงแค่เคยพบหน้ากันไม่กี่ครั้ง เหตุใดเขาจึงต้องการสู่ขอข้าด้วยเล่า?”
“ก็เพราะเจ้าถูกรังแกอยู่เสมอที่จางหนิงนั่นไง ท่านกวนเห็นว่าเจ้าเป็นหญิงม่ายที่ต้องเลี้ยงดูลูกสองคน ชีวิตลำบากยากเข็ญ แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดี เขาชื่นชมเจ้า จึงชอบเจ้าและอยากดูแลเจ้าน่ะสิ” เวินเทียนเหล่ยพูดพลางสังเกตปฏิกิริยาของเมิ่งฉีฮ่วนไปด้วย
ส่วนคนหลังนั้นไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ…
“ถ้าพูดเช่นนั้น วังหลานไม่ได้ลำบากยิ่งกว่าข้าหรอกหรือ!” หลี่เยว่หานยังคงงุนงง
เมื่อได้ยิน หลี่เยว่หานพูดถึงวังหลาน เวินเทียนเหล่ยก็ถอนหายใจเบา ๆ “ตอนนี้วังหลานลำบากมากจริง ๆ”
“หืม?” หลี่เยว่หาน สังเกตเห็นว่าอารมณ์ของเวินเทียนเหล่ย ไม่ค่อยปกตินักเมื่อพูดประโยคนี้ จึงรีบถามต่อ “มีอะไรเกิดขึ้นกับวังหลานหรือ? ร้านผ้าของท่านสร้างความลำบากให้นางหรือ?”
“ไม่ใช่” เวินเทียนเหล่ยเกือบสำลักน้ำรีบโบกมือปฏิเสธ “เจ้าคงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นที่หมายปองมากเพียงใด ที่จริงข้าควรกลับมาตั้งแต่สี่วันก่อน แต่ที่ล่าช้ามาจนถึงตอนนี้ ก็เพราะที่ อำเภอฮัวซีนั่น บิดาและมารดาเลี้ยงของเจ้าก่อเรื่องใหญ่โตมาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้ว “หลี่ต้าเฉิงกับหวังเฟิ่งน่ะหรือ? ข้าได้ยินหลี่หรงหรงบอกว่าหวังเฟิ่งตั้งครรภ์และป่วยอยู่มิใช่หรือ? เหตุใดจึงก่อเรื่องได้? แล้วจากที่ท่านพูดมา ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับวังหลานด้วย?”
“ใช่แล้วหลี่ต้าเฉิงกับหวังเฟิ่งไม่รู้ไปได้ยินมาจากที่ไหนว่าเจ้ายังไม่ตาย พอสืบถามอย่างละเอียดก็รู้ว่าวังหลานได้รับบุญคุณจากเจ้า แล้วก็รู้อีกว่าเหยียนจื่อเซียงก็ได้รับบุญคุณจากเจ้าเช่นกัน พอสืบต่อไปอีก โอ้ ยังมีเรื่องที่ท่านกวนจากโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลเคยอยากสู่ขอเจ้าอีก” เวินเทียนเหล่ยพูดพลางถอนหายใจ “ท่านกวนกับเหยียนจื่อเซียงไม่ใช่คนที่ใครจะมาหาเรื่องได้ง่าย ๆ ดังนั้น หวังเฟิ่งจึงเล็งเห็นวังหลานอ้างว่าตนเป็นมารดาของผู้มีบุญคุณ แล้วก็ไปรีดไถเงินจากวังหลานมาไม่น้อยเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็โกรธทันที “หวังเฟิ่งบ้านี่! ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินหลี่หรงหรง บอกว่านางตั้งครรภ์และป่วยอยู่ ข้าก็ยังรู้สึกว่านางน่าสงสาร ไม่นึกเลยว่านางจะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้ นางเอาเงินไปจากวังหลานเท่าไหร่?”
“ข้าเดาได้ทันทีว่าเจ้าต้องรู้เรื่องนี้แล้วจะนำเงินไปชดเชยให้วังหลานแน่” เวินเทียนเหล่ย กล่าวพลางชำเลืองมองเมิ่งฉีฮ่วนหลายครั้ง แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับไม่พูดอะไรสักคำ
“ถ้าไม่เช่นนั้นจะปล่อยให้วังหลานถูกรังแกเปล่า ๆ หรือ” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ดังนั้นข้าจึงล่าช้าไปหลายวันจัดการกับหลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิ่งให้เรียบร้อยก่อนจึงกลับมา” เวินเทียนเหล่ยกล่าวพลางถอนหายใจ “เหยียนจื่อเซียงก็มาด้วยกัน เพียงแต่นางไม่คิดว่าสถานที่ที่พวกเราจะพบกันจะอยู่ที่หอแดง เด็กสาวคนนั้นฉลาดนัก ตอนนี้กำลังเล่นสนุกกับหญิงงามอันดับหนึ่งอยู่แล้ว”
หลี่เยว่หานได้ยินว่าเหยียนจื่อเซียงมาด้วย ความไม่พอใจบนใบหน้าก็จางลงไปไม่น้อยจึงถามทันที “เจ้าจัดการกับหลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิ่งอย่างไร? ได้ถามออกมาหรือไม่ว่าใครเป็นคนบอกเรื่องของข้าให้พวกเขาทั้งสองรู้? เป็นหลี่หรงหรงใช่หรือไม่?”
“หลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิ่งสองคนนี้ก็แค่อยากได้เงินเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นพวกรังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่ง แรกเริ่มพวกเขาได้รับเงินยี่สิบตำลึงจากวังหลาน ข้าได้ชดเชยให้วังหลานแล้ว ทางโรงปักผ้าก็ได้เพิ่มการคุ้มครองแล้วเช่นกัน สองสามีภรรยานั้นจะก่อเรื่องอีกก็ไม่อาจทำอะไรวังหลานได้” เวินเทียนเหล่ยตอบอย่างใจเย็น “ส่วนเรื่องที่ว่าใครเป็นคนบอกเรื่องของเจ้าให้หลี่ต้าเฉิงและหวังเฟิ่งรู้นั้น เจ้าเข้าใจหลี่หรงหรงผิดแล้ว ตามที่ หวังเฟิ่งบอกเป็นหวังเหอฮวาที่บอกนาง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของหลี่เยว่หานก็หม่นลงทันที “หวังเหอฮวานังคนคนกวนอึนี่!”
“พรืด” เมิ่งฉีฮ่วนที่ไม่ได้พูดอะไรมาตลอดหัวเราะขึ้นมาเพราะคำพูดนี้ของนาง “เจ้าหมายความว่าตระกูลหลิวเป็นอุจจาระหรือ?”