ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 337 ส่งกลับจวนทันที
บทที่ 337 ส่งกลับจวนทันที
“เจ้ากังวลเรื่องอะไรอยู่กันแน่?” หลี่เยว่หานพยายามถามด้วยความอดทน
“ไม่รู้เหมือนกัน ข้าแค่รู้สึกกระวนกระวายเป็นพัก ๆ ข้าอดคิดไม่ได้ว่า ถึงแม้ข้าจะช่วยอะไรได้ไม่มากนักในเมืองหลวง แต่ตราบใดที่ข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะต้องมีประโยชน์แน่นอน” เหยียนจื่อเซียงมองหลี่เยว่หานด้วยความจริงใจและอ้อนวอน “พี่เยว่ อย่าผลักไสข้าเลยจะได้ไหม?”
หลี่เยว่หานเห็นท่าทางดื้อดึงของนางก็เข้าใจว่า ไม่ว่าจะใช้เหตุผลหรืออธิบายอย่างไร เหยียนจื่อเซียงก็ไม่ยอมฟัง จึงได้แต่ถอนหายใจและปล่อยให้นางอยู่ต่อไปก่อน อย่างไรจวนขุนพลก็ใหญ่พอที่จะให้เหยียนจื่อเซียงพักอยู่ชั่วคราวได้
อย่างไรก็ตาม หลี่เยว่หานก็ไม่คิดจะให้เหยียนจื่อเซียงอยู่ในเมืองหลวงตลอดไป
คนค้าขายมักจมูกไวต่อกลิ่นการเปลี่ยนแปลง หากร้านผ้าตระกูลเหยียนเริ่มสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแส ท่านลุงที่เป็นถึงรองเสนาบดีก็คงไม่พลาดเช่นกันที่เมืองหลวงจะเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ที่วุ่นวายมากขึ้น
การต่อสู้ชิงตำแหน่งรัชทายาทใกล้จะปะทุเต็มที เมิ่งฉีฮ่วนยุ่งอยู่ตลอดจนหลี่เยว่หานแทบจะไม่เห็นหน้าเขา ในสถานการณ์เช่นนี้ การปล่อยให้เหยียนจื่อเซียงอยู่ในเมืองหลวงถือว่าเป็นความคิดที่ไม่ดีนัก
คืนนั้นเอง หลี่เยว่หานจึงแอบให้คนใส่ยานอนหลับลงในน้ำชาของเหยียนจื่อเซียงสักเล็กน้อย หลังจากนางหลับสนิทแล้ว ก็สั่งให้สาวใช้และบ่าวรับใช้ชายในจวนจัดรถม้า โดยใช้ตราของนางเพื่อพาเหยียนจื่อเซียงออกจากเมืองหลวงในยามค่ำคืน
เมิ่งฉีฮ่วนที่หมกตัวอยู่ในค่ายทหารมาหลายวัน หลังจากเวินเทียนเหล่ยกลับมาถึงเมืองหลวง หลี่เยว่หานก็รู้สึกถึงกระแสความเคลื่อนไหวอันไม่ปกติในเมืองหลวง สิ่งที่เคยขายดี เช่นถานไคว่*[1] ก็ถูกแย่งซื้อราวกับขาดตลาด ตั้งแต่เวินเทียนเหล่ยกลับมา ชาวบ้านผู้ร่ำรวยและเหล่าขุนนางก็พากันซื้อนำกลับไปที่จวนครั้งแล้วครั้งเล่า
โชคดีที่เมื่อครั้งที่หลี่เยว่หานเพิ่งมาถึงเมืองหลวง นางได้ให้ผู้ดูแลอวี้ซื้อสาวใช้แบบสัญญาทาสหลายคนมาแล้ว จากนั้นจึงสอนวิธีทำถานไคว่ให้พวกนางจนชำนาญ หลี่เยว่หานจึงเบาใจ และสามารถเพิ่มผลผลิตได้หลายเท่าจนเพียงพอกับความต้องการในช่วงนี้พอดี
เมื่อเห็นรายได้ที่แทบจะเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำทุกวัน หลี่เยว่หานกลับไม่รู้สึกยินดี แต่กลับเริ่มรู้สึกกังวล
วันนั้นหลี่เยว่หานเกิดนึกอยากออกมาเดินเล่น จนบังเอิญมาถึงบริเวณร้านถานไคว่ และได้พบกับหลิ่วเทียนเสียงที่กำลังยุ่งอยู่ในร้านพอดี นางจึงขอดูบัญชีที่บันทึกไว้ หลิ่วเทียนเสียงเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของหลี่เยว่หานจึงถามด้วยความสงสัย ในใจรู้สึกประหม่าเล็กน้อย คิดว่าเขาทำอะไรไม่ดีพอหรือไม่
“ฮูหยิน ในบัญชีมีอะไรที่ไม่ถูกต้องงั้นหรือ?”
หลี่เยว่หานรีบส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำพูดนั้น “ท่านพ่อบุญธรรมอย่าได้เรียกข้าว่า ‘ฮูหยิน’ เลย เรียกข้าว่า ‘เยว่หาน’ เถอะเจ้าค่ะ เรื่องบัญชีไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ขายดีเกินไป ข้ากลับรู้สึกไม่สบายใจนัก”
หลิ่วเทียนเสียงยิ้มอย่างสบายใจ “นี่มันดีแล้ว ขายดีก็ถือเป็นเรื่องดี และยิ่งกำลังจะเข้าฤดูหนาว ของดองเหล่านี้ก็จะขายดีขึ้นกว่าก่อนจะเข้าหน้าหนาวเสียอีก ไหนจะคนในจวนต่าง ๆ ที่มีหลายปากรอทานอาหาร นี่แหละเป็นเหตุผลที่พวกเขามาสั่งทีละเจ็ดแปดไหซึ่งก็นับว่าปกติ”
ความรู้สึกสบายใจของหลิ่วเทียนเสียงไม่อาจทำให้หลี่เยว่หานคลายกังวลได้ นางยิ่งรู้สึกไม่สงบใจมากขึ้น
แม้ว่ากำลังจะเข้าฤดูหนาว ของดองมักจะขายดีกว่าก่อนหน้านี้ แต่ก็ดีได้ไม่ถึงขนาดนี้ นางเคยคำนวณไว้คร่าว ๆ ว่าปกติแต่ละจวนจะสั่งเดือนละสามไหก็ถือว่ามากแล้ว หากจวนไหนอยากเพิ่มก็อาจจะสั่งสี่หรือห้าไห ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อย
แต่ตอนนี้กลักลายเป็นว่า หลายจวนสั่งทีเดียวเจ็ดแปดไหจนของในร้านแทบจะหมดเกลี้ยง นี่มันน่าสงสัยเกินไป
ไม่เพียงแค่ของดองเท่านั้น แม้แต่การค้าอื่น ๆ ทั้งโรงหมักสุรา หอเครื่องหอม ทั้งหมดของนางก็คึกคักขึ้นมาอย่างผิดปกติ ราวกับมีใครจงใจส่งเงินมาให้ไม่ขาดสาย
ไม่ใช่…นี่ไม่ใช่การส่งเงินให้นาง!
ทันใดนั้นหลี่เยว่หานก็เข้าใจสถานการณ์ นางรีบเอ่ยลาและขึ้นรถม้าไปพร้อมกับหมิงจู มุ่งหน้าไปยังค่ายทหารนอกเมืองหลวงโดยด่วน
คนเหล่านี้ไม่ได้ส่งเงินมาให้นาง แต่ส่งมาให้เมิ่งฉีฮ่วน! และวิธีส่งเงินแบบโจ่งแจ้งเช่นนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของกลุ่มอำนาจในเมืองหลวงแน่ ๆ ดังนั้น ก่อนออกจากเมือง นางจึงแวะไปยังหอฝานเทียนและแจ้งกับผู้ดูแลเยว่ให้ประกาศให้ทุกคนทราบว่า หลังปิดร้านคืนนี้ ให้ทุกกิจการหยุดให้บริการทั้งหมด
แม้ผู้ดูแลเยว่จะไม่เข้าใจเหตุผลที่หลี่เยว่หานสั่งเช่นนั้น แต่เขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายอย่างเคร่งครัด ไม่รีรอจนถึงเวลาปิดร้านด้วยซ้ำ หลังจากหลี่เยว่หานออกจากหอฝานเทียนไปแล้ว เขาก็ใช้เส้นทางลับออกจากหอและรีบไปแจ้งหลิ่วเทียนเสียงให้รีบปิดกิจการทั้งหมด
หลิ่วเทียนเสียงที่ยังไม่เข้าใจสาเหตุรู้สึกแปลกใจไม่น้อย ตอนนี้กิจการกำลังขายดิบขายดี อากาศก็ยังไม่หนาวมาก การปิดร้านในเวลานี้จะไม่ทำให้เสียเงินไปมากโขหรอกหรือ?
แต่ผู้ดูแลเยว่เป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น ดังนั้นถึงแม้หลิ่วเทียนเสียงจะสงสัย เขาก็ยังทำตามที่สั่ง
ครั้นฟ้ามืดลง หลี่เยว่หานก็มาถึงค่ายทหารที่ชานเมือง แต่เมื่ออยู่ห่างจากค่ายราวสิบลี้ นางก็ถูกห้ามไม่ให้เข้าไป เมื่อคนเฝ้าได้รู้ว่านางเป็นภรรยาของท่านแม่ทัพ หนึ่งในพวกเขาก็เอาตราประจำตัวของนางเข้าไปในค่ายเพื่อแจ้งให้เมิ่งฉีฮ่วนทราบ
ไม่นานนักก็มีคนขี่ม้ากลับมา แต่แทนที่จะอนุญาตให้เข้า กลับนำม้าของตนมาผูกไว้ข้าง ๆ แล้วฉวยสายบังเหียนจากมือของสารถี จากนั้นหันหัวม้ากลับไปทางเมืองหลวงและเร่งบังคับรถม้ากลับทันที
“เจ้าคนนี้เป็นอะไรของเขา! ทำไมถึงขับรถม้าของฮูหยินไปเอง!” สารถีได้สติจึงโกรธขึ้นมา
หลี่เยว่หานที่อยู่ในรถม้าก็รู้สึกถึงความผิดปกติ ทว่าสภาพร่างกายที่เทอะทะบวกกับฝีมือการบังคับรถม้าที่ไม่ค่อยดีของทหารผู้นี้ ทำให้นางแทบจะนั่งได้ไม่มั่นคง นางจึงได้แต่ส่งสัญญาณให้หมิงจูสอบถามดู
“ท่านแม่ทัพสั่งไว้ ให้ส่งฮูหยินกลับจวนทันที ห้ามล่าช้าแม้แต่น้อย!” ไม่รอให้หมิงจูได้ถาม ทหารที่บังคับรถม้าก็กล่าวขึ้นทันทีเมื่อเห็นหมิงจูโผล่หน้าออกมา
“แต่ฮูหยินเดินทางมาเพื่อพบท่านแม่ทัพ แล้วทำไมท่านแม่ทัพถึงไม่พบ?” หมิงจูถามอย่างไม่เข้าใจนัก
“ค่ายทหารเป็นสถานที่สำคัญ ผู้หญิงห้ามเข้า!” อีกฝ่ายตอบอย่างเย็นชา
หมิงจูรู้สึกขัดใจมากและกำลังจะพูดอะไรออกมา แต่หลี่เยว่หานก็ส่งสัญญาณให้หยุด
นางรู้ดีว่าเมิ่งฉีฮ่วนมีเหตุผลที่ทำเช่นนี้ สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้สับสนไม่น้อย เขาคงไม่ทำอะไรที่จะเป็นอันตรายต่อนางแน่
เมื่อกลับถึงจวนก็ค่ำมืดแล้ว ทหารที่บังคับรถม้ารีบกระโดดลงจากรถและเตรียมจะวิ่งออกไปนอกเมืองต่อทันที
หลี่เยว่หานรีบเรียกเขาไว้ “พี่ชาย ถึงแม้ม้าที่เรานำมาจะไม่ใช่ม้าที่ดีนัก แต่ก็พอจะช่วยเป็นพาหนะให้ท่านได้ ประเดี๋ยวประตูเมืองก็จะปิดแล้ว หากวิ่งไปเองท่านคงไม่ทันแน่”
อีกฝ่ายฟังแล้วครุ่นคิดเล็กน้อย ครั้นเห็นด้วยกับคำพูดของหลี่เยว่หานจึงยอมรับน้ำใจนั้น
ขณะที่กำลังปลดม้าออกจากชุดลากรถ หลี่เยว่หานก็กดเสียงลงต่ำพูดกับเขาว่า “รบกวนแจ้งท่านแม่ทัพด้วยว่าข้าได้สั่งปิดร้านค้าทุกแห่งในเมืองหลวงแล้ว และพรุ่งนี้เช้าจะหยุดกิจการทั้งหมดที่นอกเมืองด้วย ขอให้เขาสบายใจได้ ข้าจะรอเขากลับมา!”
[1] 坛脍 เนื้อหมักที่ใส่ในไห หรือเครื่องจิ้มเนื้อหมักในไห เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่นิยมในสมัยจีนโบราณ