ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 338 ปิดจวนปฏิเสธแขก
บทที่ 338 ปิดจวนปฏิเสธแขก
วาจานั้นเมื่อหล่นเข้าหูผู้อื่นอาจฟังดูแปลกไปบ้าง แต่เพราะก่อนหน้านี้ เมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธพบหลี่เยว่หานเสียก่อน นายทหารผู้นี้จึงไม่ได้ใส่ใจนัก หลังจากกล่าวขอบคุณหลี่เยว่หานที่มอบม้าให้แล้ว เขาก็สะบัดแส้ เร่งม้าแล่นไปยังประตูเมือง ร่างนั้นเลือนหายไปในเงามืดแห่งราตรีในชั่วพริบตา
หลี่เยว่หานเอามือทาบอก ใจที่เต้นโครมครามไร้ระเบียบนั้นค่อยสงบลงบ้าง
“ฮูหยิน ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” หมิงจูเดินเข้ามาพยุงหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานมิได้ตอบคำ เพียงจับมือหมิงจูไว้ เดินตรงเข้าสู่จวนขุนพล ระหว่างทางได้เอ่ยกำชับเบา ๆ ว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จวนขุนพลจะปิดประตูปฏิเสธแขก ยกเว้นเพียงเวินเทียนเหล่ย คนตระกูลหลิ่ว และคนจากจวนกั๋วกง ส่วนคนอื่นใดล้วนปฏิเสธไม่ให้พบ”
ทหารเฝ้าประตูที่ยังงงงวยก็รับคำอย่างเลือนรางภายใต้คำสั่งของหลี่เยว่หาน ทหารยามที่ประจำการหน้าประตูก็ถูกถอนออกไป ประตูใหญ่ปิดลงตั้งแต่หัวค่ำ และภายในจวนยังถูกเพิ่มกำลังป้องกันอีกหลายเท่าตามคำสั่งของหลี่เยว่หาน
“ฮูหยิน ท่านเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?” หมิงจูมองหลี่เยว่หานที่ออกคำสั่งด้วยท่าทีเร่งรีบผิดปกติ จึงทำให้นางสับสนยิ่งนัก
“เมืองหลวงกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “พรุ่งนี้เช้า จงไปสั่งครัวให้จัดซื้ออาหารให้เพียงพอสำหรับทั้งจวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน แม้แต่ของที่เก็บรักษายากก็อย่าได้ลังเล หลังจากจัดซื้อเสร็จให้มารายงานข้าโดยตรง ตั้งแต่ยามอู่พรุ่งนี้เป็นต้นไป คนทั้งจวนไม่อาจเข้าออกโดยปราศจากคำสั่งข้า”
วาจาของหลี่เยว่หานหาใช่คำพูดขู่ขวัญผู้คน…
พ่อค้าย่อมมีหูไวกว่าไพร่ทั่วไป หลังจากหลี่เยว่หานตรวจตราร้านค้าในครอบครองเสร็จ นางก็พบว่าสินค้าประเภทวัสดุสิ้นเปลืองกลับมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ไม่รู้ว่าเพิ่มขึ้นจากปกติกี่เท่าตัว จนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางประการ
ยิ่งเมื่อได้ยินว่าสินค้าพิเศษอย่างถานไคว่ ซึ่งแม้แต่ตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ยังไม่กล้าสั่งซื้อในปริมาณมาก กลับถูกหลายจวนสั่งซื่อในปริมาณมากเป็นเท่าตัวจากปกติ เมื่อประกอบกับสิ่งที่เวินเทียนเหล่ยเล่าให้นางฟังถึงการใช้เงินของร้านผ้าอย่างสุรุ่ยสุร่าย ต่อให้นางจะเชื่องช้าเพียงใด ก็ไม่อาจไม่สังเกตเห็นความเชื่อมโยงนี้
เริ่มแรกนางออกจากเมืองไปยังค่ายทหารก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้พบกับเมิ่งฉีฮ่วนอยู่แล้ว หากยามนี้นางสามารถพบเขาได้ นั่นย่อมหมายความว่าเรื่องราวยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ทว่าตามกฎแห่งแคว้นตงฮั่น กฎหมายและกฎทหารได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าหญิงสาวไม่อาจเข้าออกค่ายทหารโดยพลการ
ชีวิตในค่ายทหารนั้นลำบากแสนสาหัส เหล่าทหารต้องอดกลั้นต่อความปรารถนาเบื้องต้นของมนุษย์ หากแม่ทัพอยู่ร่วมกับภรรยาอย่างใกล้ชิดในยามที่คนอื่นยังต้องอดทน ไม่ว่ากองทัพจะมีความสามัคคีเพียงใด ใจของทหารย่อมถูกกัดกร่อน
แต่ถ้าเป็นบางครั้งบางคราว คนในค่ายก็อาจมองว่าไม่เป็นปัญหา ยกเว้นในช่วงเวลาพิเศษ
ดังนั้นการที่เมิ่งฉีฮ่วนไม่ยอมพบนาง จึงเป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่งว่าอีกไม่นานเมืองหลวงจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และเขาอาจต้องจมอยู่ในค่ายทหารในช่วงนี้
หากถามว่ากลัวหรือไม่…
แน่นอนว่าหลี่เยว่หานกลัว แต่นางไม่อาจแสดงออกมาได้ เพราะนอกจากต้องกังวลเรื่องเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว นางยังต้องดูแลเรื่องของคนในเมืองหลวงที่เกี่ยวข้องกับตนอีก
หลังจากจัดการเรื่องต่าง ๆ ในจวนขุนพลเสร็จ หลี่เยว่หานจึงค่อยผ่อนลมหายใจ นั่งลงรับประทานอาหารสักครู่
เดิมทีนางคิดว่าการมีเหยียนจื่อเซียงอยู่เป็นเพื่อนจะทำให้จวนมีความคึกคักขึ้นมาบ้าง ทว่าเรื่องราวกลับพลิกผันรวดเร็วยิ่งนัก จนหลี่เยว่หานต้องเร่งส่งเหยียนจื่อเซียงกลับทันทีในยามค่ำคืน
โชคดีที่รถม้าสำหรับส่งตัวเหยียนจื่อเซียงนั้นใช้ม้าชั้นดีที่วิ่งเร็วกว่าเกวียนทั่วไป อีกทั้งได้รับคำสั่งจากหลี่เยว่หานให้ไปกลับอย่างรวดเร็ว จนเมื่อถึงตอนที่นางสั่งปิดจวนปฏิเสธแขก บ่าวไพร่ที่ส่งเหยียนจื่อเซียงกลับไปยังอำเภอฮัวซีก็ได้กลับมาพร้อมรายงานแล้ว บ่าวรับใช้ทั้งหญิงและชายต่างควบม้ากลับมาอย่างไม่ล่าช้า
เมื่อมีเพียงคนเดียวกับม้าหนึ่งตัว ความเร็วในการเดินทางย่อมเร็วกว่ารถม้าถึงเท่าตัวหรือมากกว่านั้น ดังนั้นหลังจากส่งเหยียนจื่อเซียงคืนสู่ครอบครัว นางกับผู้ติดตามจึงทิ้งเกวียนไว้ที่บ้านเหยียนและควบม้ากลับมาแทน
คืนนั้น หลี่เยว่หานเลือกพักผ่อนในพื้นที่หลิงฉวนของนาง
ความกังวลที่ยังค้างอยู่ในใจ ทำให้นางจัดอาหารมื้อหนึ่งอย่างเต็มโต๊ะ หลังจากพาเด็กทั้งสองกินมื้อค่ำด้วยกัน นางยังคงอยู่ข้างพวกเขา จนเมื่อพวกเขานอนหลับสนิท หลี่เยว่หานจึงค่อยหลับตาพักผ่อนตาม
สองพี่น้องหลิงซีและมู่ชวน บัดนี้คุ้นเคยกับชีวิตในพื้นที่หลิงฉวนอย่างเต็มที่ ทุกเช้าพวกเขาตื่นขึ้นพร้อมแสงอาทิตย์ เริ่มฝึกฝนร่างกายตามแบบ ‘หมัดรบ’ ที่หลี่เยว่หานสอน หลังออกกำลังกายเสร็จก็ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วรับประทานอาหารเช้า จากนั้นมู่ชวนจะสอนหนังสือให้น้องสาวจนถึงเวลาสาย เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาก็กินมื้อกลางวัน พักผ่อนย่อยอาหารแล้วงีบหลับ
หากตื่นมาแล้วยามอู่ยังไม่ล่วงเลย พวกเขาจะขึ้นเขาเพื่อสำรวจ หาโอกาสล่าสัตว์ หากโชคดีบางครั้งอาจได้ของติดไม้ติดมือกลับมา มู่ชวนยังพยายามทำกับดักตามแบบของเมิ่งฉีฮ่วน แม้ว่ากับดักของเขาจะไม่ค่อยจับสัตว์ได้ก็ตาม
เจ้าหมาป่าขาวตัวใหญ่ที่ชื่อ ‘ต้าไป๋’ ก็โตขึ้นมากเช่นกัน มันคอยติดตามสองพี่น้องไปทุกที่บนเขา หากมีอันตรายใด ๆ เจ้าต้าไป๋จะส่งเสียงเตือนล่วงหน้า
ในพื้นที่หลิงฉวน หากพลังในอากาศสะสมตัวจนถึงระดับหนึ่ง จะเกิดฝนโปรยปรายลงมา ครั้งแรกที่สองพี่น้องพบว่าฝนนั้นคือฝนหลิงฉวน ก็เพราะเหตุการณ์ที่พวกเขาเปียกปอนขณะกลับจากขึ้นเขา ครั้นเห็นต้าไป๋ยืนกลางสายฝนด้วยท่าทางสบายใจ พวกเขาจึงได้เข้าใจ
คืนนั้น หลังจากกินมื้อค่ำร่วมกันในพื้นที่หลิงฉวน หลี่เยว่หานก็ปล่อยวางความเครียดทั้งหมด นางโอบกอดสองพี่น้องและเข้าสู่การหลับใหลอย่างสงบ
รุ่งเช้า แม้หลี่เยว่หานยังหลับอยู่ แต่หลิงซีและมู่ชวนก็ตื่นก่อน พวกเขาขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา เริ่มต้นการฝึกประจำวัน
เมื่อหลี่เยว่หานลืมตาตื่น สองพี่น้องก็ฝึกหมัดรบจนจบชุดไปเรียบร้อยแล้ว
หลี่เยว่หานลุกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ รีบเตรียมอาหารเช้า นางต้มโจ๊กข้าวโพดฟักทองกลิ่นหอมละมุน และรับประทานร่วมกับพวกเขา จากนั้นนางจึงออกจากพื้นที่หลิงฉวน
เมื่อเปิดประตูห้อง ก็พบกับหมิงจูที่กำลังยืนลังเลอยู่ว่าควรเคาะประตูดีหรือไม่ ทั้งสองสบตากัน หลี่เยว่หานจึงหยุดฝีเท้าเล็กน้อยแล้วถามขึ้นว่า
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ตกใจแทบแย่เลยเจ้าค่ะ!” หมิงจูเอามือทาบอก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงโล่งใจ “บ่าวมาดูท่านหลายรอบแล้ว แต่ในห้องไม่มีเสียงอะไรเลย หากท่านยังไม่ตื่นอีก เกรงว่าบ่าวจะถูกตำหนิแล้ว จึงคิดว่าจะผลักประตูเข้าไปดูอยู่แล้ว ดีที่ท่านเปิดประตูมาเองเสียก่อน…”
“ตอนนี้ข้ามีสองชีวิตในตัว เวลานอนจึงหลับลึกมาก หากไม่ได้นอนเต็มอิ่มให้ตัวเองตื่นเอง แม้ฟ้าผ่าข้าก็ไม่รู้ตัว” หลี่เยว่หานกล่าวส่ง ๆ เพื่อเบี่ยงไป “ต่อไปหากมีเรื่องเคาะประตูแล้วข้าไม่ตอบ เจ้าเพียงเฝ้าอยู่หน้าประตู ข้านอนเต็มอิ่มก็จะตื่นเอง”
“เจ้าค่ะ บ่าวเข้าใจแล้ว!” หมิงจูพยักหน้ารับคำ แล้วโบกมือเรียกบ่าวคนอื่นให้มารับใช้หลี่เยว่หานล้างหน้าแต่งตัว
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัยใด ๆ หลี่เยว่หานจึงจัดการล้างหน้าล้างตาและดื่มโจ๊กปลาชามเล็ก ๆ ไปครึ่งชาม แม้ว่าจะอิ่มเกินไปเล็กน้อยจนต้องเดินเล่นย่อยอาหารในลานบ้าน
“ฮูหยิน!” ขณะที่แสงแดดเริ่มจ้าในเวลาใกล้เที่ยง นายประตูคนหนึ่งก็วิ่งมารายงานด้วยความเร่งรีบ “คนจากจวนกั๋วกงมาขอพบท่านขอรับ!”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ใครมา?”
“เป็นคุณหนูหลานจากจวนกั๋วกงขอรับ” นายประตูตอบ “นางบอกว่ามาตามคำสั่งของกั๋วกงฟูเหริน มีเรื่องสำคัญต้องคุยกับฮูหยิน บ่าวจึงมาขอคำอนุญาตจากฮูหยินว่าจะให้มาพบหรือไม่”
คนในจวนขุนพลล้วนมีความเฉลียวฉลาด แม้จะไม่มีใครพูดอะไรอย่างชัดเจน แต่ข่าวลือเรื่องที่กั๋วกงฟูเหรินมีความคิดจะยกลูกบุญธรรมให้มาเป็นอนุของท่านแม่ทัพนั้นกลับแพร่สะพัดในหมู่บ่าวรับใช้
ดังนั้นแม้ว่าหลี่เยว่หานจะออกคำสั่งว่าให้คนจากจวนกั๋วกงผ่านได้ทุกครั้งที่มา นายประตูก็ยังเลือกที่จะมาขออนุญาตจากหลี่เยว่หานก่อนเสมอ