ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 346 ยังจะมาหาสตรีอีกหรือ???
บทที่ 346 ยังจะมาหาสตรีอีกหรือ???
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่เยว่หาน หมิงจูถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าหลี่เยว่หานโดยไม่มีแม้แต่คำแก้ตัวใด ๆ
“หมิงจู คงแปลกใจสินะว่าข้ารู้ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าตั้งแต่เมื่อใด” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคำพูดกลับเหมือนทุบลงกลางอกของหมิงจู “ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ไร้ร่องรอยหรอก เจ้าก็เหมือนกับคังโหรว ทั้งตัวตนและภูมิหลังสะอาดสะอ้านเกินไป แต่ยิ่งสะอาดเท่าใดก็ยิ่งดูไม่สมจริงเท่านั้น”
“แต่ต่างจากเจ้าตรงที่คังโหรวถูกฮ่องเต้ส่งเข้ามาในจวนขุนพล เจ้าวางใจได้ ข้าไม่ได้ทำลายแผนการของนายท่านของพวกเจ้าหรอก ลุกขึ้นเถอะ” หลี่เยว่หานยิ้มพลางพยักพเยิดให้หมิงจูลุกขึ้น
หมิงจูทำตามคำสั่งลุกขึ้นยืน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลี่เยว่หาน นางกลับยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน “ท่านหญิง แม้ว่าบ่าวจะเป็นคนขององค์รัชทายาท แต่ตลอดเวลาที่รับใช้ท่านหญิงมา บ่าวไม่เคยทรยศท่านเลยสักครั้ง!”
“อืม ข้าเชื่อเจ้าในข้อนี้” หลี่เยว่หานพยักหน้า เพราะนางไม่เคยเผยข่าวสารหรือจุดบกพร่องใด ๆ ให้หมิงจูเห็น ต่อให้หมิงจูอยากส่งข่าวให้จงเจิ้งอวี่ ก็คงได้แค่บอกว่าหลี่เยว่หานมักจะไล่คนทั้งเรือนออกไปบ่อย ๆ แล้วก็ปล่อยให้รออยู่นานกว่าจะเรียกกลับเข้ามาเท่านั้น
แต่ด้วยชาติกำเนิดของหลี่เยว่หานที่เป็นสาวชาวบ้านจากชนบท การมีคนคอยติดตามรับใช้ตลอดเวลาย่อมทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ หากเป็นครั้งสองครั้งก็ยังพอไหว แต่หลี่เยว่หานทำเช่นนี้บ่อย ๆ แสดงว่านางไม่ได้สนใจเลยว่าการกระทำของตนจะสะดุดตาผู้อื่นหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเริ่มชินชา
เพราะผู้ใดก็ตามที่ต้องทำเรื่องที่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ มักจะพยายามทำอย่างเงียบ ๆ
แต่การกระทำของหลี่เยว่หานกลับหาได้ยากยิ่ง
“ท่านหญิง… บัดนี้ท่านรู้ที่มาที่ไปของบ่าวแล้ว จะไล่บ่าวออกไปหรือไม่เจ้าคะ” หมิงจูพึมพำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยคำถามในใจออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลี่เยว่หานกำลังยกขาหมูชิ้นใหญ่ขึ้นมาจะกิน เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็เอียงคอครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางตอบว่า “ไม่หรอก เจ้าก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ข้าจะไล่เจ้าออกจากจวนไปไย อีกอย่าง เจ้าก็เป็นสาวใช้ที่ผ่านการอบรมมาจากองค์รัชทายาท เมื่อขุนพลยืนอยู่ข้างองค์รัชทายาท ข้าย่อมไม่อยากขัดแย้งกับองค์รัชทายาทเช่นกัน”
พอกล่าวจบ หลี่เยว่หานก็มุ่งความสนใจไปที่ขาหมูตรงหน้า
หมิงจูได้ฟังคำพูดของหลี่เยว่หานแล้วรู้สึกตกใจในใจ
แท้จริงแล้วนางตั้งใจจะถามหลี่เยว่หานว่าจะย้ายนางไปอยู่เรือนนอกเหมือนที่ย้ายคังโหรวหรือไม่ แต่ไม่คิดว่าหลี่เยว่หานจะตีความคำว่า ‘ไล่ออก’ เป็นการส่งหมิงจูกลับไปหาจงเจิ้งอวี่
เมื่อถูกหลี่เยว่หานขู่เช่นนี้ หมิงจูก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่ตั้งใจปรนนิบัติหลี่เยว่หานกินอาหาร เมื่อหลี่เยว่หานกินเกือบอิ่มแล้ว จีหยางก็มาถึง
เมื่อเห็นจีหยาง หลี่เยว่หานก็มองไปที่หมิงจูโดยไม่รู้ตัว
หมิงจูตกใจ รีบคุกเข่าลงข้างหลี่เยว่หานทันที แล้วรีบแก้ตัวว่า “ท่านหญิงโปรดพิจารณา! แม้ข้าน้อยจะรู้ว่าท่านจีและท่านหญิงสนิทสนมกัน แต่ข้าน้อยรู้ดีว่าท่านหญิงสนิทสนมกับท่านจีก็เพียงเพื่อทำความเข้าใจขนบธรรมเนียมในเมืองหลวงเท่านั้น เรื่องนี้ข้าน้อยไม่เคยนำไปพูดที่ใดเลยเจ้าค่ะ”
หลี่เยว่หานอึ้งไป ทั้งขำทั้งเศร้า “ข้าหมายถึงให้เจ้าไปรินน้ำชาให้ท่านจีต่างหากเล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมิงจูถึงรู้ว่าตนเองตื่นตระหนกเกินไป จึงลุกขึ้นจากพื้น แล้วรินน้ำชาให้จีหยางอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็ถอยไปยืนด้านข้าง
“หลายวันไม่ได้พบ ท่านหญิงสบายดีหรือไม่” จีหยางเป็นคนฉลาด เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ย่อมรู้จักปรับตัว
“ก็ดีอยู่” หลี่เยว่หานยิ้ม “เพียงแต่นานแล้วที่ไม่ได้ฟังท่านจีเล่าเรื่องซุบซิบ ในใจคิดถึงยิ่งนัก”
จีหยางยิ้ม “ช่วงก่อนหน้านี้ท่านหญิงเพิ่งรับญาติกับจวนซิงกั๋วกงย่อมมีเรื่องให้ยุ่งมากมาย แต่ข้าก็คอยสังเกตเรื่องราวต่าง ๆ ในเมืองหลวงให้ท่านหญิงอย่างละเอียด พร้อมจะเล่าให้ท่านหญิงฟังเพื่อคลายเบื่อได้ทุกเมื่อ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วถามตรง ๆ ว่า “คราวก่อนท่านเล่าว่าคนในจวนของจี้ซินเยว่ตีชายบำเรอตายจนเรื่องใหญ่โต สุดท้ายจบลงอย่างไร?”
“ได้ยินว่าจ่ายเงินก้อนใหญ่ส่งครอบครัวนั้นไปอยู่ต่างถิ่น แต่ชายบำเรอที่ถูกตีตายนั้นอายุก็ไม่มาก แรก ๆ บอกว่าเป็นบุตรชายคนเดียว แต่พอคนตระกูลเฉินสืบดูก็พบว่าที่บ้านยังมีบุตรชายอีกสองคนบุตรสาวอีกหนึ่งคน ชายบำเรอเป็นบุตรชายคนโต เกิดมาโง่เขลา สมองช้า แต่เดิมก็ไม่เป็นที่โปรดปรานในบ้าน ดังนั้นที่ครอบครัวมาก่อเรื่อง ก็แค่ต้องการเงินเท่านั้น”
“แม้ตระกูลเฉินจะตกต่ำ แต่ท่านหญิงเฉินเก่งเรื่องการค้า อีกทั้งตอนนี้นางเป็นผู้ดูแลจวนเพียงผู้เดียว จึงมีเงินทองมากมาย แม้แต่ญาติห่าง ๆ ก็พลอยได้กำไรไม่น้อย”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบถามว่า “ได้ยินว่าท่านหญิงเฉินเคยมีบุตรสาวกับท่านเฉินเมื่อหลายปีก่อน เรื่องนี้จริงหรือไม่? หากเป็นเรื่องจริง ก่อนหน้านี้ท่านหญิงเฉินเคยยืนยันกับสามีข้าว่าตนยังบริสุทธิ์อยู่ แต่หากเป็นเรื่องเท็จ ข่าวนี้ข้าได้ยินจากปากสามีข้า เขาไม่น่าจะเข้าใจผิด”
จีหยางได้ฟังคำพูดของหลี่เยว่หานแล้วครุ่นคิดอย่างละเอียดก่อนตอบว่า “ตระกูลเฉินมีบุตรสาวอยู่จริง แต่ไม่ใช่บุตรสาวของท่านหญิงเฉิน ได้ยินว่าหลังจากท่านหญิงเฉินเข้าไปในตระกูลได้ไม่นาน อนุภรรยาของท่านเฉินก็เสียชีวิตจากการคลอดยาก เหลือเพียงทารกหญิงไว้ ท่านเฉินจึงตัดสินใจให้เลี้ยงดูอยู่ใต้ชายคาของท่านหญิงเฉิน”
“แต่ตอนนั้นท่านหญิงเฉินเป็นคนถือตัวและหยิ่งทะนง จะดูแลเด็กหญิงผู้นั้นดีได้อย่างไร ดังนั้นเลี้ยงไปเลี้ยงมาก็ไม่มีข่าวคราว” จีหยางพูดพลางถอนหายใจ “แม้จะไม่มีข่าวคราว แต่ก็เคยได้ยินว่าคุณหนูสกุลเฉินผู้นี้ตั้งแต่อายุยังน้อยก็งดงามโดดเด่น อีกทั้งได้รับการคุ้มครองจากญาติผู้ใหญ่สายรอง จึงรอบรู้ทั้งบทกวีและวรรณกรรม ในช่วงที่เริ่มรู้ความ นางยังใช้บทกวีเอาใจท่านหญิงเฉินแต่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี นานวันเข้าก็เลยจืดจางความสัมพันธ์แม่ลูกไป”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็พยักหน้า
นางจำได้ชัดว่าเมิ่งฉีฮ่วนเคยบอกว่าจี้ซินเยว่มีบุตรสาวกับท่านเฉินหนึ่งคน แต่ภายหลังจี้ซินเยว่กลับยืนยันว่าตนยังบริสุทธิ์ ทำให้หลี่เยว่หานสงสัยมาก
บัดนี้ได้ฟังคำอธิบายของจีหยางก็เข้าใจแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนคงไม่ได้สนใจชีวิตหลังแต่งงานของจี้ซินเยว่จริง ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่เข้าใจผิดว่าเด็กที่ผู้อื่นคลอดแล้วมาเลี้ยงในนามของจี้ซินเยว่เป็นบุตรของจี้ซินเยว่
“แล้วเด็กผู้นั้นตอนนี้อายุเท่าใดแล้ว” หลี่เยว่หานอยากรู้ขึ้นมาทันที
“นับอายุแล้ว น่าจะราวแปดขวบขอรับ” จีหยางตอบตามจริง
อายุก็ตรงกันพอดี
เมิ่งฉีฮ่วนตอนอายุสิบห้าออกจากเกาะถงเซิง ตามเสด็จองค์รัชทายาทมายังเมืองหลวง ได้รู้จักกับจี้ซินเยว่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน จี้ซินเยว่ก็แต่งงานกับท่านเฉิน ตอนนั้นคุณหนูสกุลเฉินเกิดและมารดาเสียชีวิต เมิ่งฉีฮ่วนออกจากเมืองหลวงตอนอายุสิบเจ็ด ตอนนี้อายุยี่สิบสาม ต่อให้จี้ซินเยว่แต่งงานแล้วคลอดบุตรทันทีก็คงไม่มีทางมีบุตรสาวอายุแปดขวบได้
คิดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ขณะนั้น มีคนมาเคาะประตู หมิงจูเดินไปเปิดประตูแง้มฟังครู่หนึ่ง แล้วปิดประตูรีบเดินมาหาหลี่เยว่หานพลางกระซิบว่า “ท่านหญิง ท่านหญิงเฉินได้ยินว่าพวกเรามากินที่หอฝานเทียนก็ตามมาด้วย สืบทราบว่าพวกเราอยู่ห้องหยกหมายเลขหนึ่ง กำลังมาทางนี้ จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
“นางมาทำไมกัน” หลี่เยว่หานทำหน้างุนงง “เลี้ยงบรรดาชายบำเรอในจวนไว้ยังไม่พอ ยังจะมาตามหาสตรีอีกหรือ”