ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 347 แสดงละครต่อกัน
บทที่ 347 แสดงละครต่อกัน
หมิงจูคิดในใจว่าท่านหญิงของนางช่างพูดจาไร้มารยาทเสียจริง แต่ยังคงรักษาสีหน้าเคร่งขรึมพลางกล่าวว่า “ท่านหญิงเจ้าคะ บ่าวเพิ่งเรียนไปว่า ท่านหญิงเฉินได้ยินว่าพวกเราอยู่ที่หอฝานเทียนถึงได้มา ช่วงนี้ท่านหญิงไม่มีเวลาสนใจนาง ไม่แน่ว่านางอาจจะเก็บความแค้นไว้เต็มอกรอจะมาก่อเรื่องกับท่านหญิงก็ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เห็นด้วย จึงพยักหน้าให้จีหยางออกไปก่อน แล้วค่อย ๆ หยิบตะเกียบขึ้นมา
ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังจะแสร้งทำท่า ‘กำลังกินข้าว’ นั้น จีหยางก็เปิดประตูห้องหยกหมายเลขหนึ่ง เห็นท่านหญิงเฉินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา จีหยางก็ฉลาดพอที่จะถอยออกจากห้องพลางร้องเสียงดังว่า “ฮั่นหรงฟูเหรินสั่งสอนถูกแล้ว ข้าน้อยจะรีบไปกำชับทางครัวให้จัดอาหารจานใหม่ ๆ มาให้ท่านหญิงเพิ่ม ขอท่านหญิงโปรดอย่าได้โกรธเลย!”
หลี่เยว่หานพอใจกับความสามารถในการปรับตัวเฉพาะหน้าของจีหยางมาก การตอบสนองเช่นนี้ของเขาเป็นการบอกหลี่เยว่หานว่าจี้ซินเยว่กำลังรออยู่ด้านนอกประตู
ดังนั้นหลี่เยว่หานจึงไม่ต้องเสแสร้ง เพียงพูดเสียงเย็นว่า “หวังว่าท่านจีจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ข้าเติบโตมาจากชนบท แม้ไม่เคยได้กินของดี ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่รู้จักแยกแยะของดีของไม่ดี หากยังทำงานแบบขอไปทีเช่นนี้ ท่านก็ไม่ต้องเปิดหอฝานเทียนอีกต่อไป”
จีหยางที่ยืนอยู่ตรงประตูพยักหน้ารับคำติด ๆ กัน แต่หลังจากปิดประตูแล้วก็แกล้งทำสีหน้าไม่พอใจ ซึ่งจี้ซินเยว่เห็นทุกอย่างชัดเจน
“ฮึ ๆ วันนี้เจ้าของหอฝานเทียนถูกสตรีผู้หนึ่งดุด่าจนเงยหน้าไม่ขึ้นราวกับหลานชายคนเล็ก นี่คงเป็นครั้งแรกในเมืองหลวงของเรากระมัง” จี้ซินเยว่ยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ “หญิงบ้านนอกในนั้นไม่เข้าใจธรรมเนียมของเมืองหลวง แต่ท่านจีจะไม่เข้าใจหรือ? สถานที่อย่างหอฝานเทียนจะให้หญิงบ้านนอกมาสั่งปิดก็ปิดได้อย่างนั้นหรือ ช่างไม่กลัวลมแรงจะทำให้ลิ้นพลิก กล้าพูดจาไร้ยางอายเช่นนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จีหยางก็แสร้งทำท่าทุกข์ทรมานตามไปด้วย ตอบว่า “ท่านหญิงพูดถูกต้องแล้ว หอฝานเทียนของพวกเราเปิดกิจการมาสิบกว่าปี ไม่เคยเจอแขกประหลาดเช่นนี้มาก่อน วันนี้ตอนที่นางมาถึงใหม่ ๆ ยังเรียกหญิงสาวสองคนมาร้องเพลงในห้อง จริง ๆ แล้ว… เฮ้อ ผู้ใดจะไปทำอะไรได้ ในเมื่อนางเป็นท่านหญิงแห่งจวนขุนพลทั้งยังมีฐานะสูงส่ง ข้าที่เป็นสามัญชนไม่กล้าทำให้นางขุ่นเคืองใจเลยขอรับ!”
“กลัวไปไย ท่านจี หอฝานเทียนมีที่พึ่งอยู่นะ เจ้าลืมไปแล้วหรือ?” จี้ซินเยว่พูดด้วยสีหน้าอ่อนโยน “หากท่านเบื่อนางด้านในนั้นนัก ก็แค่ให้คุณหนูหลานซั่วส่งข่าวถึงองค์ชายรอง การจัดการกับสตรีที่ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักสักคน สำหรับองค์ชายรองแล้วแค่ยกนิ้วเท่านั้น”
“ท่านหญิงอย่าได้ตรัสเช่นนั้นเลย แม้คุณหนูหลานซั่วจะเป็นดาวเด่นของหอฝานเทียน แต่นางก็เป็นเพียงหญิงที่ขายศิลปะไม่ได้ขายเนื้อ จะไปเกี่ยวข้องกับคนระดับองค์ชายรองได้อย่างไร!”
พอพูดจบ จีหยางก็ทำสีหน้าหวาดกลัว ถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วค้อมกายคำนับจี้ซินเยว่ “หรือว่าท่านหญิงก็มาที่หอฝานเทียนเพื่อกินอาหารเช่นกัน?”
น้ำเสียงของจีหยางแฝงความไม่พอใจอยู่หลายส่วน จี้ซินเยว่ย่อมฟังออก จึงพูดอย่างผ่อนคลายว่า “แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าได้ยินว่าฮั่นหรงฟูเหรินผู้มีชื่อเสียง ฉวยโอกาสที่แม่ทัพม้าเหล็กไม่อยู่ในเมือง มาหาความสำราญที่หอฝานเทียน ข้าจึงตามมา อยากจะบอกฮั่นหรงฟูเหรินว่าสตรีที่ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักควรวางตัวเช่นไร”
พอพูดจบ ฟางเฉ่า สาวใช้ที่ติดตามจี้ซินเยว่ก็ฉลาดพอที่จะผลักประตูห้องหยกหมายเลขหนึ่งที่จีหยางเพิ่งปิดไปเปิดออกทันที
จีหยางเห็นสถานการณ์เช่นนี้ จึงรีบกล่าวลาจากไป
เขารู้ดีว่าหลี่เยว่หานมีความสามารถ แม้จี้ซินเยว่จะสร้างปัญหาให้นางหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้ดีจากหลี่เยว่หานเลย ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา การที่เขายืนขวางหน้าประตูและชักนำให้จี้ซินเยว่พูดจาไม่สุภาพ ก็นับว่าทำได้มากพอแล้ว
จี้ซินเยว่รู้สึกขบขัน เมื่อเห็นจีหยางทำหน้าตกใจรีบกล่าวลา นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคัก “ดูเหมือนท่านจีของพวกเราจะกลัวฮั่นหรงฟูเหรินผู้นี้มากทีเดียว!”
เสียงของนางไม่ได้เบานัก อีกทั้งหอฝานเทียนก็มีขุนนางผู้มีอำนาจพักค้างคืนอยู่ไม่น้อย ตอนนี้ผ่านเที่ยงมาแล้ว คนที่ควรตื่นก็ตื่นกันหมดแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของจี้ซินเยว่ต่างก็พากันสวมเสื้อผ้าออกมาดูเรื่องสนุก
“เหตุใดท่านหญิงเฉินถึงมาที่หอฝานเทียนด้วยเล่า?” มีคนเอ่ยปากด้วยความสงสัย “ไม่ใช่ว่าท่านหญิงเฉินเป็นคนรู้มารยาทที่สุดหรอกหรือ เหตุใดสตรีถึงมาในที่เช่นนี้?”
“ท่านผู้นี้คงเพิ่งออกมาไม่ทันได้ยินบทสนทนาระหว่างท่านหญิงเฉินกับท่านจี” มีคนรีบต่อบทสนทนาทันที “ท่านหญิงเฉินได้ยินว่าฮั่นหรงฟูเหรินมากินอาหารที่หอฝานเทียน จึงตั้งใจมาที่นี่เพื่อสั่งสอนฮั่นหรงฟูเหรินว่าสตรีในราชสำนักควรวางตัวอย่างไร”
“ฮึ” คนที่พูดคนแรกทำหน้าดูถูก “รู้มานานแล้วว่าฮั่นหรงฟูเหรินชอบอาหารของหอฝานเทียนถึงได้แวะมากินบ่อย ๆ เรื่องนี้ในเมืองหลวงไม่ใช่ความลับอะไร และทุกครั้งที่มาก็เข้าห้องส่วนตัวเลย ไม่เคยส่งเสียงดังข้างนอก แต่ท่านหญิงเฉินผู้นี้กลับทำราวกับอยากให้ทุกคนรู้ว่านางมา ดูกิริยาท่าทางการยิ้มการหัวเราะนั่น คล้ายหญิงในหอนางโลมเสียมากกว่า!”
“ท่านขอรับ ระวังคำพูดด้วย! ระวังคำพูดด้วย!”
…
เสียงวิพากษ์วิจารณ์นอกประตูย่อมเข้าหูของจี้ซินเยว่ แต่นางกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย
หลังจากเรื่องชายบำเรอถูกเปิดเผย นางก็รู้ตัวว่าไม่มีชื่อเสียงอะไรให้รักษาในเมืองหลวงแล้ว แต่ทุกคนยังให้เกียรติท่านเฉินผู้ล่วงลับอยู่บ้าง ประกอบกับธุรกิจของจี้ซินเยว่ก็รุ่งเรือง จึงไม่มีใครกล้าพูดจาไม่ดีต่อหน้านาง
เมื่อเข้ามาในห้องหยกหมายเลขหนึ่ง จี้ซินเยว่ก็นั่งลงตรงข้ามหลี่เยว่หานอย่างไม่เกรงใจ
แต่หลี่เยว่หานกลับทำเหมือนไม่เห็นนางและยังคงกินอาหารต่อไป จี้ซินเยว่จึงกระแอมไอเบา ๆ
ผู้ใดจะรู้ว่าหลี่เยว่หานตกใจเสียงกระแอมนั้นจนทำตะเกียบหล่น รีบคว้ามือหมิงจูพลางชี้ไปที่จี้ซินเยว่แล้วตะโกนว่า “หมิงจู! เหตุใดถึงมีคนป่วยวัณโรคเข้ามาในห้องของพวกเราได้! ข้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ หากติดโรคไปจะทำอย่างไร!”
หมิงจูแอบด่าในใจว่าหลี่เยว่หานแสดงได้เก่งจริง ๆ แต่ก็ปลอบเสียงนุ่มนวลว่า “ท่านหญิงอย่าตกใจ ท่านหญิงอย่าตกใจ บ่าวจะไล่คนผู้นี้ออกไปเดี๋ยวนี้ จะไม่ยอมให้คนที่คิดไม่ดีเข้าใกล้ท่านหญิงเด็ดขาด!”
จี้ซินเยว่ที่ตกใจกับปฏิกิริยาของหลี่เยว่หานได้สติกลับมาแล้ว จึงขมวดคิ้วตะโกนด้วยความไม่พอใจว่า “วัณโรคอะไรกัน! หลี่เยว่หาน เจ้าก็รู้จักข้าดี ถ้าไม่ต้อนรับก็บอกมา ไยต้องสาปแช่งข้าด้วย!”
ผู้ใดจะรู้ว่าหลี่เยว่หานยิ่งทำหน้าตกใจ หลบเข้าไปในอ้อมกอดของหมิงจูแต่เสียงกลับดังมาก “หากเจ้าไม่ได้เป็นวัณโรค แล้วเหตุใดพอนั่งลงก็ไอไม่หยุด! ตอนนี้ยังจงใจกระเด็นน้ำลายใส่อาหารของข้าอีก! จี้ซินเยว่ ข้ารู้ว่าในใจเจ้ายังคิดถึงสามีข้า และรู้ว่าหลังแต่งงานเจ้าก็ไม่มีความสุข แต่เรื่องของพวกเจ้าก็ผ่านมานานแล้ว ในวังเจ้าพยายามยั่วยวนสามีข้าจนเกิดเรื่องใหญ่ วันนี้ยังจะมาหาเรื่องข้าอีกหรือ!”
“จี้ซินเยว่ ตอนนี้ข้ากำลังตั้งครรภ์ ถึงเจ้าจะโหดร้ายอยากให้ข้าติดวัณโรคไปด้วย แต่ลูกของข้าไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยนะ!”