ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 349 เจ้าทำให้ข้าตกใจ จ่ายเงินข้าสิ!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 349 เจ้าทำให้ข้าตกใจ จ่ายเงินข้าสิ!
บทที่ 349 เจ้าทำให้ข้าตกใจ จ่ายเงินข้าสิ!
“ท่านหญิงกั๋วกงพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือจะกล่าวโทษข้า!” จี้ซินเยว่โกรธจัด ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แม้ฟางจื่อหลานจะมาถึงแล้ว นางเพียงแค่นึกถึงเรื่องที่หลี่เยว่หานกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเท่านั้น แต่ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ฟางจื่อหลานเป็นท่านหญิงที่บริหารจวนกั๋วกงในเมืองหลวงมาหลายปี แม้จะไม่มีตำแหน่งเก้ามิ่ง แต่ท่านหญิงกั๋วกงเป็นตำแหน่งที่สืบทอดกันมา สูงศักดิ์กว่าท่านหญิงที่มีตำแหน่งเก้ามิ่งมากนัก
เมื่อได้ยินคำพูดของจี้ซินเยว่ ฟางจื่อหลานเดินอย่างสงบนิ่งไปหาหลี่เยว่หาน ก้มตัวพยุงนางขึ้นมา แล้วพูดเรียบ ๆ ว่า “ฮั่นหรงฟูเหริน มีตำแหน่งอีผิ่นเก้ามิ่งเช่นเดียวกับเจ้า แต่นางเป็นเพียงผู้เดียวที่มีตำแหน่งพิเศษ ฐานะย่อมสูงศักดิ์ ไม่เหมือนเจ้า”
“เจ้ากล้าดูถูกและข่มขู่ฮั่นหรงฟูเหรินอย่างเปิดเผย ทั้งยังให้นางคุกเข่าต่อหน้าเจ้า นี่คือการล่วงเกินผู้มีฐานะสูงกว่า เป็นการไม่เคารพอย่างร้ายแรง หรือว่าข้าในฐานะแม่เรือนใหญ่ของจวนกั๋วกงจะไม่มีสิทธิ์ถามถึงความผิดของเจ้าเลย?” ฟางจื่อหลานพูดทีละคำอย่างหนักแน่น ทำให้จี้ซินเยว่ต้องลดท่าทีลง
“ท่านเป็นท่านหญิงกั๋วกงแล้วอย่างไร!” จี้ซินเยว่เป็นคนไม่ยอมแพ้ แม้จะถูกข่มจนต้องลดท่าทีลง แต่ก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อ “เป็นหลี่เยว่หานที่ใส่ร้ายว่าข้าเป็นวัณโรคก่อน หรือว่าท่านหญิงจะปกป้องสตรีที่ชอบใส่ร้ายผู้อื่น?”
“หมิงจู เจ้าเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น!” ฟางจื่อหลานเอ่ยถามเสียงเข้ม
หมิงจูรีบคุกเข่าต่อหน้าฟางจื่อหลานพลางร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล “ทูลท่านหญิงกั๋วกง ท่านหญิงของพวกข้ากำลังรับประทานอาหารอย่างสงบในห้องส่วนตัว ทุกคนก็รู้ว่าท่านหญิงของพวกข้าชอบอาหารของหอฝานเทียน จึงมักมารับประทานที่นี่บ่อย ๆ”
“แต่ท่านหญิงเฉินผู้นี้กลับพรวดพราดเข้ามา นั่งลงตรงหน้าท่านหญิงของพวกข้าทันที แล้วไอแรง ๆ น้ำลายกระเด็นเต็มโต๊ะ ตอนแรกท่านหญิงของพวกข้ายังไม่ทันตั้งตัว ต่อมาไม่รู้ว่านึกถึงเรื่องที่จวนท่านหญิงเฉินเพิ่งมีคนตายด้วยวัณโรคหรือไม่ ถึงกับตกใจจนทำตะเกียบหล่น ซบหน้าร้องไห้อยู่ในอ้อมอกข้า… ท่านหญิง ท่านหญิงของพวกข้าขี้ตกใจอยู่แล้ว ซ้ำยังตั้งครรภ์ ทนต่อความตกใจไม่ไหวเลยเจ้าค่ะ!”
คำพูดไม่กี่ประโยคของหมิงจู ทำให้จี้ซินเยว่กลายเป็นฝ่ายไร้เหตุผลอย่างง่ายดาย
เมื่อฟางจื่อหลานได้ยินเช่นนั้น ก็โกรธจนหน้าแดง จ้องมองจี้ซินเยว่อย่างเย็นชา แล้วพูดว่า “จี้ซินเยว่ หากเจ้ามีความไม่พอใจอะไรก็ไปเอากับแม่ทัพเมิ่งสิ ถือโอกาสที่เขาไม่อยู่ในเมืองมารังแกท่านหญิงของเขา นี่เรียกว่าความสามารถหรือ! ทุกคนรู้ว่าเยว่หานของพวกเรามีชีวิตที่ลำบากมาก่อน ขี้ตกใจ ตอนนี้ยังตั้งครรภ์อีก จะทนต่อการที่เจ้าทำให้ตกใจเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“พูดเหลวไหลอะไร!” จี้ซินเยว่โกรธจนตาแดง “ข้าไม่ได้ไอแรง ๆ เลย แค่กระแอมเท่านั้น! แล้วเรื่องที่จวนข้ามีคนตายด้วยวัณโรค พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร!”
“ตอนนั้นพวกท่านทำเรื่องวุ่นวายกันใหญ่โต คนทั้งเมืองหลวงก็รู้กันหมด” หมิงจูฉวยโอกาสซ้ำเติมทันที
“หุบปาก! เมื่อนายเป็นผู้พูด เจ้าเป็นแค่บ่าวต่ำต้อย จะมาแทรกได้อย่างไร!” จี้ซินเยว่พูดจบก็ไม่สนใจภาพลักษณ์ คว้าตัวหมิงจูจะตบหน้า แต่ถูกแม่นมข้างฟางจื่อหลานห้ามเอาไว้
“ช่างเป็นสตรีผู้เลอเลิศแห่งเมืองหลวงเสียจริง ลงไม้ลงมือกับบ่าวต่ำต้อย ช่างมีมารยาทงดงามยิ่งนัก” ฟางจื่อหลานมองไปทางจี้ซินเยว่ด้วยสีหน้าเย็นชา
นางรู้สึกดูถูกจี้ซินเยว่อย่างที่สุด จวนเฉินประกาศว่ามีบ่าวป่วยวัณโรคตายไป แต่จวนกั๋วกงจะไม่มีสายลับได้อย่างไร ทั้งสังคมชั้นสูงต่างรู้ดีว่าจี้ซินเยว่พลาดท่าตีบุรุษในจวนตาย สตรีสกปรกเช่นนี้ ฟางจื่อหลานแค่มองยังรู้สึกว่าทำให้ดวงตาแปดเปื้อน
แต่ตอนนี้สตรีสกปรกผู้นี้กลับมารังแกหลี่เยว่หาน ฟางจื่อหลานผู้ชอบปกป้องคนของตนเองไม่คิดจะปล่อยไปง่าย ๆ
“ท่านหญิงกั๋วกงไม่ต้องมาประชดประชันข้าที่นี่!” จี้ซินเยว่ทำท่าไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น “หลานสาวของท่านตอนมาถึงเมืองหลวงก็ท้องมาแล้ว ผู้ใดจะรู้ว่านางไปมั่วสุมกับชายใดจนตั้งครรภ์ก่อนมาเมืองหลวง!”
‘เพียะ!’ ฟางจื่อหลานตบหน้าจี้ซินเยว่อย่างแรง จากนั้นก็จูงหลี่เยว่หานที่กำลังร้องไห้ออกไป ก่อนออกประตูได้สั่งหมิงจูว่า “นำนามบัตรของท่านหญิงเข้าวังไปพบฮองเฮา เล่าเรื่องวันนี้ให้ฮองเฮาฟังทุกอย่าง ให้พระนางตัดสินว่าใครถูกใครผิด”
พอได้ยินคำนี้ จี้ซินเยว่ก็ลืมเรื่องที่ถูกตบไป สีหน้าซีดลงทันที ความโอหังทั้งหมดดับวูบ รีบวิ่งไล่ตามออกจากห้องหยกหมายเลขหนึ่ง ทรุดตัวคุกเข่าต่อหน้าฟางจื่อหลานและหลี่เยว่หานทันที “ท่านหญิงกั๋วกงโปรดระงับความโกรธ ซินเยว่ไม่รู้ความ ทำให้ท่านหญิงตกใจไม่พอ ยังวางตัวไม่เหมาะสม ทำให้ท่านหญิงอับอายต่อหน้าผู้คน ซินเยว่ยอมรับผิด!”
หลังงานเลี้ยงชีซี จี้ซินเยว่ถูกฮองเฮาตักเตือนอย่างหนัก ให้วางตัวให้เหมาะสม อย่าก่อเรื่อง มิเช่นนั้นตำแหน่งอีผิ่นเก้ามิ่งจะรักษาไว้ได้หรือไม่ก็ไม่แน่
จี้ซินเยว่กล้าทำตัวเย่อหยิ่งต่อหลี่เยว่หานเพราะเกลียดนางมาก คิดว่านางแย่งเมิ่งฉีฮ่วนไป อีกทั้งหลี่เยว่หานมาจากชนบท ก็รู้สึกดูถูกอยู่แล้ว จึงคิดว่าคำตักเตือนของฮองเฮาเป็นเพียงคำขู่
แต่ฟางจื่อหลานต่างกัน นางเป็นท่านหญิงกั๋วกง เป็นเชื้อพระวงศ์ สถานะเช่นนี้ คำพูดมีน้ำหนักมากในสายตาฮองเฮา! หากปล่อยให้ท่านหญิงกั๋วกงส่งคนไปแจ้งฮองเฮา แม้จะให้หน้าจวนกั๋วกง ตำแหน่งเก้ามิ่งของจี้ซินเยว่ก็ต้องถูกถอดแน่
จี้ซินเยว่ยังพอมีสติ แม้วันนี้ตั้งใจมาหาเรื่องหลี่เยว่หาน แต่กลับถูกย้อนกลับจนไม่พอใจ แต่ต่อหน้าฟางจื่อหลาน จี้ซินเยว่ก็ไม่กล้าทำอะไรอีก
“หึ ข้าไม่กล้ารับการคำนับเช่นนี้จากท่านหญิงเฉินหรอก ในเมื่อท่านหญิงเฉินกล้าให้ฮั่นหรงฟูเหรินคุกเข่าต่อหน้า” แม้ฟางจื่อหลานจะโกรธมาก แต่หลี่เยว่หานกระซิบบอกว่าแกล้งทำ ทำให้นางวางใจลงบ้าง แต่นิสัยชอบปกป้องคนของตนจึงไม่คิดจะปล่อยจี้ซินเยว่ไปง่าย ๆ
ฝ่ายจี้ซินเยว่เห็นฟางจื่อหลานไม่ยอมอ่อนข้อ จึงต้องวิงวอนอย่างต่ำต้อยยิ่งขึ้น “ท่านหญิงกั๋วกงโปรดระงับความโกรธ ซินเยว่เพียงมืดบอดชั่ววูบ ถึงได้ไม่รู้หนักเบาในยามที่ฮั่นหรงฟูเหรินตกใจ ขออภัยฮั่นหรงฟูเหรินด้วยเจ้าค่ะ”
“จะชดใช้อย่างไร?” หลี่เยว่หานเอ่ยปากขึ้นมาได้จังหวะพอดี ยังคงมีเสียงขึ้นจมูกอยู่
“ก็ต้องให้ฮั่นหรงฟูเหรินเป็นผู้ตัดสินว่าจะชดใช้อย่างไร” แม้จะได้ยินเสียงของหลี่เยว่หานแล้วทำให้จี้ซินเยว่โกรธจนคันยิบไปทั้งตัว แต่เพราะคำนึงถึงฟางจื่อหลานที่ยังอยู่ที่นี่ นางจึงต้องอดกลั้นเอาไว้
หลี่เยว่หานเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็หันไปมองฟางจื่อหลานแล้วกล่าวว่า “ท่านป้า วันนี้เยว่หานตกใจมากจริง ๆ แต่ก็คิดไม่ออกว่าควรให้ท่านหญิงเฉินชดใช้อย่างไรดี พอดีช่วงก่อนหน้านี้ตอนที่ท่านหญิงเฉินปลอบใจครอบครัวของบ่าวที่ตายด้วยโรควัณโรคในจวน ก็ได้มอบเงินให้ครอบครัวของเขาไปมากมาย ไม่เช่นนั้นพวกเราก็ให้ท่านหญิงเฉินจ่ายเงินชดเชยเพื่อทำให้จิตใจสงบดีหรือไม่?”
“ก็ไม่มากหรอก ขอแค่ห้าแสนต้าลึงก็พอ”