ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 348 เช่นนี้หรือคือสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง?
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 348 เช่นนี้หรือคือสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง?
บทที่ 348 เช่นนี้หรือคือสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง?
เมื่อจี้ซินเยว่เข้ามาในห้อง นางตั้งใจจะทำให้หลี่เยว่หานอับอาย จึงไม่ได้ปิดประตูห้องเอาไว้ อีกทั้งด้วยความตั้งใจเช่นนี้ เวลาพูดกับหลี่เยว่หานจึงตะโกนเสียงดังลั่น
ฝ่ายหลี่เยว่หานแสร้งทำเป็นตกใจกลัว เสียงที่พูดออกมาก็ไม่ได้เบาเช่นกัน ไม่นานคนด้านนอกก็ได้ยินว่า หลี่เยว่หานบอกว่าจี้ซินเยว่เป็นวัณโรค และยังจะแพร่เชื้อโรคมาให้นาง จึงได้มาหานางที่หอฝานเทียนอย่างกะทันหัน
เดิมทีคำพูดของหลี่เยว่หานนั้นแทบไม่มีผู้ใดเชื่อ
แต่เพราะก่อนหน้านี้ตระกูลเฉินมีข่าวลือเรื่องชายบำเรอ และตระกูลเฉินก็ไม่อาจพูดความจริงว่าจี้ซินเยว่เลี้ยงชายบำเรอได้ จึงแจ้งต่อภายนอกว่ามีบ่าวในจวนป่วยเป็นวัณโรคและเสียชีวิตกะทันหัน
ส่วนหลี่เยว่หานช่วงนี้ก็มาที่หอฝานเทียนบ่อย ๆ ตอนแรกผู้คนยังพูดว่าหลี่เยว่หานไม่เคยเห็นโลกกว้าง แต่ในใจก็รู้ว่าอาหารที่หอฝานเทียนอร่อย อีกทั้งหลี่เยว่หานก็ไม่ได้แอบ ๆ ซ่อน ๆ แสร้งทำท่าทาง ดังนั้นทุกคนจึงชินกับการที่หลี่เยว่หาน ‘เที่ยวซ่องโสเภณี’
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวในอดีตระหว่างจี้ซินเยว่กับเมิ่งฉีฮ่วนก็เป็นที่เล่าลือกันทั่วเมืองหลวง และคนที่มีเงินพอจะพักค้างที่หอฝานเทียนได้ ล้วนเป็นขุนนางที่หยุดราชการวันนี้ หรือไม่ก็เป็นตระกูลผู้ดีมีอำนาจ เรื่องอัปยศที่จี้ซินเยว่ก่อขึ้นในงานเลี้ยงเทศกาลชีซี พวกเขาล้วนรู้เรื่องกันบ้าง
และตอนนี้หลี่เยว่หานตะโกนว่าจี้ซินเยว่เป็นวัณโรค พอเข้ามาก็ไอใส่อาหารของนาง พูดจาก็ตั้งใจพ่นน้ำลายใส่ ต้องการแพร่เชื้อโรคมาให้นาง ช่างเจตนาร้ายเหลือเกิน!
เมื่อทุกคนเชื่อมโยงเรื่องราวที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ก็เชื่อเรื่องที่หลี่เยว่หานตะโกนออกมาเกือบหมด…
“หลี่เยว่หาน! หุบปากเดี๋ยวนี้! ข้าเป็นวัณโรคตั้งแต่เมื่อใด! ข้าไอไม่หยุดตั้งแต่เมื่อใด! แล้วข้าจงใจพ่นน้ำลายใส่อาหารเจ้าเมื่อใด!” จี้ซินเยว่โกรธจัด “เจ้าอย่าได้ใส่ร้ายข้า!”
จากนั้นเสียงของหลี่เยว่หานที่แฝงด้วยความหวาดกลัวและสะอึกสะอื้นก็ดังออกมา “เจ้าพูดถูก เจ้าพูดถูกหมด ข้ารู้ผิดแล้ว ข้าไปก็ได้!”
พอพูดจบ หลี่เยว่หานก็รีบคว้าตัวหมิงจูแล้วเดินออกไป ทำเอาจี้ซินเยว่โกรธจนต้องก้าวไปคว้าแขนหลี่เยว่หานเอาไว้ “วันนี้ถ้าเจ้าไม่พูดให้กระจ่าง ห้ามไปที่ใด!”
“ฮือ ๆ” หลี่เยว่หานไม่พูดอะไร มีแต่ร้องไห้โฮออกมา
หมิงจูที่อยู่ข้าง ๆ เห็นสถานการณ์เช่นนั้น ก็รีบคุกเข่าขอความเมตตา “ท่านหญิงเฉิน ท่านหญิงของบ้านข้ามาจากตระกูลยากจน ไม่เคยเห็นโลกกว้าง อีกทั้งยังตั้งครรภ์ จึงกลัวเป็นพิเศษ ขอท่านหญิงเฉินโปรดเมตตา ไว้ชีวิตท่านหญิงของข้าด้วยเถิด!”
หมิงจูพูดพลางก้มศีรษะคำนับอย่างแรง
จี้ซินเยว่โกรธจนหน้าแดง ตวาดเสียงดัง “ข้าถามพวกเจ้านายบ่าวสองคน! เหตุใดถึงกล้าใส่ร้ายว่าข้าเป็นวัณโรค!”
“ท่านหญิงเฉิน ท่านหญิงของบ้านข้าไม่มีความรู้ เห็นว่าไอไม่หยุดก็คิดว่าเป็นวัณโรค หากทำให้ท่านหญิงเฉินไม่พอใจ ขอท่านหญิงเฉินอย่าได้ถือสาเลยนะเจ้าคะ!”
หมิงจูพูดพลางร้องไห้น้ำตานอง ขณะที่ปกป้องหลี่เยว่หานที่แสร้งทำเป็นกลัวจนไม่กล้ามองจี้ซินเยว่และอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างน่าสงสาร ในเวลานั้นคนภายนอกที่มาดูเรื่องวุ่นวายก็เพิ่มมากขึ้น แม้ไม่กล้าเข้ามาดูที่ประตูเพราะกลัวจี้ซินเยว่เป็นวัณโรคจริง แต่ก็ยังกล้าแอบดูผ่านรั้วกั้น
เมื่อเห็นจี้ซินเยว่ที่ทำตัวยโสโอหัง และหลี่เยว่หานที่กลัวจนตัวสั่นซ่อนอยู่หลังสาวใช้ พวกคุณชายที่ชอบเที่ยวเตร่ก็เกิดความรู้สึกอยากปกป้องสตรีอ่อนแอขึ้นมา
“เด็กน้อย! อย่ากลัวไป! ท่านหญิงของเจ้ามีบรรดาศักดิ์ ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ท่านหญิงเฉินที่สามีตายไปแล้วผู้นี้! อย่างมากก็แค่แสดงฐานะคุณหนูแห่งจวนกั๋วกงออกมา อย่าให้ท่านหญิงเฉินรังแกได้!”
มีเสียงตะโกนมาแต่ไกล
จี้ซินเยว่โกรธจนตะโกนลั่น “ผู้ใดกำลังพูดเหลวไหลอยู่ที่นั่น! ปากสกปรกพูดไม่เป็นมีแต่คำหยาบคาย สู้เย็บปากไว้ยังจะดีกว่า!”
“จุ๊ ๆ ๆ ดูท่าทางอย่างกับแม่ค้าหัวตลาดเช่นนี้ ยังกล้าอ้างว่าเป็นสตรีผู้เพียบพร้อมอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงอีก? ข้าว่าน่าจะเป็นหญิงบ้าอันดับหนึ่งมากกว่า!” มีเสียงเย้ยหยันดังมาจากที่ใดสักแห่ง ยิ่งทำให้จี้ซินเยว่โกรธจนแทบขาดใจ!
“หลี่เยว่หาน! เจ้าอย่าแสร้งทำท่าอยู่ตรงนั้น! รีบพูดกับข้าดี ๆ! เหตุใดถึงใส่ร้ายข้า! รีบสารภาพมา!” จี้ซินเยว่เถียงคนภายนอกไม่ได้ จึงหันมาระบายโทสะใส่หลี่เยว่หาน ถึงขั้นยกเท้าทำท่าจะเตะหลี่เยว่หาน โชคดีที่หมิงจูไหวพริบดีรีบขวางไว้ทัน เท้าของจี้ซินเยว่จึงไม่โดนหลี่เยว่หาน
แต่เดิมในห้องนี้มีฉากกั้น คนภายนอกอาจมองไม่เห็นเหตุการณ์ภายใน แต่หลังจากนางขับร้องสองคนร้องเพลงจบ หลี่เยว่หานรู้สึกอึดอัดที่มีฉากกั้น จึงสั่งให้คนเก็บฉากออก และประตูห้องหยกหมายเลขหนึ่งก็กว้างพอที่คนภายนอกจะมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้แม้จะอยู่ไกล
ทันใดนั้นก็มีคนคิดแผนขึ้นมา รีบส่งคนรับใช้ไปแจ้งข่าวที่จวนกั๋วกงว่า หลี่เยว่หานถูกจี้ซินเยว่รังแกระหว่างกินอาหารที่หอฝานเทียน จี้ซินเยว่ถึงขั้นลงมือทำร้าย ทำเอาหลี่เยว่หานตกใจจนขวัญเสีย
ตรงนี้ หลี่เยว่หานสงสารหมิงจูที่โดนเตะ จึงจ้องมองจี้ซินเยว่อย่างดุดัน พลางร้องไห้พูดเสียงดังว่า “ท่านหญิงเฉิน กำลังทำอะไรอยู่หรือ หรือว่ากำลังสั่งสอนข้าอยู่? ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านหญิงเฉินมีสิทธิ์มาสั่งสอนข้าตั้งแต่เมื่อใด!”
หลี่เยว่หานพูดเร็วและเสียงดัง ทำให้จี้ซินเยว่รู้สึกมึนหัว “เจ้านั่นแหละที่ใส่ร้ายว่าข้าเป็นวัณโรคก่อน!”
“จวนของเจ้าเพิ่งมีคนตายด้วยวัณโรคไปไม่นาน!” แม้หลี่เยว่หานจะพูดเสียงดัง แต่น้ำเสียงก็แฝงความสะอื้นและสั่นเครือ ทำให้คนภายนอกที่ได้ยินรู้สึกว่านางช่างน่าสงสารเหลือเกิน “เจ้าเข้ามาแต่ไม่พูดอะไรสักคำ นั่งตรงหน้าข้าแล้วก็ไอไม่หยุด ข้าจะไม่กลัวได้อย่างไร! เรื่องที่จวนของเจ้ามีคนตายด้วยวัณโรคนั้น ทั้งเมืองต่างก็รู้กันหมด อีกอย่างยังป่วยหนักจนตายกะทันหันด้วย!”
จี้ซินเยว่โกรธจนตาลาย แต่ก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม พูดเสียงดังว่า “แค่บ่าวคนหนึ่งตาย แล้วข้าจะต้องติดวัณโรคด้วยหรือ! หลี่เยว่หาน เจ้าใส่ร้ายข้า สมควรได้รับโทษ!”
“จี้ซินเยว่ เจ้าดูถูกฮั่นหรงฟูเหรินที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งต่อหน้าธารกำนัล บังคับให้ฮั่นหรงฟูเหรินคุกเข่าต่อหน้าเจ้า เช่นนี้สมควรได้รับโทษเช่นไร?” เสียงของฟางจื่อหลานดังขึ้นอย่างกะทันหัน จี้ซินเยว่มองดูอย่างถนัดถนี่ โอ้โฮ หลี่เยว่หานนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วย!
วันนี้ฟางจื่อหลานว่างไม่มีธุระ จึงตั้งใจออกมาเดินเล่น ไม่ไกลจากที่นี่ก็มีบ่าวหลายคนวิ่งมาบอกนางว่า จี้ซินเยว่กำลังรังแกหลี่เยว่หานอยู่ที่หอฝานเทียน ฟางจื่อหลานจึงรีบวิ่งมา
นางรู้ดีว่า หลี่เยว่หานชอบอาหารของหอฝานเทียน จึงมักจะมากินบ่อย ๆ เมื่อมาบ่อยเข้าทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร อีกทั้งด้วยฐานะของนาง ไม่มีผู้ใดกล้ามาหาเรื่องนางโดยไม่มีเหตุผล
แต่คำว่า ‘ไม่มีผู้ใด’ นั้นกลับไม่รวมถึงจี้ซินเยว่! เพราะความบ้าคลั่งของหญิงผู้นี้นั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน!