ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 354 นั่นคือน้องชายแท้ ๆ ของท่าน
บทที่ 354 นั่นคือน้องชายแท้ ๆ ของท่าน
หลังจากเลิกประชุมราชการ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็รีบตรงไปยังตำหนักฮองเฮา เมื่อเข้าประตูมา ฮองเฮากำลังเสวยลูกแพร์อยู่ เห็นฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมาก็ตกใจ “วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือ? ท่านถึงได้มาที่นี่?”
“ก็เขาว่ากันว่าไม่มีธุระไม่มาตำหนักซานเป่าไม่ใช่หรือ!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตรัสพลางชี้ไปที่ประตูตำหนัก “เพราะเหตุนี้เจ้าถึงได้เปลี่ยนชื่อตำหนักบรรทมเป็นตำหนักซานเป่า ข้าก็ต้องหาเรื่องมาหาบ่อย ๆ สิ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮองเฮาก็วางลูกแพร์ลง ล้างมือเสร็จแล้วจึงเชิญฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่ยืนอยู่หน้าประตูเข้ามานั่ง แล้วถามว่า “บอกมาเถิด วันนี้มีเรื่องอะไรถึงมาหาข้า”
เมื่อได้ยินคำถาม ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็เข้าไปใกล้ฮองเฮาด้วยสีหน้าตื่นเต้น “เรื่องที่หญิงสาวตระกูลเมิ่งสร้างหมู่บ้านผู้อพยพขึ้นใหม่ เจ้ารู้หรือไม่!”
“ตั้งแต่นางเริ่มระดมทุนสร้างหมู่บ้านผู้อพยพ ท่านก็ถามข้าเช่นนี้ทุกวัน ท่านว่าข้าจะรู้หรือไม่?” ฮองเฮากลอกตาอย่างไม่เกรงใจ
“วันนี้! วันนี้พวกขุนนางหัวโบราณพวกนั้นก็เริ่มหยิบยกเรื่องนี้มาพูดแล้ว เจ้าลองเดาดูว่าพวกเขาจับประเด็นอะไร?” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่สนใจสายตาของฮองเฮา ยังคงเข้าไปใกล้นางด้วยท่าทีกระตือรือร้น ตั้งแต่เข้ามาเขาก็ไม่ได้ใช้คำว่า ‘เรา’ แล้ว พูดแต่ ‘ข้า’ ไม่มีท่าทีเป็นฮ่องเต้เลยสักนิด
“ลองว่ามาดู” เมื่อได้ยินว่าขุนนางเริ่มจับผิดหลี่เยว่หาน ฮองเฮาก็แสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมา “พวกเขาคิดว่าหนูน้อยเยว่หานสร้างหมู่บ้านผู้อพยพผิดหรือ?”
“ก็อย่างนั้นแหละ! พวกคนไม่รู้จักอายนั่น กลับบอกว่าถ้าหมู่บ้านผู้อพยพนอกเมืองหลวงเจริญรุ่งเรือง ข่าวคราวจะแพร่ไปถึงมณฑลต่าง ๆ ผู้อพยพนอกเมืองหลักทุกมณฑลก็จะหลั่งไหลมาที่เมืองหลวง!”
เมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ฮองเฮาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “ต้องยอมรับว่า พวกขุนนางไร้เหตุผลใต้บังคับบัญชาของท่านครั้งนี้หาเหตุผลมาด่าทอได้จริง ๆ”
“ใช่หรือไม่เล่า!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นพยักหน้า “เจ้าน่าจะเห็นตอนข้าโกรธต่อหน้าทุกคน แล้วหันหลังเดินจากมา แม้แต่ตอนที่พวกเขาวิ่งตามมาตะโกน ‘ฝ่าบาทโปรดทรงพิจารณา’ ข้าก็ไม่หันกลับไปมอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮองเฮาก็กลอกตาอีกครั้ง “นั่นท่านไม่หันกลับไปมองหรือ? ท่านแค่กลัวว่าถ้าเดินช้าพวกเขาจะขู่ฆ่าตัวตายอีกต่างหาก”
สมกับเป็นคู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมากว่ายี่สิบปี แม้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะมีสตรีในวังมากมาย แต่ฮองเฮาก็ยังเป็นคนที่เข้าใจเขาที่สุด ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถูกฮองเฮาพูดจนเขินอาย แต่ก็จับมือนางมาลูบเบา ๆ แล้วถามว่า “ถ้าเช่นนั้นตามความเห็นของฮองเฮา ครั้งนี้ควรช่วยเด็กคนนั้นอย่างไรดี?”
“เรื่องนี้ไม่ยากเลย” ฮองเฮาจ้องมองมือของนางที่ถูกฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกุมไว้แล้วกล่าวว่า “แค่ไม่ให้ผู้คนอยู่ในหมู่บ้านผู้อพยพก็พอ เมื่อพวกเขามาหลบภัยในเมืองหลวง หลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไปก็ควรกลับไปยังที่เดิม ให้ทางการจดบันทึกรายชื่อผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านผู้อพยพทั้งหมด ระบุว่าพวกเขาหนีภัยอะไรมาจากบ้านเกิด เมื่อเหตุการณ์สงบลง ก็ให้กลับคืนถิ่นฐานเดิม”
เมื่อได้ฟังคำพูดของฮองเฮา ดวงตาของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็เปล่งประกาย จากนั้นถามต่อว่า “แล้วหากมีคนไม่ยอมไปเล่า จะทำอย่างไร?”
“ง่ายมาก กำหนดระยะเวลาสามถึงหกเดือน หากครบกำหนดแล้วยังไม่ยอมออกจากหมู่บ้านผู้อพยพ เว้นแต่จะหางานที่สามารถเลี้ยงปากท้องได้ในเมืองหลวง อาจพิจารณาขยายเวลาพักอาศัยในหมู่บ้านผู้อพยพออกไป รอจนกว่าพวกเขาจะมีความสามารถตั้งรกรากในเมืองหลวงหรือเมืองใกล้เคียง แล้วค่อยย้ายออกไป หากมีคนดื้อดึงไม่ยอมไป อย่างมากก็แค่ครึ่งปี พอครบกำหนดก็โยนพวกเขาออกจากหมู่บ้านผู้อพยพไปเลย”
“คำพูดของฮองเฮาถูกต้องยิ่งนัก! แผนการนี้ช่างยอดเยี่ยม!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรีบชมฮองเฮา
เห็นเพียงฮองเฮากลอกตาแล้วพูดว่า “นี่ไม่ใช่ความคิดของข้า แต่เป็นสิ่งที่เยว่หานเขียนมาในจดหมายที่ส่งเข้าวังเมื่อครู่นี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ชะงักไป ในดวงตามีความลังเลผ่านวูบหนึ่ง “ฮองเฮา เจ้ารู้เรื่องของเมิ่งฉีฮ่วนหรือไม่…”
“ข้ารู้” ฮองเฮาตัดบทฮ่องเต้หลิงอวิ๋น “แต่ช่างแปลกนัก เหตุใดอดีตฮ่องเต้ถึงส่งเขาไปอยู่ที่นั่น ทั้งที่เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของท่าน”
“ผู้ใดจะเดาความคิดของท่านพ่อได้” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถอนหายใจ “แต่ท่านโหดร้ายเกินไป ถึงขั้นปิดบังทั้งข้าและพระมารดา จนพระมารดาสิ้นพระชนม์ก็ยังไม่รู้ว่าโอรสที่นางเสี่ยงชีวิตคลอดออกมาตอนอายุมากนั้น ถูกอดีตฮ่องเต้ส่งไปเลี้ยงดูที่เกาะถงเซิง”
เมื่อทั้งสองพูดถึงชาติกำเนิดของเมิ่งฉีฮ่วน ตำหนักซานเป่าก็เงียบงันไปชั่วขณะ
ผ่านไปนาน ฮองเฮาจึงถอนหายใจเบา ๆ แล้วปลอบฮ่องเต้หลิงอวิ๋น “ท่านไม่ต้องรู้สึกผิด ทุกอย่างล้วนเป็นชะตากรรม การจัดการของท่านพ่อย่อมมีเหตุผลของท่าน บางทีอาจเป็นเพราะตอนนั้นเด็กคนนั้นยังเล็กเกินไป พระมารดาก็อ่อนแอ ตัวท่านก็ไม่มีกำลัง ท่านพ่อถึงคิดจะส่งเขาไปที่เกาะถงเซิง จริง ๆ แล้วก็ถือเป็นการปกป้องอย่างหนึ่ง เพราะตอนนั้นท่านก็เกือบตายก่อนจะได้ขึ้นครองราชย์”
“แม้จะเป็นเช่นนั้น” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นฝืนยิ้มบาง ๆ “แต่ข้ารู้สึกว่าข้าติดค้างน้องชายคนนี้มากเกินไป ตอนที่ยังไม่รู้ชาติกำเนิดของเขา ข้ายังจัดให้เขาไปช่วยเหลือบุตรชายคนโต โดยไม่รู้ว่าเขาเป็นอาแท้ ๆ ของอีกฝ่าย เฮ้อ… ก็เพราะบุตรชายคนโตของข้าไม่เอาไหน สุดท้ายถึงได้จบลงเช่นนั้น…”
“ก็ยังมีมู่ชวนกับหลิงซีไม่ใช่หรือ” ฮองเฮาเห็นฮ่องเต้หลิงอวิ๋นพูดถึงองค์รัชทายาทจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง นี่เป็นบาดแผลในใจที่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่อาจแตะต้องได้ “ตอนนี้เด็กทั้งสองอยู่ข้างกายเยว่หาน ก็ปลอดภัยดี รอให้ท่านจัดการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ค่อยรับเด็กทั้งสองกลับมา ดูแลปกป้องให้ดี”
“ข้าแค่รู้สึกเจ็บปวด…” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทำหน้าเศร้าสร้อย
“ข้ารู้ว่าท่านเจ็บปวด ข้าก็เจ็บปวดเช่นกัน บุตรคนโตเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้านะ!”
“อือ ๆ” เมื่อฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเห็นฮองเฮาเริ่มขมวดคิ้ว จึงรีบออดอ้อนทันที
ฮองเฮาเบิกตากลมโตขึ้น ผลักฮ่องเต้หลิงอวิ๋นออกอย่างแรง แล้วลุกขึ้นยืนชี้นิ้วใส่เขาด้วยความโกรธ “ท่านนี่มันเป็นชายเลือดเย็นไร้น้ำใจและเห็นแก่ตัวจริง ๆ!”
“เจ้าใส่ร้ายข้า! อือ ๆ” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่สนใจว่าตนเองมีอายุมากเพียงใดแล้ว ความน้อยใจผุดขึ้นมาทันที มองฮองเฮาด้วยสายตาราวกับนางเป็นคนทรยศหักหลัง
ฮองเฮาก็ทำอะไรกับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้ จึงได้แต่หยิบลูกแพร์ที่เพิ่งกินไปไม่กี่คำแล้ววางไว้ขึ้นมาใส่ปาก ลูกแพร์ช่วยดับร้อน นางต้องลดความโกรธลงบ้าง มิเช่นนั้นสักวันคงถูกฮ่องเต้ที่ไม่เอาไหนผู้นี้ทำให้โกรธจนกระอักเลือดแน่!
ค่ายทหารชานเมืองหลวง
เมิ่งฉีฮ่วนอ่านจดหมายที่หลี่เยว่หานส่งคนมาให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มุมปากมีรอยยิ้มที่มองอย่างไรก็หวานซึ้งอยู่ตลอด จนจงเจิ้งอวี่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขนลุกซู่
“ท่านแม่ทัพของพวกเจ้าทำหน้าเช่นนี้ทุกครั้งที่เห็นจดหมายจากฮั่นหรงฟูเหรินหรือ?” จงเจิ้งอวี่ถามเฮ่อเจิ้งเทียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เบา ๆ
“ทูลตอบองค์รัชทายาท นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านแม่ทัพของพวกข้าได้รับจดหมายจากท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ” เฮ่อเจิ้งเทียนตอบอย่างจริงจัง
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ จงเจิ้งอวี่ทำหน้าไม่เชื่อ
หากไม่ใช่เพราะเฮ่อเจิ้งเทียนอยู่ข้างกายเมิ่งฉีฮ่วนตลอด บางทีแม้แต่เฮ่อเจิ้งเทียนเองก็คงไม่เชื่อ…
แต่ความจริงก็คือ นับตั้งแต่ท่านแม่ทัพและเขาติดภารกิจทางทหารที่ค่ายชานเมืองหลวง ฮั่นหรงฟูเหรินก็มัวแต่กระตือรือร้นกับการสร้างหมู่บ้านผู้อพยพขึ้นใหม่ นี่จึงเป็นจดหมายฉบับแรกที่เขียนถึงท่านแม่ทัพของพวกเขาจริง ๆ…