ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 356 องค์รัชทายาทไต่สวนคดี
บทที่ 356 องค์รัชทายาทไต่สวนคดี
จงเจิ้งอวี่ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายค่าจ้างที่หญิงชาวบ้านส่งมาอย่างละเอียด ยืนยันว่าสามีของนางได้ทำงานที่ร้านจือเป่าจายตั้งแต่สองปีก่อน
แต่สิ่งที่จงเจิ้งอวี่รู้สึกสงสัยคือ ร้านจือเป่าจายไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลชุย แล้วเหตุใดเมิ่งฉีฮ่วนจึงจัดการเช่นนี้
“เจ้าเคยไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลหรือไม่?” จงเจิ้งอวี่เห็นหญิงผู้นั้นไม่ยอมลุกขึ้น จึงย่อตัวลงพูดคุย ข้างกายมีองครักษ์หมายเลขสิบนายจะเข้ามาห้าม แต่เขาใช้มือปัดไว้ แม้จงเจิ้งอวี่จะไม่เข้าใจความหมายในการจัดการของเมิ่งฉีฮ่วน แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้แผนการของเมิ่งฉีฮ่วนสูญเปล่าเพราะความกลัวอันตราย
อย่างน้อยเขาต้องใกล้ชิดประชาชน ไม่อาจมองราษฎรเป็นเสือร้าย ดังนั้นเขาจึงเสี่ยง เดิมพันว่าแผนของเมิ่งฉีฮ่วนยังไม่รั่วไหล ไม่มีผู้ใดแอบอ้างเป็นชาวบ้านธรรมดามาขวางรถของเขาตามแผน และจะไม่มีผู้ใดคอยลอบสังหาร
“ข้าน้อยเคยไปเพคะ!” หญิงผู้นั้นพยักหน้าน้ำตานองหน้า “แต่ระหว่างทางข้าน้อยเห็นคนหน้าตาดุร้ายหลายคน มองซ้ายมองขวาราวกับกำลังรอใครสักคน หนึ่งในนั้นเห็นข้าน้อยก็เดินเข้ามาทันที ข้าน้อยกลัวจึงพาลูกทั้งสองหลบซ่อนอยู่หลายวัน วันนี้ได้ยินว่าขบวนรถขององค์รัชทายาทจะเข้าเมือง จึงกล้าออกมาขอความเป็นธรรมจากองค์รัชทายาท!”
พูดจบ หญิงผู้นั้นก็คำนับอย่างแรงอีกสามครั้ง
หลังจากฟังคำพูดของนางแล้ว จงเจิ้งอวี่พยักหน้า เรียกสือฮ่าวมารับหลักฐานการจ่ายค่าจ้าง แล้วสั่งว่า “จัดคนพาสตรีท่านนี้และเด็กทั้งสองไปที่จวนองค์รัชทายาท รีบนำหลักฐานนี้ส่งถึงมือท่านผู้ว่าการที่ศาลประจำเมืองหลวง บอกว่าข้าฟ้องร้านจือเป่าจาย”
สือฮ่าวรับคำสั่ง รีบจัดการพาครอบครัวสามคนไปยังจวนองค์รัชทายาท ส่วนตัวเองถือหลักฐานการจ่ายค่าจ้างควบม้าเดี่ยวมุ่งหน้าไปยังศาลประจำเมือง
จากนั้นจงเจิ้งอวี่จึงกลับขึ้นรถม้าหลวง เดินทางต่อไปยังจวนองค์รัชทายาท
ระหว่างทางชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์ บ้างว่าองค์รัชทายาทมีจิตใจเมตตา รักราษฎรดั่งบุตร ถึงขั้นย่อกายสนทนากับสามัญชนธรรมดา นับเป็นผู้มีคุณธรรมอันยิ่งใหญ่
บ้างก็ว่าองค์รัชทายาทเจ้าเล่ห์ดั่งจิ้งจอก เหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น
แต่ก็มีคนค้านขึ้นว่า องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์จะต้องแสดงละครใกล้ชิดประชาชนเพื่อหลอกลวงผู้คนไปเพื่อเหตุใด หรือว่าอิ่มจนไม่มีอะไรทำแล้วกระมัง
เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกรถม้าหลวง จงเจิ้งอวี่ค่อย ๆ ถอนหายใจ
เพราะเรื่องขององค์รัชทายาทองค์ก่อน ทำให้เขาต้องแบกรับคำนินทามากมาย หลายปีที่ผ่านมามักมีคนพูดว่าเขาทำร้ายพี่น้องตัวเองเพื่อชิงบัลลังก์ ไม่มีทางเป็นกษัตริย์ที่ดีได้ โชคดีที่ฮ่องเต้หลิงเทียนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด สุดท้ายตำแหน่งองค์รัชทายาทจึงตกเป็นของเขา
และด้วยเหตุนี้เอง จงเจิ้งอวี่จึงยิ่งเข้าใจว่าการได้นั่งในตำแหน่งนี้หมายความว่าอย่างไร
“ฝ่าบาท ท่านผู้ว่าการขอให้พระองค์เสด็จไปที่ศาลประจำเมืองโดยตรงพ่ะย่ะค่ะ” สือฮ่าวรีบกลับมารายงานข้างกายจงเจิ้งอวี่อย่างรวดเร็ว “ท่านผู้ว่าการยังบอกอีกว่า ขอให้ผู้เสียหายออกมาเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยตนเองที่ศาลประจำเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น จงเจิ้งอวี่ลืมตาขึ้น ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “ไปเชิญสตรีผู้นั้นมา แต่ไม่ต้องพาบุตรทั้งสองมาด้วย ให้ส่งไปดูแลที่จวนให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ขบวนรถม้าขององค์รัชทายาทเปลี่ยนเส้นทางไปยังศาลประจำเมืองหลวงกะทันหัน ในครอบครัวสามคนที่เพิ่งถูกส่งไปจวนองค์รัชทายาท สตรีผู้นั้นก็ถูกเชิญออกมาร่วมเดินทางไปยังศาลด้วย ทำให้ทุกคนสับสน
หรือว่าศาลประจำเมืองหลวงจะทำงานได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แล้ว? ไม่ใช่ว่าท่านผู้ว่าการกำลังยุ่งมากกับการช่วยฮั่นหรงฟูเหรินสร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่หรอกหรือ?
ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วครึ่งเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว เมื่อจงเจิ้งอวี่มาถึงศาล ก็มีชาวบ้านที่รู้ข่าวมารวมตัวรอดูการพิจารณาคดีอยู่หน้าศาลเป็นจำนวนมาก
รถม้าของจงเจิ้งอวี่และรถม้าที่คุ้มกันสตรีผู้นั้นมาถึงพร้อมกัน จงเจิ้งอวี่ยังตั้งใจรออีกครู่หนึ่ง รอให้สตรีผู้นั้นลงจากรถม้าก่อน แล้วจึงนำคนเข้าประตูศาลไปพร้อมกัน
“ข้าน้อยคำนับองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!” ท่านผู้ว่าการกำลังรออยู่บนบัลลังก์พิจารณาคดี เมื่อเห็นจงเจิ้งอวี่พาคนเข้ามา จึงรีบลงมาคำนับทันที
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก ท่านผู้ว่าการ หลักฐานที่ข้าส่งคนมามอบให้ ท่านได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วหรือไม่?” จงเจิ้งอวี่ถาม
“ทูลองค์ชาย ข้าน้อยได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว เพียงแต่ว่าเถ้าแก่ร้านจือเป่าจายยืนกรานว่าพวกเขาไม่เคยออกใบรับรองค่าแรงเช่นนี้ ดังนั้นจึงได้ส่งคนไปเชิญองค์รัชทายาทมาร่วมฟังการพิจารณาคดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จงเจิ้งอวี่ก็ขมวดคิ้ว มองไปยังสตรีที่อยู่ด้านข้าง
สตรีผู้นั้นเห็นดังนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าทั้งสองคนทันที พลางร้องไห้พูดว่า “ข้าน้อยขอสาบานต่อฟ้า! ใบรับรองค่าแรงเหล่านั้นทางร้านจือเป่าจายจะออกให้คนงานทุกเดือนก่อนจ่ายค่าแรง หากท่านและองค์รัชทายาทไม่เชื่อ ก็ส่งคนไปค้นได้ ต้องมีร่องรอยหลงเหลืออยู่แน่ พวกเขาไม่มีทางจัดการได้เร็วขนาดนั้น!”
“นางคนเจ้าเล่ห์เจ้ากลนี่ช่างจิตใจชั่วร้ายนัก!” เสียงแปลกหน้าดังขึ้น จงเจิ้งอวี่เพิ่งสังเกตเห็นว่ายังมีชายแต่งกายหรูหราคุกเข่าอยู่ในศาล เขาชี้หน้าสตรีผู้นั้นแล้วด่าว่า “สามีเจ้าตายไปตั้งแต่ช่วงทุพภิกขภัยแล้ว หลังจากนั้นเจ้าก็เป็นโรคประสาท ตอนนี้มากล่าวหาร้านจือเป่าจายของข้า บอกว่าร้านข้าซ่อนสามีเจ้าไว้ เจ้ามีเจตนาอันใด!”
สตรีผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าไปมา คลานเข่าสองก้าวไปจับชายเสื้อของจงเจิ้งอวี่ อ้อนวอนว่า “องค์รัชทายาท มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะเพคะ แม้สามีคนแรกของข้าจะตายในช่วงทุพภิกขภัย แต่ข้าได้แต่งงานใหม่ และไม่ได้เป็นโรคประสาทแต่อย่างใด! สามีข้าเป็นคนต่างถิ่น ไม่มีญาติมิตรในท้องที่นี้ ตอนนั้นเขาเห็นข้าเป็นหญิงม่ายลำบาก จึงใช้เงินทั้งหมดที่มีมาสู่ขอ ข้าจึงแต่งงานกับเขา บัดนี้ก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว ทุกคนรู้ว่าข้าไม่เคยเป็นโรคประสาท และข้าก็มีสามี!”
จงเจิ้งอวี่ขมวดคิ้ว อดทนถามว่า “เพื่อนบ้านของเจ้ามีผู้ใดเคยเห็นสามีเจ้าบ้างหรือไม่?”
“ทูลองค์รัชทายาท นางคนเจ้าเล่ห์นี่อาศัยอยู่นอกเมือง จะมีเพื่อนบ้านที่ไหนกัน!” เถ้าแก่ร้านจือเป่าจายพูดอย่างดูแคลน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จงเจิ้งอวี่ก็หรี่ตาลง “ข้ารู้สึกแปลกใจ ในเมื่อสามีนางไม่เคยทำงานที่ร้านของเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องของนางละเอียดถี่ถ้วนนัก แม้แต่เรื่องที่สามีคนแรกตายในช่วงทุพภิกขภัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ยังรู้ ทั้งยังรู้ว่านางอาศัยอยู่นอกเมือง ไม่มีเพื่อนบ้าน”
เมื่อถูกจงเจิ้งอวี่พูดเช่นนั้น เถ้าแก่ร้านจือเป่าจายก็อึกอัก แล้วพูดติดอ่างว่า “นั่นก็…นั่นก็เพราะว่า นางคนเจ้าเล่ห์นี่มาเรียกร้องหาคนที่ร้านของพวกข้าหลายวันแล้ว ข้าน้อยจึงให้คนสืบประวัติของนาง ถึงได้รู้เรื่องเหล่านี้!”
“โอ้ เพียงไม่กี่วัน ก็สืบเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นได้ละเอียดถี่ถ้วนถึงเพียงนี้ เถ้าแก่ร้านจือเป่าจายช่างเก่งกาจนัก” จงเจิ้งอวี่พูดยิ้ม ๆ อย่างเย็นชา
ท่านผู้ว่าการยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน นี่มันเป็นการพิจารณาคดีของเขา หรือขององค์รัชทายาทกันแน่…
“ท่านผู้ว่าการ ในเมื่อสตรีท่านนี้ยืนกรานว่าในร้านจือเป่าจายยังมีใบรับรองค่าแรงเช่นนี้อยู่ ถ้าอย่างนั้นส่งคนไปค้นดูสักหน่อยเป็นอย่างไร?” จงเจิ้งอวี่กล่าว
ท่านผู้ว่าการถอนหายใจ ประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า “ก่อนที่องค์ชายจะพาผู้เสียหายมา ข้าน้อยได้ส่งคนไปค้นหาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”