ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 362 ข้าจะฆ่ามังกรร้ายทั้งหมดเพื่อเจ้า
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 362 ข้าจะฆ่ามังกรร้ายทั้งหมดเพื่อเจ้า
บทที่ 362 ข้าจะฆ่ามังกรร้ายทั้งหมดเพื่อเจ้า
เมื่อกลับถึงจวน เมิ่งฉีฮ่วนรีบวิ่งไปหาหลี่เยว่หานทันทีโดยไม่ทันได้เปลี่ยนชุด
คืนนั้นหลี่เยว่หานไม่ได้นอนเลย นางคอยช่วยหมอหญิงตรวจร่างกายบรรดาสตรีและช่วยฟางจื่อหลานตรวจสอบตัวตนของผู้ที่มารับคนกลับ เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วน ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดพลันผ่อนคลายลงทันที ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาไหลออกมา “เมิ่งฉีฮ่วน ในที่สุดท่านก็กลับมา!”
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นดังนั้นก็ไม่ทันได้พูดอะไร รีบโอบร่างนางเข้ามากอดไว้ กระซิบปลอบเบา ๆ “ขออภัย ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะจากไปนานขนาดนี้ ขออภัยที่ปล่อยให้เจ้าต้องเผชิญเรื่องมากมายเพียงลำพัง เป็นความผิดของข้าเอง ข้าสัญญาว่าจะไม่มีครั้งหน้าอีก”
หลี่เยว่หานไม่พูดอะไร เพียงซุกตัวร้องไห้สะอื้นในอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วน นางไม่ได้รู้สึกน้อยใจ ปีนี้สามีภรรยาทั้งสองแทบไม่ได้อยู่ด้วยกัน จริง ๆ แล้วหลี่เยว่หานชินกับการที่เมิ่งฉีฮ่วนไม่อยู่ข้างกาย และการที่ต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง
แต่เหตุการณ์เมื่อคืนกระทบกระเทือนจิตใจนางมากเกินไป หากไม่ใช่เพราะฟางจื่อหลานได้รับข่าวและรีบมาที่จวนขุนพลคอยอยู่เป็นเพื่อนนาง คืนนั้นนางอาจจะทนไม่ไหว
การได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ไม่สะเทือนใจเท่ากับการได้เห็นสภาพของเหล่าสาว ๆ ด้วยตาตนเอง หากไม่ใช่เพราะนึกถึงลูกในท้อง หลี่เยว่หานคิดว่าแม้ฟางจื่อหลานจะอยู่เป็นเพื่อน นางก็อาจจะทนไม่ไหวเช่นกัน
“เสี่ยวเมิ่ง เยว่หานไม่ได้นอนทั้งคืน นางกำลังท้องแฝด ไม่ควรเหนื่อยมากเช่นนี้ ข้าพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไรนางก็ไม่ฟัง เจ้ารีบพานางไปพักผ่อนเถอะ” ฟางจื่อหลานเห็นสภาพของสามีภรรยาทั้งสองก็น้ำตาคลอ เป็นห่วงสุขภาพของหลี่เยว่หาน จึงเอ่ยปากให้เมิ่งฉีฮ่วนพาหลี่เยว่หานไปพักก่อน “ที่นี่เหลือเพียงเจ็ดแปดคนเท่านั้น อีกทั้งยังมีคนขององค์รัชทายาทมาช่วย มีข้าคอยดูแลก็พอแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนท่านป้าด้วย” เมิ่งฉีฮ่วนจูงมือหลี่เยว่หาน หลังจากคำนับลาฟางจื่อหลานแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็โอบร่างนางออกไปอย่างไม่เกรงใจ
เมื่อกลับมาถึงเรือนเล็กของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนสั่งให้หมิงจูนำน้ำร้อนมา เช็ดหน้า ล้างมือ ล้างเท้าให้หลี่เยว่หานอย่างพิถีพิถัน จากนั้นก็ช่วยนางถอดเสื้อคลุมและพาเข้านอน ส่วนเขานั่งพิงขอบเตียง มองดูหลี่เยว่หานที่ทำหน้าน้อยใจ “เจ้ารีบนอนเถอะ อย่ามองข้าเลย”
“ไม่ได้ ถ้าข้าไม่มองท่าน พอข้าตื่นมาท่านก็จะกลับค่ายทหารไปอีกแล้ว” หลี่เยว่หานพูดพลางซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอกของเมิ่งฉีฮ่วน
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าส่วนที่อ่อนโยนที่สุดในหัวใจถูกกระแทกอย่างแรง มองดูหญิงสาวตัวน้อยที่กำลังมุดเข้ามาในอ้อมอก แล้วยกมือลูบศีรษะนาง พลางพูดเสียงนุ่มนวล “คราวนี้ข้ากลับมาจะอยู่นานหน่อย ไม่ได้จากไปทันทีหรอก”
“ถ้าท่านไม่อยู่ในค่ายทหาร จะไม่เกิดเรื่องหรือ” หลี่เยว่หานเงยหน้ามองเขาแล้วถาม
“ก่อนที่ข้าจะจากมา ข้าได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เฮ่อเจิ้งเทียนอยู่ที่ค่ายทหาร หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินใด ๆ เขาก็รับมือได้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางตบไหล่หลี่เยว่หานเบา ๆ ปลอบว่า “รีบนอนเถอะ พอตื่นขึ้นมาข้าจะพาเจ้าเข้าวัง”
“ก็ควรจะเข้าวังแล้ว” หลี่เยว่หานกัดฟัน “เรื่องที่พาหญิงสาวมากมายออกมาจากวังใต้ดินของร้านหรูอี้เก๋อคงจะแพร่เข้าไปในวังแล้ว ข้าสั่งให้คนในเมืองหลวงเผยแพร่ข่าวนี้อย่างกว้างขวาง กลัวว่าจะมีคนไม่รู้เรื่อง”
เมื่อเห็นท่าทางเกลียดชังความชั่วร้ายของนาง มุมปากของเมิ่งฉีฮ่วนก็ยกยิ้ม กล่าวว่า “คนที่ควรรู้ก็รู้กันหมดแล้ว ตอนนี้ก็รอให้วีรบุรุษอย่างเจ้าไปปราบมังกรร้ายเท่านั้น!”
แต่ก่อนตอนอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น เวลาหลี่เยว่หานกล่อมหลิงซีนอน มักจะเล่านิทานเรื่องวีรบุรุษปราบมังกรร้ายช่วยเจ้าหญิงให้ฟัง เมิ่งฉีฮ่วนก็มักจะได้ยินบ่อย ๆ บัดนี้เมื่อหลี่เยว่หานได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของเมิ่งฉีฮ่วน จึงอดไม่ได้ที่จะหุบยิ้มพลางถามว่า “ในสายตาท่าน ข้าเป็นวีรบุรุษหรือ?”
“ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “แต่ข้าหวังมากกว่าว่าเจ้าจะเป็นเจ้าหญิงที่ไม่ถูกมังกรร้ายจับตัวไป เพื่อเจ้า ข้าพร้อมจะปราบมังกรร้ายทั้งหมดในใต้หล้า”
หลี่เยว่หานหลับไปในที่สุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ข้างกายหรือไม่ นางจึงหลับสนิทมาก เมื่อตื่นขึ้นมาก็ผ่านยามอู่ไปแล้ว ข้างกายไม่มีเงาของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานรู้สึกใจหาย พลิกตัวลงจากเตียง แล้วเปิดประตูห้องนอนออกไปโดยไม่ทันได้สวมรองเท้า
“ท่านหญิง!” หมิงจูที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตกใจ รีบย่อตัวคำนับ
“เหตุใดถึงวิ่งออกมาโดยไม่สวมรองเท้า” เมิ่งฉีฮ่วนกำลังคุยกับคนอยู่ในห้องรับรอง เมื่อได้ยินเสียงของหมิงจูก็รีบเดินออกมา เห็นหลี่เยว่หานยืนอยู่หน้าประตูห้องด้วยผมเผ้ายุ่งเหยิง จึงไม่พูดพร่ำทำเพลง ทิ้งเวินเทียนเหล่ยไว้ในห้องรับรอง แล้วรีบจูงมือหลี่เยว่หานกลับห้อง พลางปิดประตูห้องตามหลัง
หลี่เยว่หานนั่งอยู่ตรงขอบเตียง มองดูเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังล้างเท้าให้ตน รู้สึกเขินอายเล็กน้อย “ข้าตื่นขึ้นมาไม่เห็นท่าน นึกว่าท่านจากไปอีกแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เมิ่งฉีฮ่วนอดยิ้มไม่ได้ “ข้าจะไม่แอบจากไป หากจะไปก็ต้องให้เจ้าพยักหน้าก่อน”
“รักษาคำพูดนะ?”
“รักษาสิ รักษาแน่นอน!” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางวางเท้าของหลี่เยว่หานบนตักของตนเพื่อเช็ดให้แห้ง สวมถุงเท้าและรองเท้าให้ จากนั้นก็ล้างมือ แล้วเริ่มหวีผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หลี่เยว่หาน
เมื่อเห็นท่าทางคล่องแคล่วของเขา หลี่เยว่หานอดยิ้มกว้างไม่ได้ “แม้ว่าฝีมือหวีผมของท่านจะไม่เป็นเรื่อง แต่ท่าทางนุ่มนวลดีนี่!”
เมิ่งฉีฮ่วนพูดเรียบ ๆ “อย่างที่เจ้าว่า ฝีมือข้าไม่ได้เรื่อง แต่ชนะตรงที่เบามือ แม้แต่มู่ชวนยังสู้ข้าไม่ได้ ก็ก่อนจะได้แต่งกับเจ้า ข้าเป็นคนหวีผมให้หลิงซีเป็นส่วนใหญ่”
เมื่อพูดถึงพี่น้องทั้งสอง หลี่เยว่หานอดถอนหายใจไม่ได้ “ฝ่าบาทมีรับสั่งหรือไม่ว่าจะให้รับเด็กทั้งสองกลับเมื่อใด?”
“ยังไม่มี แต่คงไม่นานแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนเตือนหลี่เยว่หานล่วงหน้า “ช่วงเช้านี้เจ้าหลับอยู่ จึงไม่รู้ว่าราชสำนักได้ยึดกิจการของตระกูลชุยไปหลายแห่ง อีกทั้งยังพบห้องลับที่เก็บทองคำ เงิน และอัญมณีถึงสามห้อง รวมกันแล้วมากกว่าคลังหลวงเสียอีก”
หลี่เยว่หานได้ยินดังนั้นก็แปลกใจ “มากขนาดนั้นเชียว? ไหนว่าทรัพย์สินของชุยกุ้ยเฟยล้วนรายงานต่อกรมคลัง บางส่วนยังให้กรมคลังช่วยดูแลด้วยไม่ใช่หรือ?”
“ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “เจ้าคงเข้าใจเรื่องบัญชีสองชั้น บัญชีที่รายงานกับบัญชีจริงย่อมต่างกัน อีกอย่าง ชุยกุ้ยเฟยเป็นเพียงหน้าฉากเท่านั้น แม้ตระกูลชุยจะไม่ได้เข้าราชสำนัก แต่รากเหง้าใหญ่โต ทำธุรกิจทุกแขนง หากครั้งนี้พวกเขาไม่คิดจะเล่นงานร้านจือเป่าจายของเจ้า เรื่องคงไม่แดงขึ้นมา”
ได้ยินถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็มองเมิ่งฉีฮ่วนในกระจกอย่างว่องไว “ที่พวกเขาเล็งร้านจือเป่าจาย เป็นการจงใจของท่านใช่หรือไม่?”
เมิ่งฉีฮ่วนสะอึกกับคำพูดนั้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างเก้อเขิน “ปิดบังอะไรเจ้าไม่ได้เลยจริง ๆ ข้าจงใจ แต่ข้าไม่รู้ว่าใต้ร้านหรูอี้เก๋อมีวังใต้ดิน และไม่รู้ว่าตระกูลชุยจะกล้าถึงเพียงนี้ มิเช่นนั้นข้าไม่มีทางดึงเรื่องนี้มาที่ร้านจือเป่าจายแน่”
“เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “ข้าแปลกใจมาตลอด ร้านจือเป่าจายทำธุรกิจแบบเรื่อย ๆ ในขณะที่ร้านหรูอี้เก๋อซึ่งทำธุรกิจเครื่องประดับเหมือนกันกลับเป็นร้านที่ค้าขายดีที่สุดในเมืองหลวง หากจะควบรวมกิจการก็คงไม่สนใจร้านเล็ก ๆ อย่างจือเป่าจาย บัดนี้ท่านบอกว่าเป็นการจัดการของท่าน ข้าก็สบายใจแล้ว”