ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 365 ความตายของนางชุย
บทที่ 365 ความตายของนางชุย
ตระกูลกงเป็นบ้านเกิดของมารดานางชุย กงหย่าทั่ว อดีตพระชายาองค์รัชทายาทเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลกง เนื่องจากมารดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัย นางชุยรู้สึกสงสารหลานสาวคนนี้ จึงมักเรียกนางเข้าวังมาพูดคุยด้วยกันอยู่เสมอ
จงเจิ้งเซวียนเคยขอร้องนางชุยให้จัดการเรื่องงานแต่งงานกับกงหย่าทั่ว เพราะกงหย่าทั่วไม่เพียงมีตระกูลกงหนุนหลัง ยังมีจวนซิงกั๋วอีกด้วย แต่นางชุยไม่ยินยอม นางรู้ว่าจงเจิ้งเซวียนมีความทะเยอทะยานสูง แม้หลายปีมานี้จะแสร้งทำเป็นคนมั่งมีที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เขาก็ไม่เคยหยุดการวางแผน
นางสงสารกงหย่าทั่วที่กำพร้ามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย จึงไม่อยากให้นางถูกจงเจิ้งเซวียนใช้ประโยชน์
น่าเสียดายที่ภายหลังเกิดความผิดพลาด กงหย่าทั่วได้พบกับองค์รัชทายาทจงเจิ้งเสียนโดยบังเอิญ ทั้งสองตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ สุดท้ายนางก็ได้แต่งเข้าราชวงศ์
หลังจากนั้นนางชุยก็ไม่เคยเรียกกงหย่าทั่วเข้าวังอีกเลย ท่าทีที่มีต่อตระกูลกงก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนคิดว่านางชุยแค้นใจที่กงหย่าทั่วเลือกจงเจิ้งเสียนแทนที่จะเป็นจงเจิ้งเซวียน มีเพียงนางชุยที่รู้ ว่านางตั้งใจถอยห่างจากตระกูลกง เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะปกป้องตระกูลกงไม่ให้ถูกจงเจิ้งเซวียนใช้ประโยชน์
น่าเสียดายที่จงเจิ้งเสียนกลายเป็นหนามในตาของผู้คนมากมายเพราะลัญจกรหยก แม้เขาจะเป็นรัชทายาทแล้ว แต่ก็ยังมีคนบุกเข้าจวนองค์รัชทายาทในยามค่ำคืนอยู่เรื่อย ๆ ถึงขนาดวางยาพิษกงหย่าทั่วตอนที่กำลังตั้งครรภ์หลิงซี จนทำให้หลิงซีเกิดมาพร้อมกับพิษในร่างกาย
ต่อมาจวนองค์รัชทายาทเกิดเพลิงไหม้ในคืนหนึ่ง ผลการสืบสวนของทางการระบุว่าสำนักยุทธภพแอบเข้ามาขโมยของมีค่าในจวนองค์รัชทายาทไม่สำเร็จ จึงโกรธแค้นและวางเพลิง แม้พระชายาองค์รัชทายาทจะหนีออกมาได้ แต่ก็ถูกคนร้ายเผาทั้งเป็นที่วัดร้างนอกเมือง ส่วนพระราชนัดดาทั้งสองหายสาบสูญ กลายเป็นคดีที่ไม่มีคำตอบ
ไม่นานหลังจากนั้น อนุธิดาตระกูลกงได้เข้าจวนองค์ชายรองเป็นอนุภรรยา จวนซิงกั๋วประกาศตัดขาดกับตระกูลกงอย่างเปิดเผย นับแต่นั้นมาตระกูลกงก็เก็บตัวเงียบ มีเพียงนางชุยที่รู้ว่าตระกูลกงที่นางพยายามตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด ได้กลายเป็นสมุนของจงเจิ้งเซวียนไปเสียแล้ว…
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ นางชุยก็ถอนหายใจยาว ดวงตาแดงเรื่อ “โชคชะตาช่างเล่นตลก ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเช่นนี้ ตอนแรกข้าคิดว่าข้าสามารถหยุดเซวียนเอ๋อร์ได้ แต่หลังจากเรื่องของหย่าทั่ว ข้าถึงเข้าใจว่าเซวียนเอ๋อร์นั้นเป็นคนเย็นชาและไร้ความรู้สึกแต่กำเนิด เมื่อเขาต้องการใช้ประโยชน์จากข้า ข้าก็คือพระมารดาของเขา แต่เมื่อเขาไม่ต้องการข้าแล้ว ข้าก็เป็นเพียงนางชุย เพราะข้าไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดเขา”
“พระสนมทราบหรือไม่ว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงไม่แต่งตั้งองค์ชายรองเป็นองค์รัชทายาท” ระหว่างที่พูดคุยกัน พวกเขามาถึงหน้าประตูกรมพระราชวงศ์แล้ว ก่อนลงจากรถม้า เมิ่งฉีฮ่วนก็ถามคำถามนี้ขึ้นมา
ไม่รอให้นางชุยตอบ เมิ่งฉีฮ่วนก็เปิดประตูรถม้าก่อน จูงมือหลี่เยว่หานลงจากรถ แล้วยืนรอนางชุยอยู่หน้ารถ
แต่นางชุยกลับไม่ออกมา หลี่เยว่หานยืนเงียบอยู่ข้างเมิ่งฉีฮ่วน ในใจพอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในรถ รู้สึกอึดอัดใจ
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจแล้วสั่งคนข้างกายว่า “ไปนำร่างของนางชุยลงมาเถิด”
นางชุยสิ้นใจแล้ว
ที่หน้าประตูกรมพระราชวงศ์
ตอนที่นางออกจากวัง นางได้ซ่อนปิ่นปักผมไว้ในแขนเสื้อ เมื่อรถม้าหยุดที่หน้ากรมพระราชวงศ์ หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานลงจากรถไปแล้ว นางก็ใช้ปิ่นแทงเข้าที่ลำคอของตนเอง สิ้นใจในรถม้า
เมื่อข่าวถูกส่งเข้าวัง ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมองไปทางตำหนักกว่างหยาง เงียบไปนาน สุดท้ายฮองเฮาจึงออกพระบัญชา แม้นางชุยจะมีความผิดติดตัว ตามกฎไม่สามารถฝังในสุสานหลวงได้ แต่เนื่องจากนางรับใช้ฮ่องเต้มาหลายปี และมีความดีความชอบที่เลี้ยงดูองค์ชายรองมา จึงให้ฝังในสุสานหลวงตามฐานะพระสนม พระราชทานพระนามว่าซิน
เกิดเรื่องมากมายในวันเดียว เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนพาหลี่เยว่หานกลับมาที่จวนขุนพล นางยังไม่เลิกคิดถึงเรื่องของพระสนมซินผู้ล่วงลับ ในหัววนเวียนอยู่กับภาพที่อีกฝ่ายนั่งพูดจาอ่อนโยนในรถม้า และคำถามที่เมิ่งฉีฮ่วนถามพระสนมซิน
ใช่แล้ว แคว้นตงฮั่นยึดถือการสืบทอดตำแหน่งจากบุตรชายคนโตของพระชายาเอก เมื่อไม่มีองค์ชายใหญ่แล้ว ตำแหน่งองค์รัชทายาทควรตกเป็นขององค์ชายรอง แต่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลับแต่งตั้งองค์ชายสาม
เพราะเหตุใดกัน?
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นหลี่เยว่หานดูเหม่อลอย รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ จึงบีบแก้มนางเบา ๆ พลางกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระมารดาของจงเจิ้งเซวียนคือผู้ใด?”
“ข้าไม่ทราบ…” หลี่เยว่หานส่ายหน้า
เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวว่า “เป็นสาวใช้ล้างเท้าในตำหนักกว่างหยาง หลังจากคลอดจงเจิ้งเซวียน นางก็ถูกประหารอย่างลับ ๆ นั่นจึงเป็นเหตุให้เขาถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างกายนางชุยมาตลอด และเพราะการประหารพระมารดาของจงเจิ้งเซวียนนี่เอง ฮ่องเต้จึงไม่มีทางแต่งตั้งเขาเป็นองค์รัชทายาทได้”
“แต่… เพราะเหตุใดหรือ?” หลี่เยว่หานยังคงไม่เข้าใจ
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นนางทำท่าจะถามให้ถึงที่สุด จึงต้องอธิบายอย่างอดทนว่า “พระมารดาของจงเจิ้งเซวียนมีฐานะต่ำต้อย หลังจากเขาเกิด ฮ่องเต้ก็สั่งประหารพระมารดาของเขาทันที หากเขาได้ขึ้นครองตำแหน่งองค์รัชทายาท แคว้นตงฮั่นก็จะเกิดความวุ่นวายอย่างรวดเร็ว และจะมีผู้คนล้มตายมากมาย”
หลังจากฟังคำอธิบายของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานเข้าใจได้เพียงครึ่งเดียว แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรอีก
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา เมืองหลวงเกิดความวุ่นวายขึ้น จงเจิ้งเซวียนหายตัวไป พรรคพวกของเขาถูกสืบพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีวังลับใต้ดินของร้านหรูอี้เก๋อ และ ‘ฮ่องเต้’ ในวังลับใต้ดินของร้านหรูอี้เก๋อถูกกัวหรูหานชี้ตัวว่าเป็นองค์ชายรองจงเจิ้งเซวียน
ยิ่งไปกว่านั้น องค์หญิงเยว่เหยาก็เป็นผู้เสียหายด้วย จงเจิ้งเซวียนไม่ละเว้นแม้แต่น้องสาวของตัวเอง ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงพิโรธอย่างมาก จึงมีรับสั่งให้ถอดยศจงเจิ้งเซวียนเป็นสามัญชน ประหารทั้งตระกูลชุย ร้านหรูอี้เก๋อถูกทำลายในคืนเดียว ไม่เหลือร่องรอย
แม้ว่าดูภายนอกเหมือนทุกอย่างจะจบลงแล้ว
แต่เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานต่างรู้ดีว่า จงเจิ้งเซวียนจะต้องกลับมาแก้แค้นในไม่ช้า
ในช่วงนี้ จงเจิ้งอวี่มาที่จวนขุนพลบ่อยครั้ง ปรึกษาหารือกับเมิ่งฉีฮ่วนในห้องหนังสือ พอปิดประตูก็ใช้เวลาครึ่งวัน หลี่เยว่หานไม่ได้เร่งหรือถามอะไร นางอยู่กับฟางจื่อหลานและคุณหนูหลานคอยดูแลเหล่าหญิงสาวที่ยังพักอยู่ที่จวนขุนพล แต่ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง
เหล่าหญิงสาวที่พวกนางช่วยออกมาจากร้านหรูอี้เก๋อ หลังจากกลับบ้านไปก็ทยอยมีข่าวการตาย อย่างต่อเนื่อง จวนหลายแห่งในเมืองหลวงต่างจัดงานศพ
แม้แต่กัวหรูหานซึ่งเป็นคนเดียวที่ฟื้นคืนสติ หลังจากชี้ตัวจงเจิ้งเซวียนจากภาพวาดแล้ว ก็ถูกคนตระกูลกัวพากลับบ้าน วันรุ่งขึ้นถูกพบว่าผูกคอตาย
องค์หญิงเยว่เหยาถูกจงเจิ้งอวี่พากลับมาดูแลที่จวน เด็กในท้องถูกขับออกด้วยยาถ้วยหนึ่ง แม้จะได้รับการดูแลอย่างดี แต่สติสัมปชัญญะก็ไม่มีทางกลับมาเป็นปกติ
ส่วนหญิงสาวทั้งเจ็ดที่ครอบครัวไม่ยอมรับ พักรักษาตัวอยู่ในจวนขุนพล ถอนพิษยาห้าหิน ทุกวันจะได้ยินเสียงร้องครวญครางดังมาจากห้องรับรอง หลี่เยว่หานจึงพบว่าน้ำพุจิตวิญญาณไม่ได้วิเศษไปเสียทุกอย่าง
อย่างน้อย มันก็ไม่สามารถทำให้คนที่เสียสติฟื้นคืนสติได้ และไม่สามารถลบความอัปยศในอดีตของพวกนางได้
ด้วยเหตุนี้ หลี่เยว่หานจึงร้องไห้ไปหลายครั้ง
หลายวันผ่านไป วันนี้หลังจากที่เมิ่งฉีฮ่วนและจงเจิ้งอวี่ปรึกษางานในห้องหนังสือเสร็จแล้ว ก็บอกหลี่เยว่หานว่าเขาจะออกไปข้างนอกสักสองสามวัน หลี่เยว่หานตกใจทันที
“ท่านจะออกไปรบใช่หรือไม่!” หลี่เยว่หานจับมือเมิ่งฉีฮ่วนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เมิ่งฉีฮ่วนปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่เป็นอะไรหรอก อีกอย่างจะมีศึกหรือไม่ก็ยังไม่แน่”
หลี่เยว่หานไม่สนใจฟังเหตุผลใด ๆ รีบหยิบลัญจกรหยกออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยัดใส่มือเมิ่งฉีฮ่วน “ข้ารู้ว่าท่านต้องไป แต่ข้าก็กลัวท่านจะได้รับบาดเจ็บหรือตกอยู่ในอันตราย ท่านต้องพกสิ่งนี้ไปด้วย หากมีอันตรายก็…”
คำพูดที่เหลือไม่ได้เอ่ยออกมา เพราะเมิ่งฉีฮ่วนก้มหน้าลงมาปิดริมฝีปากนางด้วยจุมพิตเสียแล้ว…