ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 364 ชุยกุ้ยเฟย
บทที่ 364 ชุยกุ้ยเฟย
เรื่องวังลับใต้ดินของร้านหรูอี้เก๋อสร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั่ว ไม่เพียงแต่ร้านหรูอี้เก๋อจะถูกค้น แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ของตระกูลชุยในเมืองหลวงก็ถูกทางการสั่งปิด ชุยกุ้ยเฟยถูกกักบริเวณที่ตำหนักกว่างหยาง เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนตระกูลชุยไม่มีเวลาตั้งตัว สมาชิกสิบกว่าคนถูกจับขังคุกในคราวเดียว
หลังจากฟางจื่อหลานไปพักผ่อน เมิ่งฉีฮ่วนฝากให้เวินเทียนเหล่ยและคุณหนูหลานดูแลเหล่าหญิงสาวที่พักอยู่ในจวนขุนพล แล้วรีบพาหลี่เยว่หานเข้าวัง
ณ ห้องทรงพระอักษร
“เยว่หาน เจ้าทำเรื่องใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั้งแผ่นดินเข้าแล้ว!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมองหลี่เยว่หานที่ยืนอยู่ข้างเมิ่งฉีฮ่วนแล้วถอนหายใจ “คุณหนูจากตระกูลขุนนางกว่ายี่สิบคน เจ้าตามหาพบทั้งหมด!”
“ทูลฝ่าบาท ไม่ใช่หม่อมฉันที่พบพวกนาง แต่เป็นองค์รัชทายาทที่พบ หม่อมฉันเพียงรับพวกนางมาพักที่จวนชั่วคราว ให้ท่านป้าของหม่อมฉันช่วยพิสูจน์ตัวตน แล้วแจ้งไปยังจวนต่าง ๆ แต่ละจวนก็มารับคุณหนูของตนกลับไปในคืนนั้น ตอนนี้เหลือเพียงแปดคนที่ยังอยู่ในจวน เพราะครอบครัวของพวกนางยืนยันว่าบุตรสาวตายไปแล้ว ไม่ยอมรับบุตรสาวที่มีสติไม่สมประกอบ”
หลี่เยว่หานบอกความจริงโดยยกความดีความชอบให้จงเจิ้งอวี่ และร้องขอความเป็นธรรมให้เหล่าสตรีที่ครอบครัวไม่ยอมรับกลับ
“อวี่เอ๋อร์ทำได้ดีในครั้งนี้” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นพยักหน้า สายตามองไปยังเมิ่งฉีฮ่วน “เจ้าก็ทำได้ดีเช่นกัน”
ในฐานะผู้ครองบัลลังก์ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นย่อมเห็นได้ชัดว่าการที่เรื่องนี้ถูกเปิดโปง เมิ่งฉีฮ่วนมีส่วนสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เมิ่งฉีฮ่วนไม่กล้ารับความดีความชอบ “ฝ่าบาท ตอนที่กระหม่อมออกแบบมงกุฎเจ็ดสมบัติ กระหม่อมไม่รู้เลยว่าใต้ร้านหรูอี้เก๋อมีวังลับ”
“ถ้าเจ้ารู้แล้วยังทำเช่นนั้น เจ้าก็คงเป็นสัตว์ร้ายไปแล้ว” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลอกตา จากนั้นหันไปมองจงเจิ้งอวี่ พลางกล่าวว่า “อวี่เอ๋อร์ เรื่องนี้เกี่ยวพันกว้างขวาง เจ้ามั่นใจหรือว่าจะจัดการได้ในคราวเดียว?”
“ทูลเสด็จพ่อ” จงเจิ้งอวี่ตอบ “หากเสด็จพ่อยอมมอบอำนาจให้ ลูกรับรองว่าจะจัดการได้”
“อำนาจทางทหาร?” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเลิกคิ้ว
“พ่ะย่ะค่ะ” จงเจิ้งอวี่ตอบอย่างจริงจัง “ท่านพี่รองมีกองกำลังส่วนตัวกว่าสองแสนนาย ลูกย่อมไม่คิดเปิดศึกสงครามบนแผ่นดินของตัวเอง แต่ตอนนี้ท่านพี่รองระแวดระวังมาก หากพวกเรามีความเคลื่อนไหวใด ๆ เขาอาจคิดกบฏก็ได้ ลูกขออำนาจทางทหารเพียงเพื่อข่มขู่ท่านพี่รอง ไม่ได้ต้องการทำสงครามกับเขา”
หลังจากได้ยินคำพูดนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจ้องมองจงเจิ้งอวี่อย่างลึกซึ้งเป็นเวลานาน ก่อนจะโบกมือช้า ๆ แล้วกล่าวว่า “ค่ายทหารชานเมืองมีทหารสามแสนนาย เมิ่งเหวินจั๋วเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าจงไปจัดการร่วมกับเขาเถิด”
“แล้วชุยกุ้ยเฟยกับตระกูลชุยเล่าพ่ะย่ะค่ะ?” จงเจิ้งอวี่ไม่กลัวตายจึงถามต่ออีก
“ประหารทันที!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแสดงสีหน้าเคร่งขรึม แววตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
หลังจากพูดจบ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมองไปยังเมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนเงียบมาตลอด แล้วพูดขึ้นทันทีว่า “เมิ่งเหวินจั๋ว เจ้ากับภรรยาจงไปจับตัวสตรีตระกูลชุยในวังหลังส่งไปยังกรมพระราชวงศ์เถิด”
เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะเยาะ “กระหม่อมขอปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าอย่าทำเช่นนี้ ตอนนี้มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ทำเรื่องนี้ได้!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นโกรธจนต้องตบโต๊ะ
“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมก็ไม่ทำ” เมิ่งฉีฮ่วนยังคงปฏิเสธ “เพราะภรรยาของกระหม่อมกำลังตั้งครรภ์ กระหม่อมไม่วางใจ!”
“ข้าจะส่งกองทหารองครักษ์ไปกับเจ้า!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแสดงสีหน้าเจ็บปวด
“ตกลงพ่ะย่ะค่ะ!” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า แล้วค้อมกายคำนับฮ่องเต้หลิงอวิ๋น “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถึงได้รู้ตัวว่าถูกเมิ่งฉีฮ่วนวางแผนเอาไว้ จึงโกรธจนตัวสั่น สุดท้ายได้แต่พูดอย่างจนปัญญาว่า “ไม่รู้ว่าไอ้เด็กบ้านี่เอาความคิดแบบนี้มาจากไหน!”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้พูดอะไรมาก หลังจากรับตราประจำตัวกองทหารองครักษ์จากมือฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแล้ว ก็มอบตราประจำตัวของค่ายทหารชานเมืองให้จงเจิ้งอวี่ จากนั้นจูงมือหลี่เยว่หานทูลลาฮ่องเต้ นำกองทหารองครักษ์บุกเข้าวังหลัง จับตัวชุยกุ้ยเฟยออกมาจากตำหนักกว่างหยาง
ชุยกุ้ยเฟยดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีคนมาจับตัวนาง เมื่อกองทหารองครักษ์เข้ามาในตำหนักกว่างหยาง นางได้ถอดอาภรณ์หรูหราและปิ่นปักผมออกแล้ว สวมใส่เพียงชุดธรรมดารออยู่ในตำหนัก เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หาน นางถึงกับยิ้มให้ ไม่พูดอะไรสักคำ แล้วเดินตามกองทหารองครักษ์ออกจากวังไป
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ให้ชุยกุ้ยเฟยนั่งรถนักโทษ แต่พานางขึ้นรถม้า โดยมีกองทหารองครักษ์ล้อมรถม้าอย่างแน่นหนาจนน้ำไม่รั่ว ค่อย ๆ มุ่งหน้าไปยังกรมพระราชวงศ์
“นึกถึงตอนนั้น ข้าก็เคยนั่งรถม้าแบบนี้เข้าวังเช่นกัน” ตอนออกจากประตูวัง ชุยกุ้ยเฟยเลิกม่านรถม้าขึ้น บนใบหน้ามีรอยยิ้มจาง ๆ มองดูรถม้าที่แล่นออกจากประตูวัง แล้วถอนหายใจพลางปล่อยม่านลง “ยี่สิบกว่าปีผ่านไปในพริบตา ในที่สุดข้าก็ได้ออกมาอีกครั้ง”
“เสียใจหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนถามขึ้นอย่างกะทันหัน
“เจ้าถามอะไรข้า?” ชุยกุ้ยเฟยย้อนถาม บนใบหน้ามีรอยยิ้ม
หลี่เยว่หานกลับโกรธจัด “วังใต้ดินที่ร้านหรูอี้เก๋อ เจ้าไม่รู้เรื่องเลยหรือ?”
“ข้ารู้แล้วอย่างไร” ชุยกุ้ยเฟยยิ้มจาง ๆ พลางกล่าวว่า “เรื่องเช่นนี้ ข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะห้าม ดูเหมือนข้าจะเป็นกุ้ยเฟยที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในวังหลวง แต่ความจริงแล้วใครจะรู้ ฝ่าบาททอดทิ้งข้ามาเกือบสิบปีแล้ว”
“…” ก่อนหน้านี้หลี่เยว่หานเห็นชุยกุ้ยเฟยในมาดที่ไม่เป็นมิตรและไม่สนใจผู้อื่นเสมอมา แต่ชุยกุ้ยเฟยที่เรียบง่ายและเป็นกันเองตรงหน้านี้… หรือจะเรียกว่านางชุย นับเป็นครั้งแรกที่หลี่เยว่หานได้เห็น ชั่วขณะนั้นหลี่เยว่หานไม่รู้จะพูดอะไรดี
“พระสนมทรงเป็นหุ่นเชิดมาหลายปี บัดนี้การเลี้ยงพิษย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ไม่คิดจะแก้ต่างให้ตัวเองบ้างหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนถามอย่างใจเย็น
นางชุยยิ้มอย่างสงบ “ไม่มีอะไรต้องแก้ต่าง ตั้งแต่แรกข้าก็ห้ามเซวียนเอ๋อร์ไม่ได้ สถานการณ์วันนี้ ข้าคาดการณ์ไว้แล้ว ช่วงเช้าเซวียนเอ๋อร์เข้าวังมาขอพบข้า แต่ถูกทหารองครักษ์กันไว้ข้างนอก คงจะรีบออกจากเมืองหลวงไปแล้ว พวกเจ้าสองสามีภรรยาแทนที่จะถามเรื่องไม่สำคัญพวกนี้กับข้า สู้ช่วยอวี่เอ๋อร์คิดดีกว่าว่าจะหยุดเซวียนเอ๋อร์ไม่ให้นำทัพมาโจมตีเมืองหลวงได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ้ม “ดูเหมือนพระสนมจะทรงทราบทุกอย่างแล้ว”
“เป็นมารดาของเขามาหลายปี นิสัยของเด็กคนนี้ ข้าค่อนข้างเข้าใจดี” นางชุยยิ้มพลางกล่าว “น่าเสียดายที่เด็กคนนี้ไม่ฟังคำทัดทาน สามปีก่อนวางแผนฆ่าพี่ชายใหญ่ของเขา คิดว่าในฐานะองค์ชายรองจะได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาทอย่างราบรื่น แต่ไม่คิดว่าจิ้งจอกเฒ่าหลิงอวิ๋นจะกดไว้สามปี สุดท้ายกลับแต่งตั้งองค์ชายสาม นี่ไม่ต่างอะไรกับการยั่วยุเซวียนเอ๋อร์”
เมื่อได้ยินนางพูดถึงโศกนาฏกรรมของจงเจิ้งเสียนเมื่อสามปีก่อน เมิ่งฉีฮ่วนมีสีหน้าเคร่งขรึม แล้วถามว่า “พระสนมทรงทราบหรือไม่ว่าชายาขององค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์อย่างไร”
“ได้ยินว่าถูกเผาตายในวัดร้างนอกเมือง” นางชุยกล่าวเรียบ ๆ
“ไม่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เมื่อสามปีก่อน ชายาขององค์รัชทายาทพาบุตรชายและบุตรสาวหนีออกจากเมืองหลวงอย่างยากลำบาก แต่เพราะถูกวางยาพิษในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้นางไม่มีเรี่ยวแรงจะหนีต่อไป จึงฝากลูกไว้กับแม่นม ให้แม่นมมาตามหาข้า แม่นมผู้นั้นบอกข้าว่าชายาขององค์รัชทายาทยอมเป็นเหยื่อล่อคนร้ายกว่าสิบคนเข้าไปในวัดร้าง และถูกย่ำยีจนสิ้นใจ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าเรียบเฉยของนางชุยก็เริ่มมีรอยร้าว “ไม่… สิ่งที่เจ้าพูดไม่เป็นความจริง…”
“สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงทั้งหมด” เมิ่งฉีฮ่วนมองนางชุยด้วยสีหน้าเยาะเย้ย “เจ้าเพียงแค่ไม่อยากยอมรับเท่านั้น ในเมื่อชายาของอดีตองค์รัชทายาทเคยเป็นหลานสาวที่เจ้ารักที่สุด”