ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 370 ช่วยนางขอพระบรมราชานุญาต
บทที่ 370 ช่วยนางขอพระบรมราชานุญาต
“ข้าเป็นผู้พิพากษาคดีนี้ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่สตรีจะมาก้าวก่ายได้” ท่านผู้ว่าการกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “คดีนี้มีจุดน่าสงสัยอยู่มากมาย บัญชีของหมู่บ้านผู้อพยพก็ซับซ้อน ต้องใช้เวลาตรวจสอบ จะจับท่านหลิ่วเทียนเสียงเข้าคุกโดยที่ไม่มีหลักฐานมัดตัว ก็เท่ากับทำลายชื่อเสียงของเขาโดยไร้ความชอบธรรม!”
“หากหลิ่วเทียนเสียงบริสุทธิ์ เมื่อความจริงปรากฏก็จะคืนความยุติธรรมให้เขาเอง การคุมขังระหว่างสอบสวนไม่ได้หมายความว่าเป็นการตัดสินลงโทษ ไม่ทราบว่าท่านผู้ว่าการกลัวอะไรกันแน่ ถึงกับไม่ยอมออกคำสั่งในเรื่องปกติเช่นนี้” จี้ซินเยว่กล่าวพลางชำเลืองมองหลี่เยว่หานที่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ
นางไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าหลิ่วเทียนเสียงยักยอกเงินบริจาค เพียงแต่วันนั้นที่หอฝานเทียน หลังจากถูกหลี่เยว่หานรีดไถเงินห้าแสนตำลึง นางคับแค้นใจมาก แต่หาจุดโจมตีหลี่เยว่หานไม่ได้ จึงให้คนคอยจับตาดูตระกูลหลิ่ว เมื่อได้ยินว่าหลิ่วจื้อหย่วนใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอยู่ที่หอฝานเทียนและพูดจาเช่นนั้น จึงวางกับดักขึ้นมา
เมื่อทำอะไรหลี่เยว่หานไม่ได้ นางก็ต้องจัดการคนรอบข้างเธอ แค่ได้ทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกรำคาญใจ เพียงเท่านั้นก็สะใจนางมากแล้ว!
“ตามที่ข้าทราบ” หลี่เยว่หานเอ่ยช้า ๆ “เงื่อนไขการคุมขังระหว่างสอบสวนต้องมีพยานรับรองอย่างน้อยสองคน ตอนนี้มีแค่อาเกิ่งคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ถึงเกณฑ์คุมขัง ท่านผู้ว่าการข้าพูดถูกหรือไม่?”
“ตามกฎหมายก็เป็นเช่นนั้น” ท่านผู้ว่าการพยักหน้ารับ “ท่านหญิงเฉิน ข้าขอเตือนท่านว่าอย่าได้เข้ามายุ่งกับคดีนี้เลย แม้การสร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่จะมาจากเงินชดเชยของท่านหญิงหานหรง แต่เรื่องนี้ท่านก็มีส่วนพัวพันไม่น้อยหากภายหลังพิสูจน์ได้ว่าท่านจงใจใส่ร้าย เกรงว่าหากฝ่าบาททรงทราบคงจะเอาเรื่องท่านแน่ ๆ”
เดิมจี้ซินเยว่ตั้งใจจะออกมาร่วมชี้ตัวหลิ่วเทียนเสียงกับอาเกิ่งบีบให้ท่านผู้ว่าการต้องคุมขังเขา แต่เมื่อได้ยินคำพูดท่านผู้ว่าการนางก็ต้องกลั้นเอาไว้ กดข่มความไม่พอใจไว้ในใจ แล้วยอมลดตัวลงกล่าว “เหตุผลข้าย่อมเข้าใจ แต่ข้าก็หวังว่าท่านผู้ว่าการจะไขคดีนี้ได้โดยเร็วและเอาเงินบริจาคที่ถูกยักยอกกลับคืนมา!”
พูดจบ จี้ซินเยว่ก็สะบัดแขนเสื้อจากไปทันที
หลี่เยว่หานสังเกตเห็นว่าตอนจี้ซินเยว่เดินจากไปแล้ว อาเกิ่งยังมองนางอย่างตื่นตระหนก แล้วรีบกลับมาคุกเข่านิ่งเหมือนเดิม
“เอาละ เลิกศาล อาเกิ่งท่านกลับจวนพร้อมข้า” ท่านผู้ว่าการพูดพลางเคาะไม้ตะลุมพุกลุกขึ้น
เสียงไม้เคาะดังขึ้นตัดคำพูดของอาเกิ่ง หลี่เยว่หานเดินออกจากศาลพร้อมกับหลิ่วเทียนเสียง
ด้านนอกมีชาวบ้านมามุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานและหลิ่วเทียนเสียงเดินออกมา ก็มีคนใจกล้าตะโกนขึ้นถามว่า “ท่านหญิง! ท่านหญิง! นายท่านหลิ่วยักยอกเงินบริจาคจริงหรือไม่!”
หลี่เยว่หานยิ้มบาง ๆ โดยมีหมิงจูคอยพยุง ยืนอยู่ต่อหน้าฝูงชน กล่าวว่า “ท่านพ่อบุญธรรมของข้าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เรื่องนี้ท่านผู้พิพากษาเห็นว่ามีจุดน่าสงสัยในคดีนี้อยู่มาก แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอ และนี่คงเป็นการใส่ร้ายป้ายสีจากผู้ไม่หวังดี ข้าเชื่อว่าท่านผู้พิพากษาจะคืนความบริสุทธิ์ให้ท่านพ่อบุญธรรมของข้าแน่นอน!”
“พูดเช่นนี้ แสดงว่าท่านหญิงท่านหญิงต้องการปกป้องนายท่านหลิ่วใช่หรือไม่!” มีเสียงใครบางคนตะโกนขึ้นมา
หลี่เยว่หานยังคงไม่รีบร้อน กล่าวต่อว่า “ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านพ่อบุญธรรมของข้า ในอดีตตระกูลหลิ่วเคยรุ่งเรืองอยู่ในเมืองอำเภอหย่งอันเพียงใด เงินเพียงสิบล้านหยวนในสายตาของตระกูลหลิ่วก็ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่อะไร ข้าไม่จำเป็นต้องปกป้องท่านพ่อบุญธรรมของข้า ทรัพย์สินที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรม พวกข้าไม่ควรรับไว้ นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อบุญธรรมเคยสอนข้าไว้ ข้าเชื่อในตัวท่าน และเชื่อว่าท่านผู้พิพากษาจะคืนความบริสุทธิ์ให้กับท่านพ่อบุญธรรมของข้า!”
“ท่านหญิง ท่านหญิงเป็นบุตรบุญธรรมของนายท่านหลิ่วย่อมต้องพูดเข้าข้างนายท่านหลิ่วอยู่แล้ว! ข้าว่านะ ถึงแม้ว่านายท่านหลิ่วจะทำจริง ๆ แต่ด้วยความสามารถของท่านหญิง ท่านหญิงก็คงต้องช่วยนายท่านหลิ่วได้อยู่ดี! พวกเราเป็นแค่สามัญชนจะยุ่งไปทำไมกัน! แขนไม่มีทางสู้ขาได้หรอกท่านหญิง!” มีคนตะโกนยั่วยุขึ้นมาอีกครั้ง
หลี่เยว่หานยังคงใจเย็น พูดเสียงเรียบว่า”หากทุกคนไม่เชื่อ แทนที่จะมายืนฟังคำใส่ร้ายจากผู้ไม่หวังดี ทำไมไม่ไปสอบถามช่างฝีมือและอาหญิงที่ทำอาหาร ซักผ้า ที่ถูกจ้างไปทำงานที่หมู่บ้านผู้อพยพนอกเมืองดูล่ะว่าพวกเขาถูกหักค่าแรงจริงหรือไม่ หากไม่ใช่เรื่องจริงก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าท่านพ่อบุญธรรมของข้าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตจริง ๆ”
พูดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็ไม่คิดจะอยู่ที่หน้าศาลต่อ หมิงจูยังคงคอยพยุงตัวนาง ส่วนเฮ่อเจิ้งเทียนพยุงหลิ่วเทียนเสียงที่ถูกทำร้าย ขึ้นรถม้าไปตามลำดับ
เมื่อรถม้าเคลื่อนที่ เสียงอึกทึกภายนอกก็ค่อย ๆ เงียบลง
หลิ่วเทียนเสียงถอนหายใจเบา ๆ มองหน้าหลี่เยว่หานด้วยความละอายใจ ก่อนจะกล่าวว่า “เยว่หานทำให้เจ้าต้องลำบากอีกแล้ว ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าไอ้หนูจื้อหย่วนอยู่ข้างนอกแล้วจะไปพูดจาเหลวไหลแบบนี้…”
“ท่านพ่อพูดเกินไปแล้ว” หลี่เยว่หานปลอบใจเขา “ที่ท่านพ่อต้องแบกรับข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงเช่นนี้ เป็นเพราะความไม่กตัญญูของข้าเอง”
“เฮ้อ เจ้านี่ช่างเป็นเด็กดีจริง ๆ เรื่องวันนี้ท่านพ่อทำให้เจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย” หลิ่วเทียนเสียงพูดพลางน้ำตาคลอ พยายามจะเช็ดน้ำตา แต่กลับไปโดนแผลบนหน้าเข้า ถึงกับส่งเสียงสูดปากด้วยความเจ็บปวด
“คนของจวนเฉินกล้ามาทำร้ายท่านพ่อ ข้าจะเก็บเรื่องนี้ไว้ในบัญชีดำของจี้ซินเยว่” หลี่เยว่หานเห็นดังนั้น จึงรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้หลิ่วเทียนเสียงพร้อมกับสัญญาว่า “ท่านพ่อวางใจได้ ความอัปยศที่ท่านพ่อได้รับในวันนี้ ข้าจะต้องเอาคืนให้ได้!”
“เด็กดี ท่านพ่อรู้ว่าเจ้ากตัญญู” หลิ่วเทียนเสียงถอนหายใจลึก ๆ ในขณะที่ซาบซึ้งใจที่หลี่เยว่หานกำลังปกป้องตน แต่ในใจกลับอดตำหนิหลิ่วจื้อหย่วนบุตรชายคนเดียวที่ไร้ความสามารถในใจไม่ได้
หลังจากส่งหลิ่วเทียนเสียงกลับจวนตระกูลหลิ่ว และอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้หลิ่วฟูเหรินฟังแล้ว หลี่เยว่หานยังทิ้งทหารองครักษ์ไว้สิบนายเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีใครมาก่อกวนอีก จากนั้นจึงขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังวังหลวงทันที
“ท่านหญิงจะไปขอให้ฝ่าบาทตัดสินเรื่องนี้หรือเพคะ?” หมิงจูถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่” หลี่เยว่หานส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าจะไปขอพระบรมราชโองการให้กรมการคลังมาตรวจสอบบัญชี และให้กรมอาญามาสืบคดีนี้ จี้ซินเยว่อยากให้เรื่องนี้บานปลายอยากเหยียบหน้าตระกูลหลิ่วไม่ใช่หรือไง ข้าก็จะช่วยนางทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ให้จวนเฉินได้มีโอกาสเปล่งประกายอีกครั้ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมิงจูถึงกับตาโตพลางกล่าวว่า”ท่านหญิงจะใช้นามของคุณหญิงเฉินไปขอพระบรมราชโองการให้สืบสวนหรือเพคะ?”
“อืม” หลี่เยว่หานพยักหน้า มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “จี้ซินเยว่เป็นบ้าไปแล้วที่มาหาเรื่องข้า พวกเราก็ช่วยสร้างชื่อเสียงให้นางหน่อยแล้วกัน ส่วนผลการสืบสวนจะออกมาอย่างไร ก็ต้องดูว่ามือของจี้ซินเยว่จะสะอาดแค่ไหน”
นึกถึงปฏิกิริยาของอาเกิ่งตอนที่จี้ซินเยว่สะบัดแขนเดินจากไป หลี่เยว่หานมั่นใจมากว่าจี้ซินเยว่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ ๆ
หลี่เยว่หานเข้าวังไปไม่นานก็ออกมาอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน กรมการคลังและกรมอาญาก็ส่งคนไปที่ศาลเพื่อนำสมุดบัญชีเงินบริจาคไป และพาตัวอาเกิ่งผู้เป็นพยานไปด้วย
ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว หลายคนต่างชื่นชมจี้ซินเยว่ว่าสมกับเป็นสตรีผู้เลอเลิศอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ถึงกับคิดจะเข้าวังเพื่อขอพระบรมราชโองการให้สืบสวน ช่างเป็นคนดีที่คอยช่วยเหลือประชาชนจริง ๆ!
มีเพียงจี้ซินเยว่ที่ตกใจจนแทบเสียศูนย์!
“นังหลี่เยว่หาน นังคนต่ำช้า!” จี้ซินเยว่ทุบทำลายจานชามไปมากมายจนนับไม่ถ้วน ทั้งร่างของนางดูราวกับคนบ้า “นางกล้าใช้นามของข้าไปขอพระบรมราชโองการงั้นหรือ! นังคนต่ำช้า! นังคนต่ำช้า!”
คุณหญิงจี้เห็นสภาพบุตรสาวของตนเป็นเช่นนี้ ก็ถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา “ข้าบอกแล้วว่าอย่าไปหาเรื่องนาง ทำไมเจ้าไม่ฟังข้าบ้าง ตอนนี้ถูกยกขึ้นไปสูงถึงเพียงนี้แล้วเจ้าเองก็เหมือนนั่งอยู่บนหลังเสือจะลงมาก็ไม่ได้แล้ว”
“จี้ซินเยว่ตวาดออกมาด้วยความโมโห “เจ้าเป็นแม่ของข้าหรือแม่ของนาง! ในเวลาเช่นนี้เจ้ายังจะมาพูดจาประชดประชันอีก หรือว่าเจ้าอยากให้ข้าตายเร็ว ๆ!””