ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 374 คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิน
บทที่ 374 คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิน
เมื่อจี้ซินเยว่ได้ยินว่ามารดาของนางถูกหลี่เยว่หานจับส่งทางการ ก็เหมือนคนเสียสติไปทั้งร่าง!
นางเตะต่อยกุ้ยเอ้อร์ที่คุกเข่าอยู่หน้าห้องโถง ความโกรธเกรี้ยวทำให้นัยน์ตาของนางแดงก่ำ “เหตุใดเจ้าจึงไม่ห้ามท่านแม่! เจ้าก็รู้ว่าถ้าท่านแม่ไปทำเช่นนี้ ต่อให้สามารถใส่ร้ายหลิ่วเทียนเสียงได้จริง ก็จะทำให้ชื่อเสียงของตัวเองพังพินาศ! แถมยังลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย! เหตุใดเจ้าจึงไม่ห้ามนาง!”
“คุณหนู ข้าน้อยห้ามแล้ว แต่ท่านหญิงบอกว่า หากไม่สามารถทำเรื่องให้ใหญ่โต ไม่สามารถทำให้หลิ่วเทียนเสียงต้องเดือดร้อน เมื่อกรมคลังตรวจสอบบัญชีเสร็จ กรมอาญาสอบสวนคดีเสร็จ คุณหนูก็จะต้องเคราะห์ร้าย! ถึงแม้ว่าตอนนั้นทั้งสองกรมจะไม่ทำอะไรคุณหนู แต่หลี่เยว่หานก็คงไม่ปล่อยโอกาสที่จะกดดันคุณหนูแน่นอน!” กุ้ยเอ้อร์ยอมให้จี้ซินเยว่เตะต่อย แต่ยังคงพูดแก้ต่างให้ท่านหญิงจี้
“ท่านหญิงบอกว่า มีเพียงการทำให้หลิ่วเทียนเสียงติดกับดักเรื่องลวนลามนางเท่านั้น พวกเราถึงจะมีข้อต่อรองกับหลี่เยว่หาน คุณหนู ท่านหญิงทำเช่นนี้ก็เพื่อท่านนะ!”
กุ้ยเอ้อร์คิดว่าคำพูดของตนจะทำให้จี้ซินเยว่รู้สึกตัว และหาทางพาท่านหญิงจี้ออกจากที่ว่าการ เลิกคิดต่อต้านหลี่เยว่หานและดับความคิดที่หมกมุ่นกับเมิ่งฉีฮ่วน
แต่น่าเสียดายที่นางคิดผิด
“ใครใช้ให้นางทำตัวฉลาดนัก!” จี้ซินเยว่ด่าเสียงดัง “ต่อให้ทั้งสองกรมสืบความจริงออกมาแล้วจะเป็นไร! ข้าเป็นหญิงม่ายตระกูลเฉิน มีราชทินนามชั้นหนึ่ง ฮ่องเต้จะมาลำบากใจกับข้าที่เป็นแม่ม่ายเพราะตระกูลหลิวที่เป็นสามัญชนหรือ!”
“ตอนนี้ดีเลย! นางรีบวิ่งไปส่งมอบหลักฐานให้เขา ทั้งยังให้หลี่เยว่หานจับส่งทางการ!” จี้ซินเยว่โกรธจนเตะกุ้ยเอ้อร์อีกที “ไสหัวไป! ไปบอกท่านผู้พิพากษาที่ที่ว่าการ! เรื่องนี้ข้าไม่ยุ่ง! จะตัดสินอย่างไรก็ตามแต่! ไม่เกี่ยวกับข้า!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กุ้ยเอ้อร์ที่ถูกเตะล้มลงกับพื้นถึงกับตาโต “คุณหนู ท่านหญิงทำทั้งหมดก็เพื่อท่านนะเจ้าคะ!”
“เพื่อข้าหรือ?” ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธของจี้ซินเยว่แสดงความเยาะเย้ยเต็มที่ “หากทำเพื่อข้าจริง ๆ นางก็ไม่ควรทำอะไรตามใจชอบแบบนี้! สถานการณ์แบบนี้ถ้าข้าไปช่วยนาง ข้าก็ต้องพลอยเดือดร้อนแน่! เจ้าเข้าใจไหม! ถ้าข้าล้ม นางก็จะไม่มีใครส่งศพด้วยซ้ำ!”
กุ้ยเอ้อร์มองดูจี้ซินเยว่อย่างไม่อยากเชื่อ “คุณหนู ที่ท่านหมายถึงคือ…จะปล่อยให้ท่านหญิงตายไปหรือ?”
“เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าหลี่เยว่หานจะให้คนโบยตีท่านแม่ห้าสิบไม้แล้วส่งไปเนรเทศอีก!” จี้ซินเยว่โกรธจัด ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ดื่มน้ำชาอึกใหญ่แล้วพูดว่า “ร่างกายของนาง โดนตีห้าสิบไม้ก็ไม่รอดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการเนรเทศเลย!”
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง กุ้ยเอ้อร์ก็รู้สึกเหมือนมีเสียงดังสนั่นข้างหู ราวกับมีบางสิ่งพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง หลังจากคุกเข่าอยู่นาน ดูเหมือนจะอยากขอร้องจี้ซินเยว่อีกครั้ง แต่ไม่รู้ทำไม สุดท้ายก็เดินจากไปอย่างเงียบงัน
จี้ซินเยว่มองแผ่นหลังของกุ้ยเอ้อร์พลางแค่นเสียงดังอย่างหนัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
เสียงปรบมือดังขึ้น “แปะ แปะ แปะ” จี้ซินเยว่หรี่ตามอง เด็กสาวรูปโฉมงดงามเดินเข้ามาจากประตู ดูอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส
“เฉินเสวี่ยหนิง เจ้าไสหัวไปให้พ้นจากสายตาข้าเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า!” จี้ซินเยว่มองเด็กสาวที่เดินเข้ามาอย่างเย็นชา พูดอย่างไม่ไว้หน้า
“แน่นอนว่าท่านหญิงใหญ่ไม่อยากพบข้า ตั้งแต่ท่านหญิงใหญ่แต่งเข้ามา ก็หวังให้ข้าตายไปเสียเร็ว ๆ” เฉินเสวี่ยหนิงพูดตามใจตัวเอง เลือกนั่งเก้าอี้ที่อยู่ไกลจากจี้ซินเยว่ที่สุด “น่าเสียดายที่คุณหนูใหญ่สกุลเฉินอย่างข้ามีบุญวาสนา ไม่มีวันตาย แต่ท่านแม่เพียงคนเดียวของท่านหญิงใหญ่ตอนนี้กลับใกล้ตายเสียแล้ว”
จี้ซินเยว่จ้องเฉินเสวี่ยหนิงอย่างดุร้าย กัดฟันพูดว่า “เจ้าต้องการพูดอะไรกันแน่! พูดให้จบแล้วรีบไสหัวออกไปจากสายตาข้า!”
“ข้าไม่ต้องการอะไร แค่มาบอกท่านหญิงใหญ่ว่า หากจะจัดงานศพให้ท่านหญิงสกุลจี้ อย่าจัดที่จวนสกุลเฉินของข้า เพราะที่นี่คือจวนสกุลเฉิน ไม่ใช่สกุลจี้” พูดจบ เฉินเสวี่ยหนิงก็ลุกขึ้นอย่างสง่างาม ก่อนจะจากไปยังย่อกายคำนับจี้ซินเยว่มารยาทครบถ้วน
คำพูดของเฉินเสวี่ยหนิงทำให้จี้ซินเยว่โกรธไม่น้อย เมื่อเฉินเสวี่ยหนิงเดินมาถึงประตู จี้ซินเยว่ก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก ยกมือกวาดถ้วยน้ำชาบนโต๊ะทั้งหมดลงพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
เฉินเสวี่ยหนิงไม่ได้หยุดชะงักแต่อย่างใด นางพาสาวใช้เดินจากไป
เมื่อออกจากเรือน เฉินเสวี่ยหนิงสั่งสาวใช้ข้างกายเสียงเบาว่า “พี่ซิงเอ๋อร์ รบกวนเจ้านำเรื่องวันนี้ไปรายงานท่านลุงและผู้อาวุโสทุกท่านตามความเป็นจริง มิเช่นนั้นหากหญิงบ้าอย่างจี้ซินเยว่คลุ้มคลั่งขึ้นมา อาจทำให้สกุลเฉินทั้งสกุลต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้นามสิ่งรับคำสั่งแล้วจากไป เฉินเสวี่ยหนิงค่อย ๆ เดินไปยังเรือนของตน
เมื่อใกล้ถึง เฉินเสวี่ยหนิงก็หยุดฝีเท้าลงทันที จากนั้นก็เลี้ยวไปอีกทิศทางหนึ่ง
“คุณหนู คุณหนูไปที่นั่นไม่ได้นะเจ้าคะ!” สาวใช้อีกคนที่ติดตามเฉินเสวี่ยหนิงเห็นทิศทางที่นางจะไปก็ตกใจทันที “สถานที่เช่นนั้นสกปรกเกินไป คุณหนูอย่าลดตัวลงไปเลยนะเจ้าคะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เฉินเสวี่ยหนิงก็ถอนหายใจ แล้วอธิบายกับสาวใช้อย่างใจเย็น “อวี้เอ๋อร์ ครั้งนี้ที่แม่ลูกตระกูลจี้รังแกหานหรงฟูเหริน นางย่อมไม่มีทางยอมรามือเป็นแน่ หากข้าไม่รีบปล่อยตัวบรรดาชายบำเรอที่จี้ซินเยว่เลี้ยงดูไว้ในสวนฉีชุนออกไป เมื่อหานหรงฟูเหรินมาคิดบัญชีในภายหลัง นี่จะกลายเป็นความอัปยศของตระกูลเฉินพวกเรา!”
“แต่ว่า… แต่ว่าทุกคนต่างรู้เรื่องที่ท่านหญิงใหญ่เลี้ยงชายบำเรอไว้ในจวน ตลอดมาก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่!” สาวใช้ที่ชื่ออวี้เอ๋อร์พูดอย่างงุนงง “อีกอย่างท่านหญิงใหญ่ก็ไม่ได้มาที่สวนฉีชุนมาหลายปีแล้ว แม้แต่พักค้างคืนที่นี่ก็ยังไม่เคย คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกกระมัง!”
เฉินเสวี่ยหนิงถอนหายใจแล้วกล่าว “จะมีปัญหาหรือไม่ ตอนนี้เราไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เป็นหานหรงฟูเหรินต่างหากที่เป็นผู้ตัดสิน เจ้าก็เพิ่งได้ยินที่กุ้ยเอ้อร์พูดไป แม่ของจี้ซินเยว่ถึงกับชักดาบไปแทงหานหรงฟูเหริน และแม่ลูกทั้งสองก็สร้างปัญหาให้ญาติฝ่ายสามีติดต่อกันสองวัน เจ้าคิดว่าด้วยนิสัยของหานหรงฟูเหรินนางจะยอมเสียเปรียบหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี้เอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างหงุดหงิด “ได้ยินว่าในงานเลี้ยงเทศกาลฉีเฉียว หานหรงฟูเหรินบังเอิญเห็นท่านหญิงใหญ่แสดงความในใจกับท่านเมิ่ง ผลคือโดนหานหรงฟูเหรินที่กำลังตั้งครรภ์ตบหน้า แล้วท่านหญิงใหญ่ยังถูกหานหรงฟูเหรินจับผมลากเข้าไปในตำหนักจิ้งอวู่…”
“นั่นไง ถึงหานหรงฟูเหรินจะมาจากชนบท แต่นางก็เป็นคุณหนูของจวนซิงกั๋ว ทั้งยังได้รับบรรดาศักดิ์พระราชทานจากฮ่องเต้ ฐานะย่อมสูงกว่าจี้ซินเยว่ที่เป็นแค่ภรรยาขุนนางชั้นหนึ่งธรรมดาอยู่แล้ว แต่ก่อนจวนซิงกั๋วยังไม่รู้ชาติกำเนิดของนาง นางยังกล้าทำกับจี้ซินเยว่ขนาดนั้น บัดนี้มีจวนซิงกั๋วหนุนหลัง หากอยากทำลายจวนเฉินที่ไร้อำนาจไร้อิทธิพลของพวกเรา ก็ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ”
เฉินเสวี่ยหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายใหญ่เวินพ่อค้าหลวงชั้นหนึ่งก็เป็นสหายสนิทกับท่านเมิ่ง เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ด้วยอิทธิพลของพ่อค้าหลวงชั้นหนึ่ง การค้าของตระกูลเฉินคงจะดำเนินต่อไปไม่ได้…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี้เอ๋อร์ถึงได้เข้าใจ “แล้วจะทำอย่างไรดีเจ้าค่ะคุณหนู! นี่ล้วนเป็นเรื่องที่ท่านหญิงใหญ่ก่อไว้ จะลากตระกูลเฉินของพวกเราเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้นะเจ้าคะ!”