ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 378 หลี่หรงหรงช่วยแก้ไขสถานการณ์
บทที่ 378 หลี่หรงหรงช่วยแก้ไขสถานการณ์
เฮ่อเจิ้งเทียนผู้นี้มีนิสัยแปลกประหลาด จะฟังแต่คำพูดของหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น เรื่องนี้หลิ่วเทียนเสียงก็เข้าใจดี
ดังนั้นเมื่อเฮ่อเจิ้งเทียนบอกว่าจะไป หลิ่วเทียนเสียงก็ไม่ได้ขวางไว้ เพียงแต่ปล่อยเฮ่อเจิ้งเทียนที่ถูกมัดไว้ไปอีกด้านให้ฟูเหรินรองตระกูลหลิ่วดูแล ส่วนตนเองก็เดินไปยังของไม่กี่ชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะ
เพียงแค่มองผ่านตา สีหน้าของหลิ่วเทียนเสียงก็หม่นลงทันที จ้องฟูเหรินรองตระกูลหลิ่วด้วยสายตาดุดัน แล้วพูดว่า “ดูเรื่องดี ๆ ที่เจ้าทำลงไปสิ!”
ฟูเหรินรองตระกูลหลิ่วทำหน้าตกใจ “ท่านพี่เจ้าคะ ข้าตั้งใจจะให้จื้อหย่วนไปขอบคุณแม่หนูเยว่หานอย่างจริงใจ ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่ข้ารักมาก คงเป็นเพราะตอนนี้เด็กเยว่หานมีหูตาสูงส่งแล้ว จึงดูแคลนของที่ตระกูลหลิ่วของพวกเราส่งไปให้! เรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่ความผิดของข้าและจื้อหย่วนนะเจ้าคะ!”
“เหอะ” หลิ่วเทียนเสียงแค่นเสียง “เด็กเยว่หานนั่นเป็นคนอย่างไรข้ารู้ดีกว่าเจ้า และเจ้าเป็นคนอย่างไรข้าก็รู้ดี คงจะคิดว่านางมาจากครอบครัวยากจน ไม่เคยเห็นของดี ๆ มาก่อน จึงให้จื้อหย่วนเอาของพวกนี้ไปหลอกนาง!”
“ท่านพี่เจ้าคะ ท่านพี่ ข้าถูกใส่ร้ายนะเจ้าคะ! ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นจริง ๆ !” ฟูเหรินรองตระกูลหลิ่วรีบลากตัวหลิ่วจื้อหย่วนที่ถูกปลดเชือกแล้วมาคุกเข่าต่อหน้าหลิ่วเทียนเสียง “ท่านพี่ ข้าตั้งใจจะขอบคุณเด็กเยว่หานจริง ๆ นะเจ้าคะ!”
“ใช่ครับท่านพ่อ!” ตอนนี้หลิ่วจื้อหย่วนได้สติแล้ว รีบช่วยท่านแม่พูด “ท่านแม่ตั้งใจจะให้ข้านำเครื่องประดับที่นางทำใหม่ไปให้หลี่เยว่หาน แต่ข้าเห็นว่าเครื่องประดับพวกนั้นเหมาะกับคนสูงวัย ไม่เหมาะกับหลี่เยว่หานที่เป็นสตรีอายุเพียงสิบกว่าปี ข้าถึงได้เลือกเครื่องประดับทองของท่านแม่ไปให้หลี่เยว่หาน อย่างน้อยก็เป็นทองคำนะขอรับ!”
หลิ่วฟูเหรินที่อยู่ข้าง ๆ ทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยประชดขึ้นมา “เมื่อไม่นานมานี้ ฟูเหรินรองไม่ได้รบเร้าให้ท่านพี่ซื้อลูกประคำหยกเนื้อแก้วน้ำงามเส้นหนึ่งให้หรอกหรือ ยังมีสร้อยไข่มุกอีกหลายเส้นที่เป็นเกรดดี ถึงเครื่องประดับจะไม่เหมาะกับเด็กเยว่หาน แต่ของพวกนี้ก็ยังพอมอบให้ได้ ยังดีกว่าทองคำที่ไม่บริสุทธิ์พวกนี้ อีกทั้งยังเป็นของใหม่ด้วย”
พูดจบ หลิ่วฟูเหรินก็หยิบต่างหูขึ้นมาดูแล้วทำหน้ารังเกียจ “หากข้าดูไม่ผิด นี่เป็นต่างหูที่ฟูเหรินรองยังใส่อยู่เมื่อเช้านี้ใช่หรือไม่ ช่างน่าขันสิ้นดี… หากพวกเจ้าไม่มีปัญญาให้ของกำนัล ก็มาบอกข้าหรือหรงหรงก็ได้ แม้ว่าตอนนี้บ้านเราจะไม่เหมือนตอนอยู่อำเภอหย่งอัน แต่ของดี ๆ ก็ยังมีอยู่ ไม่จำเป็นต้องเอาของแบบนี้ไปทำให้เด็กเยว่หานอับอายหรอก”
“สองวันมานี้ นางช่วยเหลือตระกูลหลิ่วของพวกเราไม่น้อย ถ้าไม่ใช่เพราะจื้อหย่วนไปดื่มสุราที่หอฝานเทียนแล้วปากไม่มีหูรูด ตระกูลเราก็คงไม่มีเรื่องวุ่นวายแบบนี้ พูดถึงที่สุดแล้ว เด็กเยว่หานกำลังช่วยเหลือตระกูลหลิ่วของพวกเรา แต่พวกเจ้ากลับเอาของแบบนี้ไปรังแกนาง ช่างเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง”
“เฮ้อ… ที่แท้แล้วก็เป็นเพราะฟูเหรินรองไม่ชอบเด็กเยว่หานมาตั้งแต่แรก สามวันดีสี่วันไข้ก็จะพูดกับท่านพี่ให้ปรึกษากับท่านปู่เรื่องยกเลิกงานแต่งงานระหว่างจื้อหย่วนกับเด็กเยว่หาน ตอนนี้นางก็ไม่ได้เข้าตระกูลหลิ่วของพวกเราแล้ว และตระกูลหลิ่วของพวกเราก็ไม่ใช่ตระกูลใหญ่ในอำเภอหย่งอันอีกต่อไป ฟูเหรินรอง ทำไมเจ้าถึงไม่รู้จักวางตัวให้เหมาะสมเสียที?”
ปกติแล้วฟูเหรินรองตระกูลหลิ่วกับหลิ่วฟูเหรินมักมักจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่เสมอ เพียงแค่พูดจาไม่เข้าหูเพียงเล็กน้อยก็สามารถเปิดฉากทะเลาะกันได้แล้ว ทว่าวันนี้กลับเป็นเรื่องน่าประหลาดที่นางยอมให้หลิ่วฟูเหรินสั่งสอนโดยไม่เอ่ยปากโต้ตอบแม้แต่คำเดียว ทำเพียงสะอึกสะอื้นร้องไห้ฟูมฟาย ดูน่าสงสารยิ่งนัก
หลิ่วจื้อหย่วนฟังคำสั่งสอนของหลิ่วฟูเหรินจนทนไม่ไหว ลุกพรวดขึ้นมาด้วยความโมโห กำลังจะทะเลาะกับหลิ่วฟูเหริน แต่บังเอิญว่าหลี่หรงหรงเดินเข้ามาพอดี ทำให้หลิ่วจื้อหย่วนพบเป้าหมายที่จะระบายอารมณ์ที่ดีกว่า
“หลี่หรงหรง เจ้ามาพูดสิ!” หลิ่วจื้อหย่วนก้าวไปข้างหน้าคว้าข้อมือของหลี่หรงหรงไว้ แล้วลากนางมาตรงหน้าหลิ่วฟูเหรินและหลิ่วเทียนเสียงที่หน้าตาบึ้งตึง ราวกับลากกระสอบ แล้วพูดว่า “ใช่เจ้าหรือไม่ที่วันนี้พูดอยู่หน้าห้องโถง ให้สาวใช้รีบมาแจ้งข้าให้หาทางรับมือ!”
หลี่หรงหรงถูกหลิ่วจื้อหย่วนลากจนแขนเจ็บ น้ำตาคลอ ทำหน้าน้อยใจพลางกล่าว “คำพูดของท่านพี่ ข้าไม่เข้าใจเจ้าค่ะ หาทางรับมือเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”
พูดจบนางก็มองไปที่หลิ่วฟูเหรินและหลิ่วเทียนเสียง ไม่รอให้หลิ่วจื้อหย่วนโมโหต่อ แล้วพูดว่า “ท่านพี่หมายถึงเรื่องที่ตระกูลเฉินใส่ร้ายท่านพ่อว่าโกงเงินบริจาค เป็นเพราะท่านพูดที่หอฝานเทียนว่าตระกูลหลิ่วร่ำรวยมากหรือ? ข้า…ข้าคิดว่าเรื่องนี้ท่านพ่อรู้แล้ว แม้ว่าสุดท้ายจะพิสูจน์ได้ว่าท่านพ่อบริสุทธิ์ แต่ข้าก็กังวลว่าท่านพ่อจะโกรธท่านพี่ จึงเตรียมของมาขอขมาท่านพ่อโดยเฉพาะ…”
พูดจบ สาวใช้ที่ตามหลังหลี่หรงหรงเข้ามาก็รีบเข้ามาใกล้ แล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านหญิงใหญ่ ท่านหญิงน้อยของพวกข้าเป็นห่วงว่าท่านพ่อจะตำหนินายน้อยจึงไปหาซื้อยาบำรุงร่างกายและจิตใจจากหอยาหลวงมาให้ท่านพ่อโดยเฉพาะ เพราะที่หอยามีคนมากมาย พวกข้าต้องรอถึงชั่วยามกว่าจึงได้ ล้วนเป็นของชั้นดีทั้งนั้น…”
กล่าวจบ สาวใช้ก็นำของมาวางตรงหน้าหลิ่วฟูเหริน
สาวใช้ผู้นี้ฉลาดหลักแหลม นางรู้ดีว่าในบ้านนี้ผู้ที่สนิทกับหลี่เยว่หานมากที่สุด นอกจากนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วก็คือหลิ่วฟูเหริน จึงส่งของให้หลิ่วฟูเหรินโดยตรง
หลิ่วฟูเหรินเปิดกล่องที่สาวใช้ส่งมาตรวจดู แล้วพยักหน้าด้วยความพอใจ หันไปมองหลิ่วเทียนเสียงแล้วพูดว่า “เด็กคนนี้ช่างใส่ใจยิ่งนัก รู้ว่าท่านพ่อสองวันนี้กังวลใจคงนอนไม่หลับ เลือดลมไม่ดี ยาบำรุงพวกนี้ล้วนเป็นยาบำรุงเลือดลมและจิตใจทั้งนั้น”
ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของหลิ่วเทียนเสียงก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย จ้องมองหลิ่วจื้อหย่วนแล้วพูดว่า “แม้แต่หรงหรงยังรู้จักคิดกว่าเจ้า! เจ้ายังมีหน้าไปดุนางอีก!”
หลิ่วจื้อหย่วนเห็นหลิ่วเทียนเสียงสีหน้าดีขึ้น ในใจก็พลันรู้สึกโล่งไปด้วย เขาปล่อยมือจากหลี่หรงหรงแล้วพูดอย่างอ่อนโยน ซึ่งไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก “ข้าทำให้เจ้าเจ็บหรือไม่?”
หลี่หรงหรงก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำท่าเขินอาย ส่ายหน้าเบา ๆ
หลังจากเหตุการณ์ของหลี่หรงหรง สุดท้ายหลิ่วเทียนเสียงก็ไม่ได้ทำอะไรหลิ่วจื้อหย่วนเพียงแค่ด่าเขาสักยกแล้วเลือกของดี ๆ จากคลังของจวน ให้หลิ่วฟูเหรินไปที่จวนขุนพลเอง
หลิ่วฟูเหรินไปที่จวนขุนพลก็ได้รับการต้อนรับจากหลี่เยว่หานเป็นอย่างดี อยู่กินอาหารเย็นที่จวนขุนพลจนเสร็จ จึงให้คนของจวนขุนพลส่งหลิ่วฟูเหรินกลับจวนตระกูลหลิ่ว เรื่องที่หลิ่วจื้อหย่วนทำให้หลี่เยว่หานไม่พอใจจึงจบลงเพียงเท่านี้
คืนนี้หลิ่วจื้อหย่วนตั้งใจไปที่ห้องของหลี่หรงหรง หลังจากร่วมรักกับนาง เขาก็โอบกอดนางนอนอยู่บนเตียง ทำให้รู้สึกคิดถึงความหลัง นึกถึงตอนที่เขาร่วมรักกับหลี่หรงหรงทุกครั้งที่เสร็จกิจ เขาก็ชอบโอบกอดนางนอนเช่นนี้
“หรงหรง เจ้านี่แหละที่ดีกับข้าที่สุด” หลิ่วจื้อหย่วนรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ขณะโอบกอดหลี่หรงหรงพลางถอนหายใจยาว
“ท่านพี่คือสวรรค์ของหรงหรง หรงหรงย่อมต้องดีกับท่านพี่อยู่แล้ว หากท่านพี่มีเวลาว่าง ก็ขอให้มาเยี่ยมหรงหรงกับเสี่ยวเหนี่ยนบ้าง จะว่าไปแล้ว เสี่ยวเหนี่ยนก็เป็นบุตรีแท้ ๆ ของพวกเรา แต่จนป่านนี้ลูกสาวก็ยังไม่มีชื่อที่เป็นทางการเลยนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้หลิ่วจื้อหย่วนยิ่งรู้สึกละอายใจต่อแม่ลูกหลี่หรงหรงจึงรีบกล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าจะไปแจ้งท่านพ่อ ให้บันทึกชื่อของ… เสี่ยวเหนี่ยนของพวกเราลงในทะเบียนตระกูล ให้ชื่อว่า หลิ่วเหนี่ยนเอ๋อร์ เป็นอย่างไร”
“ชื่อที่ท่านพี่ตั้งให้ย่อมดีที่สุดอยู่แล้วเจ้าค่ะ” หลี่หรงหรงเอ่ยเสียงหวาน ทำให้จิตใจของหลิ่วจื้อหย่วนสั่นไหวไปชั่วขณะ