ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 384 ยิ่งปรารถนามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหวาดกลัวมากเท่านั้น...
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 384 ยิ่งปรารถนามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหวาดกลัวมากเท่านั้น...
บทที่ 384 ยิ่งปรารถนามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหวาดกลัวมากเท่านั้น…
คำพูดของฟางจื่อหลานนั้นตรงไปตรงมา และหลี่เยว่หานเองก็เพิ่งจึงจะสำนึกได้ว่าตนเองคิดมากเกินไป
จวนกั๋วกงเป็นจวนขุนนางที่สืบทอดตำแหน่งกันมา สิ่งเดียวที่จะรักษาสถานะของพวกเขาไว้ได้คือผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรเท่านั้น ก่อนที่สถานการณ์จะชัดเจน ต่อให้มีองค์ชายได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท จวนกั๋วกงก็จะไม่เลือกข้าง
หนึ่ง เส้นทางการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทนั้นอันตราย สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีใครรู้ว่าองค์รัชทายาทวันนี้จะกลายเป็นนักโทษในวันพรุ่งนี้หรือไม่
สอง จวนขุนนางมักเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนฮ่องเต้องค์ใหม่ เมื่อฮ่องเต้สละราชสมบัติและฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ จวนกั๋วกงจะกลายเป็นกำลังหลักของฮ่องเต้องค์ใหม่และเป็นเสาหลักในราชสำนักอย่างน้อยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าฮ่องเต้องค์ใหม่จะมั่นคงบนบัลลังก์
นี่คือหน้าที่และความรับผิดชอบของตระกูลขุนนางที่สืบทอดตำแหน่ง เมื่อช่วยเหลือในช่วงต้นรัชสมัยของฮ่องเต้องค์ใหม่ และถอยออกมาอยู่เบื้องหลังหลังจากที่ฮ่องเต้มั่นคงแล้ว จึงจะรักษาความมั่งคั่งรุ่งเรืองของตระกูลไว้ได้
คิดมาถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกอับอายขึ้นมาเล็กน้อย “ที่แท้ข้าก็คิดผิดไป พอมาคิดดูตอนนี้ จวนกั๋วกงกลับปลอดภัยยิ่งกว่าจวนขุนพลเสียอีก ข้าก็วางใจได้แล้ว ท่านป้า… ข้ากลัวจริง ๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฟางจื่อหลานก็รู้ว่าหลี่เยว่หานเป็นห่วงตระกูลอวี๋อย่างจริงใจ จึงจับมือนางพลางยิ้มพูดว่า “ใครจะไม่กลัวกันเล่า ไม่ใช่แค่เจ้าหรอก แม้แต่ข้าเองก็ยังกลัว แม้ว่าจวนกั๋วกงของพวกเราจะไม่เข้าข้างใคร แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะพลาดไปทำให้ผู้ที่จะได้ขึ้นครองบัลลังก์ในอนาคตโกรธหรือไม่ มีคำกล่าวว่าฮ่องเต้เปลี่ยน ขุนนางก็เปลี่ยน จวนขุนนางที่สืบทอดตำแหน่งของพวกเราดูเหมือนจะรุ่งเรืองมาร้อยปี แต้จริง ๆแล้วต้องระมัดระวังรักษาสืบทอดกันมาทีละรุ่น”
“แต่ตอนนี้จวนซิงกั๋วยอมรับข้าอย่างเปิดเผย ในสายตาคนนอก จวนซิงกั๋วมิใช่เหมือนยืนอยู่เบื้องหลังองค์รัชทายาทเช่นเดียวกับจวนขุนพลหรือ” หลี่เยว่หานถามถึงความกังวลของตน
“พวกเราไม่สนใจว่าคนนอกจะมองอย่างไร พวกเราสนใจแค่ว่าผู้ที่อยู่เบื้องบนจะมองอย่างไรก็พอ” ฟางจื่อหลานได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หานรอยยิ้มก็เจอไปด้วยความขมขื่นเล็กน้อย”อีกอย่าง เจ้าก็เป็นบุตรสาวของตระกูลเรา พวกเราจะไม่ยอมรับเจ้าเพราะกลัวคนอื่นเข้าใจผิดไม่ได้ แม่ของเจ้าลำบากมามากพอแล้ว พวกเราไม่อาจปล่อยให้เจ้าต้องลำบากอีก”
เมื่อได้ยินคำพูดของฟางจื่อหลาน หลี่เยว่หานจะไม่รู้สึกซาบซึ้งใจก็คงเป็นไปไม่ได้
ครั้งหนึ่งนางก็เคยมีลุงของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่หลังจากแม่เสียชีวิตไปแล้ว ครอบครัวของลุงและป้าก็ค่อย ๆ ห่างหายจากตระกูลหลี่ ในช่วงแรก ๆ ยังนึกถึงว่ามีหลานสาวอย่างนาง แต่แต่ละบ้านก็มีความกังวลของตัวเอง เมื่อไม่มีแม่เป็นสายสัมพันธ์ ลุงและป้าก็ค่อย ๆ ลืมนางไป
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีแม่เลี้ยงอย่างหวังเฟิ่งทุกครั้งที่ลุงมาเยี่ยมนางก็จะถูกหวังเฟิ่งเยาะเย้ยถากถาง ไม่มีใครชอบให้ตัวเองต้องเสียหน้า ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นลุงและป้าแอบไปเยี่ยมนางที่โรงเรียน และหลังจากนั้น… นางก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างมณฑล ไม่เคยกลับไปเมืองเล็ก ๆทางใต้นั้นอีกเลย
ด้วยสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา ทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึก ปกติหากไม่มีธุระสำคัญก็แทบไม่ติดต่อกับใคร จนเวลาผ่านไปก็ขาดการติดต่อไปโดยปริยาย
หลังจากที่ฟางจื่อหลานปลุกความทรงจำเหล่านี้ขึ้นมา หลี่เยว่หานรู้สึกปวดร้าวในใจ ดวงตาแดงก่ำ พูดไม่ออกเพราะความสะอื้น
ฟางจื่อหลานเห็นดังนั้นจึงรีบปลอบใจทันที “เด็กดี ตอนนี้พวกเรามีชีวิตที่ดีแล้ว ไม่ใช่เด็กน่าสงสารที่ใคร ๆ ก็รังแกอีกต่อไป มีลุงกับป้าคอยดูแล ท่านแม่ทัพก็รักเจ้า เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องราชสำนักพวกนี้ พวกเราผู้หญิงควรรักตัวเองให้ดี”
หลี่เยว่หานร้องไห้จนพูดไม่ออก ฟางจื่อหลานก็ไม่ได้ปลอบอะไรอีก เพียงโอบนางเข้าสู่อ้อมกอด ลูบศีรษะเบา ๆ ถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกจมูกแสบร้อน
หลี่เยว่หานร้องไห้ ไม่ใช่เพราะร่างเดิมต้องทนทุกข์มามากมาย
ที่นางกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เพราะค้นพบว่าตนเองไม่ได้เป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึก นางก็โหยหาความรักความอบอุ่นจากครอบครัว อยากได้รับการปกป้องและความรักจากครอบครัวเช่นกัน เพียงแต่ความโดดเดี่ยวและความเข้มแข็งหลายปีทำให้นางกดความปรารถนาอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ ซ่อนมันไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นคนที่ไร้ซึ่งความรู้สึก แต่เมื่อความปรารถนานั้นถูกกระตุ้นเบาๆ พลังอันมหาศาลที่หลั่งไหลออกมาแทบจะท่วมท้นจนกลืนกินตัวนาง…
ครั้งหนึ่งหลี่เยว่หานเคยคิดว่าตนเองเป็นคนไร้หัวใจ
ทั้งที่เข้ามหาวิทยาลัยแล้วมีเวลาแต่กลับไม่ติดต่อกับลุงและป้า เมื่อพวกเขาโทรหาหรือส่งข้อความมา นางกลับไม่รู้จะพูดอะไร นางคิดว่าตนเองไร้ความสามารถด้านความรู้สึก ถึงขั้นดูถูกตัวเองมาเป็นเวลานาน
แต่ความอ่อนโยนของฟางจื่อหลานทำให้นางตื่นรู้ขึ้นมาทันที
นางไม่ได้ไร้น้ำใจ ไม่ได้เย็นชาไร้ความรู้สึก แต่จิตใต้สำนึกกำลังตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างนางกับครอบครัวลุง เพื่อป้องกันไม่ให้หวังเฟิ่งรู้เรื่อง แล้วครอบครัวลุงจะถูกหวังเฟิ่งนินทาและสาปแช่ง แม้การกระทำของหวังเฟิ่งจะไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อครอบครัวลุง แต่มันกลับทำร้ายหลี่เยว่หานได้
คนทั่วไปมักพูดว่าเด็กจากครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เพียงคนเดียวมักเย็นชาไร้มนุษยธรรม แต่มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจว่า ยิ่งโหยหามากเท่าไหร่ก็ยิ่งกลัวมากเท่านั้น
หลังจากเข้าใจจุดนี้ หลี่เยว่หานก็โอบเอวของฟางจื่อหลานเบา ๆ เพลิดเพลินกับความรักของครอบครัวที่ไม่กล้าเข้าใกล้ในอดีต หัวใจเต็มไปด้วยความพึงพอใจอันยิ่งใหญ่
ในคืนนั้น สุดท้ายหลี่เยว่หานก็ไม่ได้พักค้างที่จวนกั๋วกงแม้ว่าจะดึกมากแล้ว และใกล้เวลาห้ามออกนอกเคหสถาน หลี่เยว่หานก็ยังรีบออกจากจวนกั๋วกงขึ้นรถม้ามุ่งหน้ากลับไปยังจวนขุนพล
หลังจากส่งหลี่เยว่หานกลับไปแล้ว ฟางจื่อหลานถอนหายใจลึก ๆ สั่งให้คนเฝ้าประตูลงกลอน จากนั้นก็เดินไปที่ห้องหนังสือของอวี๋เจ๋อฟาง
“ท่านคงเข้าใจจุดประสงค์ที่เยว่หานมาวันนี้แล้วกระมัง” เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือ อวี๋เจ๋อฟางวางหนังสือในมือลง เดินมาหาฟางจื่อหลานเพิ่งจะเอื้อมมือไปจับมือนาง ยังไม่ทันได้พูดอะไร ฟางจื่อหลานก็รีบถามขึ้นมาก่อนทันที
อวี๋เจ๋อฟางถอนหายใจพลางพยักหน้า “เด็กคนนั้นมีวิสัยทัศน์ หากเลี้ยงดูในเมืองหลวงตั้งแต่เด็ก ต้องไม่ธรรมดาแน่”
“สตรีจะเก่งไปกว่านี้ได้อีกสักแค่ไหนเชียว” ฟางจื่อหลานตบมืออวี๋เจ๋อฟางเบา ๆ “ข้ากังวลว่าเยว่หานเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ที่ฝ่าบาทให้ความสนับสนุนนางมากมายเช่นนี้ ต้องมีจุดประสงค์แน่ แต่ข้าคิดไม่ออกว่าสตรีที่กำลังตั้งครรภ์อย่างเยว่หาน จะมีจุดไหนที่ทำให้ฝ่าบาทสนพระทัยได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี๋เจ๋อฟางก็โอบฟางจื่อหลานเข้าไปในอ้อมแขนเบา ๆ พลางเอาคางเกยศีรษะนาง พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า “จุดประสงค์ของฝ่าบาทที่มีต่อเยว่หานนั้นชัดเจนอยู่แล้ว เหตุใดเจ้าจึงคิดไม่ออกเล่า”
“นางเป็นภรรยาของเมิ่งฉีฮ่วนและเป็นคุณหนูแห่งจวนกั๋วกง ทั้งสองสถานะนี้ล้วนทำให้ฝ่าบาทต้องให้ความสำคัญ มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เยว่หานโดยไม่มีเหตุผล แม้เยว่หานจะมีความดีความชอบในการปกป้ององค์ชายน้อย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพระราชทานรางวัลใหญ่โตถึงเพียงนั้น”
“โอ๊ะ!” ฟางจื่อหลานอุทานเบา ๆ “ฝ่าบาทใช้เยว่หานเป็นตัวประกัน เพื่อไม่ให้เมิ่งเหวินจั๋วกล้าทำอะไรนอกลู่นอกทางนี่เอง!”
“เป็นเช่นนั้น” อวี๋เจ๋อฟางพยักหน้า “ฝ่าบาทคงทรงเห็นว่าเหวินจั๋วรักและห่วงใยเยว่หานมาก ดูสิ ตั้งแต่เหวินจั๋วได้เป็นเสนาบดีกรมทหาร และได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพเหล็ก กองทัพหลายหมื่นนายที่ชานเมืองหลวง เขาไม่เคยแตะต้องเลย การออกรบครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเขา จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา เขามีแค่ตำแหน่งลอย ๆ ไม่มีอำนาจบัญชาการทหารเลย”
“ครั้งนี้ที่ฝ่าบาทมอบอำนาจบัญชาการให้เขา คงเป็นเพราะทรงคำนึงถึงการที่เยว่หานยังอยู่ในเมืองหลวง…”