ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 394 ความสิ้นหวังของเจียงหมิง
ตอนที่ 394 ความสิ้นหวังของเจียงหมิง
ในคืนนั้น ประตูเมืองเมืองหนิงฉือเปิดออกอย่างช้า ๆ กลุ่มคนหนึ่งขี่ม้าออกจากเมืองอย่างเงียบกริบท่ามกลางยามราตรี คนจำนวนหลายสิบคนขี่ม้าล้อมรถม้าคันหนึ่งไว้ตรงกลาง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เสียงร้องอย่างสังเวชของนกอินทรีราตรีดังขึ้นหลายครั้ง เสียง ‘ซู่ซู่’ ดังขึ้นจากป่าไม้ ราวกับมีสัตว์ร้ายนับไม่ถ้วนซุ่มซ่อนอยู่ กำลังเคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบภายใใต้การสั่งการของหัวหน้า
ยามจื่อ
กลุ่มคนที่ออกจากเมืองหนิงฉือมาถึงจุดเติมเสบียงแห่งแรก หลังจากให้ม้าดื่มน้ำแล้ว พวกเขาก็ซื้ออาหารแห้งและน้ำจากจุดนั้นอีกบ้าง พักผ่อนไม่ถึงครึ่งยามก็เดินทางต่อทันที
หลังจากที่พวกเขาออกเดินทางไป นกอินทรีราตรีตัวหนึ่งที่คล่องแคล่วและดุร้ายก็บินออกจากลานหลังของจุดเติมเสบียง
ในคืนนั้น บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบจนน่ากลัว กลุ่มคนของจงเจิ้งเซวียนวิ่งควบม้าอย่างรวดเร็วไม่หยุดพักแม้แต่น้อย จงเจิ้งเซวียนนั่งในรถม้าหลับตาพักผ่อน แต่ใจยังสงบไม่ได้
เจียงหมิงที่ติดตามจงเจิ้งเซวียนนั่งในรถม้าอยู่ด้วยตลอดทาง เห็นจงเจิ้งเซวียนขมวดคิ้วอยู่ตลอดทาง จึงกล่าวขึ้น “องค์ชาย ทรงกังวลอยู่หรือพะยะค่ะ”
“อืม” จงเจิ้งเซวียนพยักหน้าอย่างไม่ปิดบัง “ข้ารู้สึกตลอดว่า ด้วยความระมัดระวังของเมิ่งเหวินจั๋ว เขาไม่อาจถูกหลอกด้วยฉากหลอกที่เราจงใจสร้างขึ้นได้ง่าย ๆ เช่นนี้”
“คนฉลาดก็มีเวลาหลับใหลบ้าง” เจียงหมิงปลอบใจว่า “ยิ่งไปกว่านั้น แม่ทัพเมิ่งกับคนของเขาเดินทางทั้งกลางวันกลางคืน ย่อระยะทางสองเดือนให้เหลือเพียงครึ่งเดือน ระหว่างทางก็ทั้งปีนเขาข้ามเทือกและลุยน้ำข้ามแม่น้ำ ทั้งจิตใจและกำลังกายต่างถึงขีดสุด ในสภาวะเช่นนี้ ความคิดของคนก็ไม่คล่องแคล่วเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะตัดสินใจผิดพลาดจึงสูงมาก”
ได้ยินเช่นนี้ จงเจิ้งเซวียนก็หรี่ตามองเจียงหมิง อีกฝ่ายกลับมีสีหน้าเปิดเผยราวกับไม่ใส่ใจการพิจารณาของจงเจิ้งเซวียน
ครู่ต่อมา จงเจิ้งเซวียนเบือนสายตาไป กล่าวอย่างเกียจคร้าน “เมิ่งฉีฮ่วนบุคคลนี้อันตราย ต้องป้องกันไว้ให้ดี ส่งคำสั่งของข้า เมื่อถึงจุดเติมเสบียงถัดไปให้พักผ่อนสองวัน รอข่าวจากซานจี๋ส่งมาแล้วค่อยตัดสินใจเรื่องขั้นต่อไป”
ได้ยินเช่นนี้แล้ว แม้เจียงหมิงจะอยากกล่าวอะไรมากมายก็ได้แต่เก็บกลับไป ก้มหน้ารับคำสั่งแล้วจึงลุกขึ้นออกจากรถม้า นำคำสั่งของจงเจิ้งเซวียนไปส่งต่อ
เมื่อเจียงหมิงกลับมาในรถม้าอีกครั้ง จงเจิ้งเซวียนหลับตาพักผ่อนต่อแล้ว
มองดูชายคนนี้ที่มีใบหน้าดูกรุณาปรานีอยู่ตรงหน้า เจียงหมิงก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาไม่น้อย
ตั้งแต่เขามาถึงที่นี่ เขาก็รู้ว่าตัวเองจะต้องประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แน่นอน หลังจากผ่านอุปสรรคมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดเมื่อมาถึงราชธานี องค์รัชทายาทไม่อยู่ในเมืองหลวง องค์ชายที่สามยังยังเยาว์เกินไป ดังนั้นเขาจึงเลือกองค์ชายรองจงเจิ้งเซวียน
น่าเสียดายที่จงเจิ้งเซวียนผู้นี้กลับหัวแข็งเกินไป หลาย ๆ เรื่อง หากเจ้าคนไร้ค่าผู้นี้ยอมฟังคำเขาบ้าง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาพลักษณ์ของคนว่างงานผู้มั่งคั่งมาบังหน้าเพื่อปิดบังสายตาผู้อื่น
คิดถึงตรงนี้ เจียงหมิงก็รู้สึกไม่ยอมรับนัก
องค์ชายใหญ่ต่างหากเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือ เขายอมรับฟังคำแนะนำอย่างกว้างขวาง สามารถปฏิบัติต่อผู้มีความปรารถนาดีด้วยความสุภาพ แม้แต่ในแคว้นตงฮั่นที่มีแนวคิดล้าหลัง เขายังสามารถสร้างระบบการเกษตรและการค้าที่มีขนาดใหญ่และเข้มงวดได้ ในความรับรู้ของเจียงหมิง สิ่งนี้ล้ำหน้าไปไม่รู้กี่ราชวงศ์
แม้ว่าที่นี่จะเป็นมิติคู่ขนาน แต่อารยธรรมมนุษย์ยังไม่เจริญรุ่งเรือง จึงไม่สามารถยอมรับแนวคิดของคนรุ่นหลังได้ทั้งหมด แต่จงเจิ้งเสียนในสมัยนั้นกลับสามารถฟังข้อเสนอของผู้อื่นอย่างอดทนแล้วจึงตัดสินใจได้เสมอ
ไม่ใช่เหมือนจงเจิ้งเซวียน ไม่ว่าเขาเจียงหมิงจะพูดอะไร เขาก็คิดว่าเป็นการพูดเกินจริง
จนกระทั่งเจียงหมิงตัดสินใจทำก่อนแล้วจึงรายงานทีหลัง ให้จงเจิ้งเซวียนเห็นผลลัพธ์แล้ว ไอ้คนไร้ความสามารถนี้จึงจะยอมมอบอำนาจให้เจียงหมิงไปทำอย่างเต็มที่เล็กน้อย
สิ่งนี้ทำให้เจียงหมิงที่มาจากอนาคตรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
บางทีในอนาคต เขาเจียงหมิงอาจเป็นเพียงคนธรรมดา มากที่สุดก็แค่รู้ประวัติศาสตร์มากกว่าคนในมิตินี้เล็กน้อย ข้อได้เปรียบไม่ได้มากนัก แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นคนจากอนาคต มีความคิดที่ก้าวหน้าล้ำสมัย ตอนแรกเจียงหมิงยังเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าตัวเองจะสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ในมิตินี้ แต่ไม่นึกว่าจะเจอจงเจิ้งเซวียนไอ้คนไร้ความสามารถนี้
ยิ่งน่าโมโหไปกว่านั้นคือ ไอ้คนไร้ความสามารถนี้กลัวว่าเขาจะไปเข้าข้างผู้อื่น จึงให้เขากินแมลงภักดี ตอนแรกเจียงหมิงก็ไม่คิดว่าสิ่งที่เรียกว่าวิชาแมลงจะมีอะไรพิเศษ จงเจิ้งเซวียนบอกเขาว่า หากเขามีใจคิดทรยศ ก็จะถูกแมลงหมื่นกัดกินจิตใจแล้วตาย
เจียงหมิงเองก็ไม่เชื่อคำพูดนั้น เขาเคยแอบไปหาจงเจิ้งเสียนและได้สนทนากันอย่างจริงใจเป็นเวลานาน
เดิมทีเจียงหมิงคิดว่าตัวเองสามารถออกจากข้างกายจงเจิ้งเซวียน ไปแสดงความสามารถข้างกายจงเจิ้งเสียนได้ ทว่าไม่นึกเลย พอกลับมาถึงที่พัก จงเจิ้งเซวียนก็รออยู่ในห้องแล้ว
เจียงหมิงยังจำได้จนถึงตอนนี้ว่า ขณะนั้นจงเจิ้งเซวียนเพียงแค่ดีดนิ้วครั้งเดียว เขาก็เริ่มเจ็บปวดจนล้มลงกับพื้น ทั้งตัวขดตัวเป็นก้อน ปากพ่นเลือดดำออกมาไม่หยุด ร่างกายชักกระตุกไปทั่ว
ตั้งแต่นั้นมา เจียงหมิงไม่กล้าผิดใจจงเจิ้งเซวียนอีก แต่เขาก็ยังไม่ยอมยินยอม!
หลังจากเจียงหมิงแต่งงาน ภรรยาผู้อ่อนโยนน่ารักของเขาให้กำเนิดลูกชายคนหนึ่งที่น่ารัก ขณะนั้นจงเจิ้งเซวียบอกกับเจียงหมิงว่า เนื่องจากเขาถูกลงอาคมถูกวางยาปีศาจ ชาตินี้เขาจะมีทายาทได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นเจียงหมิงจึงใช้ความอดทนอย่างสุดขีดเลี้ยงดูลูกชายคนนี้ ถ่ายทอดแนวคิดจากชาติปางก่อนของตนทั้งหมดให้กับลูกชายคือเจียงฉือ
เพียงแต่น่าเสียดาย ตอนที่เจียงฉืออายุได้ห้าขวบ เจียงหมิงให้เขาแอบไปหาจงเจิ้งเสียนครั้งหนึ่ง ขณะนั้นข้างกายจงเจิ้งเสียนมีเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว แต่เจียงหมิงไม่ยอมตาย
แต่ผลลัพธ์กลับทำให้เขาเจ็บปวดอย่างมาก
หลังจากเจียงฉือถูกคนของจวนองค์รัชทายาทส่งกลับบ้าน เขาก็กลายเป็นคนเซ่อซ่าโง่เขลาอย่างสมบูรณ์ จงเจิ้งเซวียนเดินทางมาที่บ้านด้วยตนเอง ตอนนั้นเจียงหมิงจึงรู้ว่า อาคมปีศาจในตัวเขานั้นจะส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป และผลกระทบต่อรุ่นต่อไปยังลึกซึ้งกว่าที่มีต่อตัวเขาอีก
เจียงหมิงอารมณ์เสีย ตั้งคำถามกับจงเจิ้งเซวียนว่าทำไมต้องทำแบบนี้กับลูกของเขา
จงเจิ้งเซวียนหัวเราะเย็ดเย้ย ถามเจียงหมิงกลับว่าทำไมต้องคิดผิดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนั้นเจียงหมิงจึงรู้ว่า ชาตินี้เขาไม่มีทางหนีพ้นจากการควบคุมของจงเจิ้งเซวียนได้แล้ว
บางทีอาจเห็นว่าเจียงหมิงเจ็บปวดเกินไป จงเจิ้งเซวียนกลับเกิดความปราณีขึ้นมา บอกกับเจียงหมิงเองว่า ถ้าเลี้ยงดูเจียงฉือให้ดี เขาก็ยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ ตั้งแต่นั้นมา เจียงหมิงละทิ้งความคิดเลือกนายคนอื่นอย่างสิ้นเชิง อยู่เคียงข้างจงเจิ้งเซวียนอย่างสงบสุข กลายเป็นที่ปรึกษาผู้ไว้ใจของจงเจิ้งเซวียน
แต่ความไม่ยอมยอมยินชิ้นหนึ่งในก้นบึ้งของจิตใจกลับไม่เคยปล่อยเจียงหมิงไปเพราะการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา
เขาทั้งหวังว่าจงเจิ้งเซวียนจะพ่ายแพ้และตายในสงครามชิงตำแหน่งรัชทายาท และกลัวว่าหลังจากจงเจิ้งเซวียนตาย เขาจะไม่มีวิธีรักษาลูกชายให้หายได้อีกต่อไป ดังนั้นแม้ว่าเจียงหมิงจะมีไอเดียแปลกใหม่เต็มท้อง แต่กลับค่อย ๆ ฝังกลบมันไว้ท่ามกลางความสงสัยแบบวันต่อวันของจงเจิ้งเซวียน
ครั้งนี้ที่ติดตามจงเจิ้งเซวียนหนีออกจากเมืองหลวง เจียงหมิงเตรียมพร้อมแล้ว
เขาจะลากจงเจิ้งเซวียนเข้าสู่นรกด้วยมือของตนเอง!
“เจียงหมิง” จงเจิ้งเซวียนซึ่งหลับตาพักผ่อนอยู่ตลอด พลันเอ่ยขึ้น ทั้งที่ดวงตายังคงปิดสนิท
“ตั้งแต่ตอนที่ข้าอายุสิบปี เจ้าอยู่ติดตามข้ามาโดยตลอด ระหว่างทางเกิดเรื่องราวมากมายเช่นนั้น เจ้าเคยโทษข้าว่าใจโหดเหี้ยมบ้างหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เจียงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตอบว่า “องค์ชายเหตุใดจึงทรงคิดเช่นนั้น ข้าน้อยมิได้มีใจสองใจต่อพระองค์มานานแล้ว”
“หากเจ้าคิดได้เช่นนั้นจริงก็ดี” จงเจิ้งเซวียนกล่าว พลางเหมือนจะถอนหายใจแผ่วเบา
“หากวันใดข้าเกิดเป็นอะไรไป พิษกู่ในร่างของเจ้าและบุตรชายเจ้าก็จะกำเริบขึ้นทันที ภายในไม่กี่ลมหายใจ ก็จะทำให้พ่อกับลูกตายอย่างไม่เหลือซาก”
เจียงหมิงตกตะลึงสุดขีด!!!