ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 395 มาถึงจุดเติมเสบียง
บทที่ 395 มาถึงจุดเติมเสบียง
เดิมทีแผนการของเขานั้นดีมาก ถึงตัวจะตายก็ไม่เป็นไร ส่วนบุตรชายที่ต้องใช้ชีวิตไร้จุดหมายไปวัน ๆ นั้น อย่างน้อยขอแค่มีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว ดังนั้นเขาจึงเตรียมการไว้ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวงแล้ว ว่าจะต้องสังหารจงเจิ้งเซวียนให้สิ้นชีพระหว่างทางให้ได้!
เขาคิดว่าวิชากู่ของจงเจิ้งเซวียนที่สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกได้นั่นก็โหดร้ายพอแล้ว แต่ไม่คิดว่าจงเจิ้งเซวียนจะโหดร้ายกว่าที่ตนคิดไว้เสียอีก!
“เจ้าอย่าได้ถือโทษโกรธข้าเลย” จงเจิ้งเซวียนยังคงหลับตา พลางเอ่ยอย่างเนิบนาบ “หากจะโทษ ก็โทษที่ตัวเจ้าเองเถอะ ที่สมัยยังหนุ่มไม่ยืนหยัดในจุดยืน คิดแต่จะเลือกเจ้านายใหม่อยู่เสมอ มิเช่นนั้นข้าก็คงไม่ต้องใช้กู่พิษแบบนี้ เพื่อให้คนมีมากความสามารถเช่นเจ้าอยู่ข้างกายข้าหรอก”
“อ้อ ใช่แล้ว” จงเจิ้งเซวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องสามัญทั่วไป “กู่พิษที่ข้าใช้กับเจ้าไม่เพียงแต่จะสืบทอดไปยังบุตรชายเท่านั้น แต่ภรรยาของเจ้าก็โดนด้วยเช่นกัน กู่พิษชนิดนี้ร้ายกาจมาก มันสามารถสืบทอดไปยังคนอื่นผ่านการร่วมรักระหว่างชายหญิง ส่วนกู่ตัวแม่อยู่ในร่างกายข้า ถ้าข้าตาย ครอบครัวของเจ้าก็จะไม่มีใครรอดชีวิต จงจำไว้ให้ดี”
โชคดีที่ตอนนี้เป็นยามค่ำคืน แม้ภายในรถม้าจะมีโคมไฟจุดอยู่ แต่นั่นก็มืดสลัว ตัวจงเจิ้งเซวียนเองก็คงหลับตาอยู่ จึงไม่เห็นสีหน้าอันชั่วร้ายโหดเหี้ยมบนใบหน้าของเจียงหมิง
น่าเสียดายที่แม้เจียงหมิงจะเกลียดชังจงเจิ้งเซวียนจนอยากจะสับร่างอีกฝ่ายให้ละเอียดเป็นชิ้น ๆ ณ เดี๋ยวนั้น แต่ก็ไม่อาจลงมือทำได้
ชีวิตของตน ชีวิตของภรรยา ชีวิตของบุตรชาย ล้วนอยู่ในกำมือของจงเจิ้งเซวียนทั้งสิ้น แล้วเขามีสิทธิ์อะไรที่จะไปต่อกรจงเจิ้งเซวียน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงหมิงก็ถอนหายใจยอมรับชะตากรรม “ขอฝ่าบาทวางพระทัย แม้เจียงหมิงจะต้องตาย ก็จะคุ้มครองฝ่าบาทอย่างแน่นอน”
ได้ยินคำพูดนี้จากเจียงหมิง จงเจิ้งเซวียนรู้สึกพอใจในที่สุด
ภายใต้แสงโคมไฟอันมืดสลัว จงเจิ้งเซวียนค่อย ๆ ลืมตามองไปยังเจียงหมิง นัยน์ตาเขาฉายแววเป็นประกายแห่งการสำรวจส่องผ่านออกมา “ไม่นานมานี้ เจ้าเคยพูดกับข้าว่า การกระทำของฮั่นหรงฟูเหรินเหมือนคนในยุคของเจ้าใช่หรือไม่?”
“ใช่” เจียงหมิงตอบพร้อมทอดสายตาลงต่ำ แสดงท่าทียอมจำนนต่อโชคชะตา “วิธีการปลูกพืชที่ฮั่นหรงฟูเหรินเชี่ยวชาญมีเพียงในยุคของข้าเท่านั้น วิธีการปลูกองุ่นแบบปักชำเป็นวิธีจากยุคสมัยข้า อีกทั้งวิธีการใช้เครื่องปรุงรสในถานไคว่ ระบบการจัดการทะเบียนครัวเรือนหลังสร้างหมู่บ้านผู้อพยพใหม่ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ฮั่นหรงฟูเหรินแสดงออกมาไม่เหมือนกับคนในยุคนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของจงเจิ้งเซวียนก็เผยความตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย “รอข้าพบปะกับแคว้นเสวียนจิ้งเสร็จแล้ว จะรีบรวมทัพกับแคว้นเหลี่ยหลานทันที เมื่อยึดเมืองหลวงเสร็จ ข้าจะรับฮั่นหรงฟูเหรินผู้นี้เข้าสู่ตำหนักใน และจะทะนุถนอมนางเป็นพิเศษ!”
“ฝ่าบาท” เจียงหมิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน “หากฝ่าบาทยกทัพไปยังเมืองหลวง ข้าแนะนำว่าฝ่าบาทอย่าเพิ่งสังหารแม่ทัพเมิ่ง แต่ควรใช้เขาเป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่ฮั่นหรงฟูเหรินจะได้ผลกว่าการบังคับการใช้กำลังเข้าควบคุมนาง”
“โอ้? เจ้าหมายความว่าเมื่อร่างของนางกลายเป็นของเล่นของข้าแล้ว แต่หัวใจนางยังไม่ยอมสิโรราบงั้นหรือ?” เห็นได้ชัดว่าจงเจิ้งเซวียนไม่เชื่อ
“ยากที่จะกล่าวได้ขอรับ” เจียงหมิงไตร่ตรองคำพูดอย่างระมัดระวัง “พอถึงเวลานั้น ฝ่าบาทคงไม่ประสงค์ให้ฮั่นหรงฟูเหรินที่มีนิสัยใจคอเด็ดเดี่ยวเลือกเส้นทางปลิดชีพตัวเองใช่ไหมขอรับ ”
ที่เจียงหมิงกล่าวเช่นนี้ก็มีเหตุผลส่วนตัวของตนเองอยู่ด้วย
ในตอนแรกที่ชื่อเสียงของหลี่เยว่หานเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง เจียงหมิงไม่ได้ใส่ใจสตรีนางนี้นัก แต่สิ่งที่ทำให้เจียงหมิงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา คือรายงานการสืบสวนที่ลูกน้องของจงเจิ้งเซวียนรวบรวมส่งกลับมายังเมืองหลวง เป็นเรื่องราวพฤติกรรมต่าง ๆ ของหลี่เยว่หานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง เจียงหมิงตั้งใจเดินทางไปยังจางหนิงด้วยตนเอง เห็นองุ่นเลื้อยและเมลอนงามที่หลี่เยว่หานทิ้งไว้ อีกทั้งยังเห็นเกลือบริโภคที่ถูกกลั่นจนละเอียดยิ่งพร้อมเครื่องปรุงรสต่าง ๆ มากมายในลานบ้านที่หลี่เยว่หานเคยอาศัยอยู่ จนเจียงหมิงเริ่มสงสัยว่า แท้จริงแล้วหลี่เยว่หานจะเป็นคนที่ข้ามภพมาจากอนาคตหรือไม่
ต่อมา หลี่เยว่หานในเมืองหลวงยิ่งทำตัวบุ่มบ่าม ทำอะไรไร้หลักการ ทั้งยังสร้างหมู่บ้านผู้อพยพขึ้นใหม่
นับตั้งแต่นั้นมา เจียงหมิงจึงแน่ใจว่าหลี่เยว่หานต้องเป็นคนข้ามภพมาอย่างแน่นอน
เพราะระบบการจัดการทะเบียนบ้านที่นางร่างขึ้นมาเพื่อใช้ในหมู่บ้านผู้อพยพนั่น ก็คือกฎหมายการจัดการทะเบียนบ้านในอนาคตอย่างแน่นอน
การแบ่งกลุ่มตามจำนวนคนและที่พักอาศัย แต่ละกลุ่มชาวบ้านมีหัวหน้ากลุ่มหนึ่งคนคอยดูแลจัดการการเข้าออกของผู้คนในกลุ่ม แบ่งที่ดินตามประชากรที่อาศัยถาวร แบ่งงานตามแรงงานและแบ่งผลตอบแทนตามค่าค่าตอบแทน นี่มันไม่ใช่ระบบการทำงานในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมหรอกหรือ!
ยิ่งเจียงหมิงมั่นใจว่าหลี่เยว่หานข้ามภพมา เขาก็ยิ่งรู้สึกประหม่าและหวาดกลัวขึ้น
เขากลัวหลี่เยว่หานรู้ว่าตนเองเป็นคนจากอนาคตเช่นกัน แต่อย่างไรเสีย ในฐานะคนที่มาจากอนาคต การได้มาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ก็ดูน่าสมเพชเสียจริง
เขายังกลัวว่าจงเจิ้งเซวียนจะมองทะลุว่าหลี่เยว่หานเป็นคนจากอนาคต จากความเข้าใจของเจียงหมิงที่มีต่อจงเจิ้งเซวียน ทันทีที่เขารู้ว่าหลี่เยว่หานเป็นเหมือนสมบัติอันล้ำค่า เขาก็พร้อมลงมือแย่งชิงนางมาเป็นของตนอย่างแน่นอน
ฉะนั้น ทุกครั้งที่จงเจิ้งเซวียนถามเจียงหมิงเพื่อยืนยันว่า หลี่เยว่หานเป็นคนจากอนาคตหรือไม่ เจียงหมิงก็จะพูดอ้อมค้อม ต่อมา หลังจากที่จงเจิ้งเซวียนค้นพบว่าหม้อไฟมีอยู่จริง โดยไม่ต้องให้เจียงหมิงยืนยัน จงเจิ้งเซวียนก็ตัดสินได้ว่าหลี่เยว่หานคือคนที่มาจากยุคหลัง
ไม่มีเหตุผลอื่นใด เพียงเพราะเจียงหมิงเคยนำหม้อไฟไปถวายแก่จงเจิ้งเซวียนด้วยเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นจงเจิ้งเซวียนรู้สึกว่าการกินหม้อไฟยุ่งยากเกินไป จึงไม่ได้ส่งเสริมให้แพร่หลาย
เมื่อโรงเตี๊ยมปาเซียนเริ่มมีเมนูหม้อไฟ เจียงหมิงจึงกลัวมาก เขารู้ตัวแล้วว่าไม่อาจปกปิดตัวตนของหลี่เยว่หานไว้ได้แล้ว
โชคดีที่จงเจิ้งเซวียนยังไม่ทันได้ทำอะไร วังใต้ดินของหอรุ่ยอี้ก็ถูกคนขุดพบเสียก่อน เขาจึงจำเป็นต้องทิ้งเรื่องในเมืองหลวงแล้วหลบหนีไปอย่างลนลาน แม้กระทั่งตอนหนีก็ยังไม่ลืมที่จะสั่งให้คนไปสังหารลูกหลานตระกูลเฉินผู้หนึ่ง
ใช่แล้ว ใช้วิชากู่พิษเช่นกัน
จงเจิ้งเซวียนมีนิสัยขี้ระแวงสงสัย คนที่สวามิภักดิ์ต่อเขาจำนวนไม่น้อย ล้วนถูกจงเจิ้งเซวียนลงวางพิษกู่แล้วทั้งสิ้น เจียงหมิงไม่รู้ว่าจงเจิ้งเซวียนได้วิชากู่พิษมาจากที่ใด จนกระทั่งเจียงหมิงทราบว่ามารดาผู้ให้กำเนิดเขาเป็นหญิงเผ่าเหมียว ในอดีตถูกคนขายเข้าตระกูลชุย และติดตามชุยกุ้ยเฟยเข้าวังมาทำหน้าที่สาวใช้ล้างเท้า ท้ายที่สุดบังเอิญได้รับพระกรุณาจากฮ่องเต้ หลังจากให้กำเนิดจงเจิ้งเซวียน ก็รู้ว่าตนมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงเขียนวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ซ่อนไว้ข้างกายจงเจิ้งเซวียน
สิ่งเหล่านี้แม้แต่ชุยกุ้ยเฟยก็ไม่รู้ จวบจนสิ้นชีพ นางก็ยังคิดว่าเหตุผลที่จงเจิ้งเซวียนกลายเป็นเช่นนี้ เพราะนางดูแลไม่ดีพอ จึงยอมเป็นหุ่นเชิดให้จงเจิ้งเซวียนด้วยความสมัครใจมานานหลายปี
เมื่อนึกถึงสิ่งเหล่านี้ เจียงหมิงพลางถอนหายใจอย่างไร้เสียง
ภายในจิตใจของเขาตอนนี้ยุ่งเหยิงนัก ด้านหนึ่งก็หวังว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะถูกจงเจิ้งเซวียนหลอกเข้าจริง ๆ และมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเหวินไห่
แต่อีกด้านก็หวังว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะไม่ได้ถูกจงเจิ้งเซวียนวางอุบายฃ ซุ่มโจมตีอที่เส้นทางข้างหน้า เตรียมพร้อมจับพวกเขาทั้งหมดได้ในคราวเดียว
ช่างรู้สึกสลับซับซ้อนยิ่งนัก…
ค่ำคืนหนึ่งผ่านไปอย่างสงบ เจียงหมิงมองเห็นแสงอรุณรุ่งสว่างขึ้น แล้วก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดีใจที่เมื่อคืนไม่ได้เผชิญหน้ากับเมิ่งฉีฮ่วน หรือเป็นเพราะรู้สึกเสียดายที่เมิ่งฉีฮ่วนตกหลุมพรางของจงเจิ้งเซวียนเข้าจริง ๆ่
“ฝ่าบาท” เจียงหมิงเก็บซ่อนอารมณ์ของตนอย่างรวดเร็ว แล้วทูลต่อจงเจิ้งเซวียนที่ยังคงเอนตัวหลับตาอยู่ “พวกเรามาถึงเขตปลอดภัยแล้ว บริเวณนี้ข้าได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ทุกคนล้วนเป็นคนของพวกเรา พระองค์สามารถพักผ่อนได้ระยะหนึ่ง”
“อืม” จงเจิ้งเซวียนตอบรับอย่างเฉยเมย “ให้คนไปตรวจสอบให้ละเอียดก่อน หลังยืนยันได้ว่าเป็นคนของเราจริง พวกเราค่อยเข้าไป”
“ได้!” เจียงหมิงตอบรับพลางลุกขึ้นออกจากตัวรถม้า แต่ในใจกลับด่าทอจงเจิ้งเซวียนผู้รักตัวกลัวตายไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง!
ขี้ขลาดขนาดนี้ ยังคิดจะสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีก! ฝันไปเถอะ!