ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 413 กวนน้ำให้ขุ่นคลัก
บทที่ 413 กวนน้ำให้ขุ่นคลัก
หลังจากหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง เมิ่งฉีฮ่วนก็ลุกขึ้นจากไปในขณะที่ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี หลี่เยว่หานยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องอุ่น มองตามแผ่นหลังของสามีจนลับสายตาไป พลางทอดถอนใจแผ่วเบา ก่อนจะเรียกหมิงจูเข้ามา สั่งให้นางพาบ่าวไพร่ไปถอดป้ายชื่อคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งออก แล้วนำป้ายชื่อจวนแม่ทัพกลับมาติดตั้งไว้ตามเดิม
หมิงจูแม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจแต่ก็มิได้ซักไซ้ให้มากความ นางรีบไปจัดการตามคำสั่งทันที
เมื่อหลี่เยว่หานกลับเข้ามาในห้อง แม่นมก็เพิ่งจะป้อนนมบุตรทั้งสองเสร็จพอดี เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานตื่นแล้ว จึงได้อุ้มเด็กน้อยทั้งสองเข้าไปในห้องอุ่น
หลี่เยว่หานมองดูเด็กน้อยผิวพรรณผุดผ่องน่ารักทั้งสองแล้วก็ทอดถอนใจ นางพยายามกดข่มความกังวลในใจเอาไว้ ก่อนจะหยิบกลองป๋องแป๋งขึ้นมาแกว่งไกวหยอกล้อกับบุตรอย่างทะนุถนอม
ณ พระราชวัง ท้องพระโรงทองคำ
นับตั้งแต่จงเจิ้งเสียน อดีตรัชทายาทปรากฏตัวขึ้น เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับถูกกดปุ่มปิดเสียง ทุกคนมีสีหน้าตื่นตะลึงไม่ต่างกัน แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมา
เมิ่งฉีฮ่วนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา ส่วนจงเจิ้งเสียนเองก็นั่งวางท่าสงบนิ่งอย่างมั่นคง ประหนึ่งว่าเขาไม่เคยจากราชสำนักแห่งนี้ไปเลย
เนิ่นนานผ่านไป ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเสด็จขึ้นประทับบนบัลลังก์ หลังจากเสียงถวายพระพรดังกระหึ่ม พระองค์ก็ทรงเป็นฝ่ายเอ่ยถึงจงเจิ้งเสียนขึ้นมาด้วยองค์เอง
“หลายปีมานี้ เสียนเอ๋อร์ออกไปสืบข่าวลับเป็นการส่วนตัว ยามนี้เขากลับคืนสู่ราชสำนักแล้ว ข้าหวังว่าพวกเจ้าทั้งหลายจะช่วยกันถวายการรับใช้และสนับสนุนเขาให้ดี”
คำตรัสเพียงประโยคเดียวกลับมีความหมายคลุมเครือและไม่ชัดเจนอย่างยิ่ง
ขุนนางผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าก้าวออกมาถามว่า “ฝ่าบาท ยามนี้บ้านเมืองได้สถาปนารัชทายาทองค์ใหม่แล้ว มิทราบว่าการที่องค์ชายใหญ่กลับมาในครั้งนี้ จะทรงดำรงตำแหน่งใดในราชสำนักขอรับ?”
ผู้ที่เอ่ยขึ้นคือใต้เท้าสิงแห่งที่ทำการเมืองหลวง เขาได้เลื่อนตำแหน่งตั้งแต่ช่วงบูรณะหมู่บ้านผู้อพยพ และเป็นคนขององค์ชายสาม ยามนี้องค์ชายสามยังคุมทัพอยู่ภายนอกมิได้กลับมา แต่จู่ๆ องค์ชายใหญ่ที่เคยมีข่าวว่าสิ้นพระชนม์กลับปรากฏตัวขึ้น ในฐานะคนสนิทของนายใหม่ เขาจึงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์ชายสามเป็นธรรมดา
“คำพูดของใต้เท้าสิงช่างน่าขันนัก ตำแหน่งรัชทายาทแห่งแคว้นตงฮั่นย่อมต้องสถาปนาตามหลักบุตรคนโตและบุตรสายตรง ยามนี้องค์ชายใหญ่กลับคืนสู่ราชสำนัก อีกทั้งในอดีตทรงแสร้งสิ้นพระชนม์เพื่อปฏิบัติภารกิจลับเพื่อบ้านเมืองด้วยความจำเป็น บัดนี้ภารกิจเสร็จสิ้นกลับคืนมา ย่อมต้องดำรงตำแหน่งรัชทายาทตามเดิม!” ผู้ที่กล่าวโต้คือใต้เท้าชิว รองเสนาบดีกรมกลาโหม ซึ่งแต่เดิมกรมกลาโหมเคยเป็นฐานอำนาจขององค์ชายใหญ่มาก่อน หลังจากมีข่าวว่า จงเจิ้งเสียนสิ้นพระชนม์พวกเขาก็กลายเป็นฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ และการที่จงเจิ้งเสียนกลับมาในครั้งนี้ ย่อมต้องมีการติดต่อประสานงานกับขุมกำลังเดิมไว้เรียบร้อยแล้ว
“วาจาของใต้เท้าชิวแปลกพิกลนัก” ใต้เท้าสิงไม่ยอมรามือ “หากองค์ชายใหญ่แสร้งสิ้นพระชนม์เพื่อภารกิจลับเพื่อบ้านเมืองจริง เหตุใดฝ่าบาทจึงสถาปนาองค์ชายสามเป็นรัชทายาทองค์ใหม่เล่า!
เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาทเองก็มิทรงทราบว่าองค์ชายใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้นย่อมมิทรงปล่อยให้เกิดสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนเช่นในวันนี้แน่นอน เรื่องนี้ต้องโทษองค์ชายใหญ่ที่คิดการมิรอบคอบ จนทำให้เกิดเหตุการณ์รัชทายาทเก่าและใหม่ซ้อนทับกันเช่นนี้”
ใต้เท้าสิงที่ตัดสินคดีมานานปี เรื่องการใช้ฝีปากโต้เถียงย่อมไม่เคยแพ้ผู้ใด อีกทั้งเขายังดูไม่เกรงกลัวฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อย มิรู้ว่าเขาไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใดกัน
“เหิมเกริม!” รองเสนาบดีชิวแค่นเสียงเย็น เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนยืนนิ่งทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ข้างๆ ก็คิดจะลากอีกฝ่ายเข้ามาร่วมวงด้วยทันที “มิทราบว่าเรื่องนี้ ท่านแม่ทัพเหล็กกล้ามีความเห็นประการใดบ้าง?”
“ข้าหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนเหลือบมองใต้เท้าชิวครู่หนึ่งก่อนจะตอบเรียบๆ ว่า “ข้าก็ยืนมองอยู่ตรงนี้อย่างไรเล่า”
“ท่าน…” ใต้เท้าชิวคิดไม่ถึงเลยว่าคนในสังกัดกรมกลาโหมด้วยกันที่ปกติจะแก่งแย่งกันเองบ้างก็ช่างเถอะ แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนยังมิวายเหน็บแนมเขา จนเขาโกรธจนพูดไม่ออก
เมิ่งฉีฮ่วนมองดูการถกเถียงเรื่องรัชทายาทเก่าและใหม่อย่างเย็นชา ใบหน้าไร้ความรู้สึกใดๆ เช่นเดียวกับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นและจงเจิ้งเสียนที่นิ่งดูเหล่าขุนนางโต้เถียงกันไปมาโดยมิได้แสดงท่าทีใดออกมาเช่นกัน
จนกระทั่งเสียงลากยาวของขันทีดังขึ้น การโต้เถียงทั้งหมดจึงสงบลง
“รัชทายาทเสด็จ—”
เนื่องจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นยังมิได้มีราชโองการปลดรัชทายาท คำว่ารัชทายาทในที่นี้ย่อมหมายถึง จงเจิ้งอวี่
เมื่อได้ยินเสียงประกาศ สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นมาบ้าง เขารู้อยู่แล้วว่าข่าวที่ฮ่องเต้สั่งให้ จงเจิ้งเซวียน เร่งเดินทางกลับเมืองหลวงจะต้องไปถึงหูของจงเจิ้งอวี่แน่นอน เขาจึงคาดการณ์ไว้ว่าจงเจิ้งอวี่จะต้องรีบกลับมาให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นทุกอย่างอาจจะไม่อยู่ในการควบคุมของตนอีกต่อไป
ทว่าช่างน่าเสียดายที่จงเจิ้งอวี่คำนวณร้อยแปดพันประการ แต่กลับคำนวณไม่ได้เลยว่าพี่ชายคนโตของเขายังมีชีวิตอยู่
ทันทีที่เห็นจงเจิ้งเสียนกลางท้องพระโรง จงเจิ้งอวี่ที่ยังสวมชุดเกราะมิทันได้ผลัดเปลี่ยนก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก แม้แต่การถวายบังคมฮ่องเต้ก็ยังลืมเลือนไปสิ้น
“พี่… พี่ใหญ่…?” จงเจิ้งอวี่เอ่ยตะกุกตะกัก “ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือ?”
“ฝ่าบาท” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยเตือนขึ้นมา “ฝ่าบาทยังประทับอยู่ตรงนี้นะขอรับ”
จงเจิ้งอวี่จึงได้สติกลับคืนมา รีบคุกเข่าลงต่อหน้าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแล้วรายงานด้วยเสียงอันดังหนักแน่น “ลูกถวายความเคารพเสด็จพ่อ! การศึกกับแคว้นเลี่ยหลานในครั้งนี้ ลูกสามารถจับกุมเชลยศึกได้กว่าสองหมื่นหกพันคน อีกทั้งยังคุมตัวซานจี๋ ขุนพลใหญ่แห่งแคว้นเลี่ยหลานกลับมาได้ด้วย
เพื่อป้องกันมิให้เขาหลบหนี ลูกจึงได้เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อคุมตัวซานจี๋กลับมายังเมืองหลวงก่อนกำหนด เพื่อรอให้เสด็จพ่อทรงลงพระอาญาขอรับ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าจงเจิ้งอวี่ยังทำงานมิรอบคอบนัก นึกมิถึงว่าคราวนี้นอกจากจะไม่วู่วามแล้ว ยังรู้จักใช้การจับกุมขุนพลคนสำคัญของเลี่ยหลานมาเป็นข้ออ้างในการกลับเมืองหลวงก่อนกำหนดอีกด้วย
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นยังมีสีหน้าสงบนิ่งดุจขุนเขา ทรงโบกพระหัตถ์เบาๆ แล้วตรัสว่า “อวี่เอ๋อร์ลำบากเจ้าแล้ว ยามนี้เจ้ากลับมาแล้ว ประจวบเหมาะกับที่พี่ใหญ่ของเจ้าก็กลับมาพอดี เรื่องตำแหน่งรัชทายาทนี้ พวกเจ้าสองพี่น้องจงไปหารือกันเองเถิดว่าผู้ใดจะเหมาะสม ข้าเบื่อที่จะฟังพวกขุนนางเก่าแก่เหล่านี้ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจรำคาญหูเต็มทีแล้ว”
“ฝ่าบาท” เมิ่งฉีฮ่วนชิงก้าวออกมาข้างหน้าก่อนที่จงเจิ้งอวี่และจงเจิ้งเสียนจะทันได้อ้าปาก “ข้าเห็นว่า เรื่องขององค์ชายรองนั้นสำคัญกว่าขอรับ”
ทันทีที่เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถึงจงเจิ้งเซวียน ทุกคนในท้องพระโรงต่างก็เงียบกริบ
ใครบ้างจะไม่รู้ว่า จงเจิ้งเซวียน ถูกเมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้จับกุมมาด้วยมือตนเอง แต่ จงเจิ้งเซวียน ก็คือพระโอรสแท้ๆ ของฮ่องเต้ ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนเป็นเพียงคนนอก แม้แต่เสือที่ดุร้ายยังไม่กินลูกตนเอง การที่ฮ่องเต้มิทรงเอ่ยถึง จงเจิ้งเซวียน ย่อมแสดงว่าต้องการไว้ชีวิตพระโอรส
แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในยามนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะทำตามพระประสงค์ของฮ่องเต้ แล้วเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่?
สีหน้าของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเองก็น่าเกลียดไม่แพ้กัน ทรงจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสช้าๆ ว่า “องค์ชายรอง จงเจิ้งเซวียน กระทำความผิดมหันต์ ให้ถอดถอนออกจากฐานันดรศักดิ์กลายเป็นสามัญชน กักบริเวณไว้ในจวน มิอนุญาตให้ออกมาสู่ภายนอกชั่วชีวิต”
“เพียงเท่านี้หรือขอรับ?” เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้ว ดูท่าทางไม่ค่อยพอใจนัก “ฝ่าบาท องค์ชายรองใช้ศาสตร์คุณไสยฆ่าคน อีกทั้งยังสร้างห้องลับใต้ดินที่หอหรูอี้ ซ้ำร้ายยังสมคบคิดกับศัตรูภายนอก ทั้งแคว้นเลี่ยหลานและแคว้นเสวียนจิ้ง เปิดประตูเมืองชักศึกเข้าบ้าน ให้กองทัพทั้งสองเหยียบย่ำผืนแผ่นดินตงฮั่นและเข่นฆ่าราษฎรไปมากมาย มิทราบว่าฝ่าบาทมิทรงคิดจะลงทัณฑ์ให้สถานหนักกว่านี้หรือขอรับ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วน ทุกคนต่างมีความคิดตรงกันอย่างหนึ่งคือ… เมิ่งฉีฮ่วนบ้าไปแล้ว!
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากลงโทษ จงเจิ้งเซวียน อย่างรุนแรง แม้แต่ข้อหาก็ไม่ยอมเอ่ยถึง เพียงแต่ลดตัวเป็นสามัญชนและกักขังไว้ในจวนเท่านั้น แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับตีแผ่ความผิดของ จงเจิ้งเซวียน ออกมาจนหมดเปลือก เช่นนี้ถ้าไม่ใช่การพังกระดานแล้วจะเรียกว่าอะไร!
ยามนี้เรื่องรัชทายาทเก่าและใหม่ยังหาข้อยุติมิได้ เมิ่งฉีฮ่วนยังจะบีบให้ฮ่องเต้จัดการองค์ชายรองก่อนอีกหรือ?
ทว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนคิดผิด เมิ่งฉีฮ่วนมิได้ตั้งใจจะเหยียบย่ำ จงเจิ้งเซวียน ให้จมดินเสียทีเดียว
ในเมื่อฮ่องเต้หลิงอวิ๋นอยากให้จงเจิ้งเสียน และจงเจิ้งอวี่ แข่งขันกันชิงตำแหน่งรัชทายาทด้วยความสามารถของตนเอง เช่นนั้นเขาก็จะช่วยเติมฟืนเข้ากองไฟเสียหน่อย
เขาอาศัยจังหวะที่ตระกูลเฉินยังไม่ละทิ้งจงเจิ้งเซวียนและอาศัยความใจอ่อนของฮ่องเต้ที่มิกล้าประหารโอรส บีบให้ฮ่องเต้มิกล้าเอาผิดจงเจิ้งเซวียนต่อหน้าสาธารณชน เพื่อเปิดโอกาสให้ จงเจิ้งเซวียน เข้ามาทำให้กระแสน้ำในวังวนนี้ขุ่นคลักจนถึงที่สุด!
ใครใช้ให้ฮ่องเต้แอบคุมตัว จงเจิ้งเซวียน กลับมาก่อนกำหนด จนทำให้เมิ่งฉีฮ่วนจำต้องรั้งอยู่ในเมืองหลวงต่อกันเล่า เมิ่งฉีฮ่วนผู้นี้มิใช่คนที่ใครจะมาลอบวางแผนจัดการได้โดยง่าย!