ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 412 ตกเลือด
บทที่ 412 ตกเลือด
หนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงร้องไห้แผ่วเบาก็ดังขึ้น เป็นบุตรชาย จากนั้นไม่นานเสียงร้องไห้ที่สองก็ดังตามมา เป็นบุตรสาว
หลี่เยว่หานให้กำเนิดบุตรแฝดชายหญิงในครรภ์เดียว ซึ่งสำหรับแคว้นตงฮั่นแล้ว ถือเป็นนิมิตหมายอันเป็นมงคลยิ่ง
ทว่าช่างน่าเวทนาที่หลังจากให้กำเนิดทารกทั้งสอง หลี่เยว่หานก็สิ้นเรี่ยวแรงจนสลบไสลไป หมอตำแยอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกมาที่ห้องโถงด้านนอกเพื่อให้พระชายามู่อันซึ่งเฝ้ารอมาทั้งวันทั้งคืนได้ยลโฉม
ฝ่ายฮองเฮาที่ทราบข่าวเรื่องหลี่เยว่หานคลอดก่อนกำหนดอย่างกะทันหันก็ได้เสด็จออกจากวังมาในวันนี้เช่นกัน ทั้งสองพระองค์ต่างอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขนคนละคนพลางแย้มสรวลด้วยความเบิกบานใจยิ่งนัก
“พระชายา ฮองเฮาขอรับ” หมอกู่กำชับให้คังโหรวและหมิงจูเปลี่ยนชุดให้หลี่เยว่หานแล้วอุ้มนางไปพักผ่อนบนเตียงเรียบร้อยแล้ว จึงเดินออกมาทำความเคารพ “ทารกทั้งสองอยู่ในครรภ์นานเกินไป ร่างกายจึงค่อนข้างอ่อนแอ ยามนี้ห้ามต้องลมเด็ดขาด ควรสั่งให้บ่าวรับใช้จุดเตาถ่านเพื่อให้ห้องอบอุ่น และคอยดูแลให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกขอรับ”
การให้กำเนิดบุตรเดิมทีก็เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด หลี่เยว่หานคลอดบุตรในห้องนอน แต่กลับถูกย้ายไปพักฟื้นที่ห้องอุ่นซึ่งอยู่ติดกัน เมื่อได้รับคำแนะนำจากหมอกู่ บ่าวไพร่ในจวนแม่ทัพก็รีบจุดไฟในอุโมงค์ความร้อนใต้ดินทันที
แม้การจุดความร้อนในยามนี้จะถือว่าเช้าไปบ้าง แต่ทุกอย่างย่อมมิอาจเทียบความสำคัญกับเจ้านายของพวกเขาได้
“เอาละ เจ้าก็ได้เห็นเด็กแล้ว คนก็เห็นแล้ว ในจวนแม่ทัพมีข้าอยู่คงไม่มีปัญหาอะไร เจ้าจงรีบกลับวังไปเสียเถิด มิเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะเกิดคำครหาอันใดตามมา!” พระชายามู่อันและฮองเฮาอุ้มทารกเข้าไปในห้องอุ่น วางลงบนเตียงหลังเล็ก จากนั้นพระชายามู่อันก็เริ่มเอ่ยปากไล่
“ทำเช่นนี้มิได้นะเจ้าคะ” ฮองเฮาทรงทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ “แม้คนหนุ่มสาวทั้งสองจะยังมิประสีประสา แต่ท่านย่อมทราบดี อย่างไรเสียข้าก็มีฐานะเป็นพี่สะใภ้คนหนึ่ง ยามนี้เหวินจั่วมิอยู่บ้าน ข้าก็ต้องทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด”
พระชายามู่อันมิสนพระทัยเรื่องเหล่านั้น ทั้งยังมิสนว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงฮองเฮา นางยื่นมือไปประคองร่างแล้วกึ่งผลักกึ่งดันให้ออกไปด้านนอก “สะใภ้อะไรกัน ยามนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ เจ้าอย่ามาเพิ่มความวุ่นวายเลย จงกลับวังไปเป็นฮองเฮาให้สบายใจเถิด ที่นี่มีข้าอยู่ อีกประเดี๋ยวคนจากจวนซิงกั๋วกงก็คงจะมาถึง เจ้ามิต้องลำบากแล้ว”
เมื่อพระชายามู่อันเอ่ยถึงเพียงนี้ ฮองเฮาก็ย่อมมิคิดจะรั้งอยู่ต่อ ทรงเดินออกไปพลางบ่นงึมงำว่า “ไม่ยอมให้ข้าอยู่เล่นด้วย ใจร้ายเกินไปแล้ว”
เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว หมิงจูก็วิ่งพรวดพราดออกมาจากห้องอุ่นด้วยท่าทางซวนเซ นางคุกเข่าลงต่อหน้าฮองเฮาและพระชายามู่อันจนเสียงดังตุ้บ ใบหน้าซีดเผือด “ท่านหญิงของบ่าวตกเลือดเจ้าค่ะ ขอทั้งสองพระองค์โปรดช่วยท่านหญิงของบ่าวด้วย!” พูดไปหมิงจูก็โขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรง
ทันทีที่ได้ยินว่าหลี่เยว่หานตกเลือด ฮองเฮาและพระชายามู่อันต่างก็รู้สึกเย็นวาบไปตามแผ่นหลัง รีบหันหลังกลับแล้ววิ่งเข้าไปในห้องอุ่นทันที
คังโหรวยังพอมีสติมั่นคงกว่า ในยามที่หมิงจูวิ่งออกไปอ้อนวอนฮองเฮาและพระชายามู่อัน คังโหรวก็ได้วิ่งไปเชิญหมอกู่ที่ยังคงอยู่ในจวนให้รีบมาดูอาการแล้ว
การคลอดครรภ์นี้ของหลี่เยว่หานเดิมทีก็เสี่ยงอันตรายยิ่งนัก เดิมทีหมอกู่คอยเฝ้าระวังอยู่ตลอดว่าหลี่เยว่หานจะเกิดอาการตกเลือดหรือไม่ เมื่อเห็นว่านางคลอดได้อย่างปลอดภัยเขาก็คิดว่าคงไร้กังวลแล้ว นึกมิถึงว่าในยามนี้กลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ทำให้หมอกู่เองก็ร้อนรนจนนั่งไม่ติด
ฮองเฮาและพระชายามู่อันยืนเคียงข้างกัน มองดูหมอกู่ฝังเข็มจนเต็มแขนของหลี่เยว่หาน ความวิตกกังวลปรากฏชัดบนใบหน้า แต่กลับมิกล้าเอ่ยปากถามหมอกู่ว่าสถานการณ์ในยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง
“เฮ้อ” หมอกู่ทอดถอนใจ ลุกขึ้นประสานมือคำนับฮองเฮาและพระชายามู่อันแล้วเอ่ยว่า “อาการตกเลือดของฮั่นหรงฟูเหรินนั้น กระหม่อมจนปัญญาจะรักษาแล้ว มิทราบว่าฮองเฮาจะทรงส่งคนไปเชิญท่านผู้เฒ่าฉาง อดีตเจ้ากรมหมอหลวงมาได้หรือไม่ขอรับ?”
เพียงได้ยินชื่อของท่านผู้เฒ่าฉาง ฮองเฮาและพระชายามู่อันก็พลันมีความหวังขึ้นมาทันที ผู้นั้นคือยอดหัตถ์รักษาโรคสตรีที่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วหล้า เคยมีฮูหยินบางท่านประสบปัญหาคลอดลำบากจนขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปในประตูปิศาจแล้ว แต่ก็ยังถูกท่านผู้เฒ่าฉางใช้ความสามารถอันเลิศล้ำดึงตัวกลับมาได้
ทว่าท่านผู้เฒ่าฉางได้เกษียณอายุไปนานหลายปีแล้ว ต่อให้ฮองเฮาจะเสด็จไปตามหาด้วยพระองค์เอง ก็ใช่ว่าจะพบตัวได้ในทันที
“รีบส่งคนไปแจ้งกั๋วกงฟูเหรินเดี๋ยวนี้” ฮองเฮาทรงนึกอะไรบางอย่างออก จึงรีบสั่งการคังโหรวทันที “บอกว่าทางฮั่นหรงฟูเหรินมีปัญหาเล็กน้อย ขอให้นางช่วยไปเชิญท่านผู้เฒ่าฉางมาที! หากท่านผู้เฒ่าฉางมิได้อยู่ในเมืองหลวง ก็ให้กั๋วกงฟูเหรินถือป้ายอาญาสิทธิ์ของข้าออกไปรับเขานอกเมือง!”
ตรัสจบ ฮองเฮาก็ทรงมอบป้ายอาญาสิทธิ์หงส์ประจำพระองค์ลงบนมือของคังโหรว “ต้องเร่งรีบที่สุด!”
คังโหรวมิรอช้า รีบทำความเคารพแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“หมอกู่ ก่อนที่ท่านผู้เฒ่าฉางจะมาถึง ขอให้ท่านช่วยยื้อเวลาให้ฮั่นหรงฟูเหรินให้ได้นานที่สุด!” ฮองเฮาตรัสด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“กระหม่อมจะพยายามสุดความสามารถขอรับ!”
บนเตียงนั้น ใบหน้าของหลี่เยว่หานไร้ซึ่งสีเลือด ผ้าที่รองอยู่ใต้ร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด หมิงจูพยายามกลั้นน้ำตาขณะคอยเปลี่ยนผ้าผืนใหม่ร่วมกับเหล่าบ่าวหญิงครั้งแล้วครั้งเล่า บรรยากาศภายในห้องอุ่นเคร่งเครียดกดดันเป็นที่สุด
พระชายามู่อันเห็นฮองเฮาทรงมีสีหน้าทุกข์ใจ จึงดึงพระหัตถ์พาออกมานอกห้องพลางปลอบโยนว่า “เยว่หานเป็นหญิงสาวที่มีวาสนา นางจะต้องไม่เป็นไรแน่นอน อีกทั้งยามนี้กั๋วกงฟูเหรินออกหน้าเอง ท่านผู้เฒ่าฉางย่อมมิอาจนิ่งดูดาย ปล่อยให้คนสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตาได้”
“ข้าเองก็หวาดกลัวนัก” ฮองเฮาทอดถอนใจ “ยามที่เหวินจั๋วจากไป พวกเราตกปากรับคำเสียดิบดีว่าจะช่วยดูแลฮูหยินของเขาให้ดีที่สุด แต่บัดนี้กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เลือดเหล่านั้นมันช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน ข้าเกิดมาจนป่านนี้ยังมิเคยเห็นเลือดมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน…”
เมื่อเห็นว่าฮองเฮาทรงหวาดกลัวจากใจจริง พระชายามู่อันก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงแต่กุมพระหัตถ์และตบที่หัวไหล่เบา ๆ เพื่อบ่งบอกว่าอย่าทรงเครียดจนเกินไป ทว่าภายในใจของพระชายามู่อันเองก็กระวนกระวายใจและร้อนรนมิได้น้อยไปกว่าฮองเฮาเลย
ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น หลี่เยว่หานกลับไปสู่โลกอนาคตอีกครั้ง
นางเห็นบิดาเอาแต่ดื่มสุราเมามายทั้งวัน ส่วนหวังเฟิ่งก็ลงไม้ลงมือทุบตีและด่าทอเขาเป็นประจำ บางครั้งก็ด่าว่าหลี่ต้าเฉิงเป็นคนไร้ประโยชน์ ส่งเสียเลี้ยงดูลูกสาวให้เล่าเรียนมาตั้งหลายปี พอเรียนจบกลับหนีหายไปไกลแสนไกล แม้แต่ตัวตายก็ยังไม่มีเงินส่งกลับมาให้ที่บ้านสักแดงเดียว
หลี่ต้าเฉิงคล้ายกับจมดิ่งอยู่ในโลกของตนเอง เขาไร้ซึ่งการตอบสนองต่อการทุบตีและด่าทอของหวังเฟิ่ง แม้กระทั่งยังหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย
หวังเฟิ่งด่าจนเหนื่อยหอบ นางนั่งลงบนโซฟาพลางถอนใจแรง ๆ ทันใดนั้นหลี่ต้าเฉิงก็เอ่ยขึ้นว่า “เฟิ่งเอ๋อร์ ที่เจ้าบอกว่าพวกเราส่งเสียให้เยว่หานเล่าเรียนมาหลายปีนั่นน่ะ เจ้าพูดจริงหรือ?”
“ทำไม! หรือแกจะบอกว่าแกมิได้เลี้ยงลูกสาวหรือไง!” หวังเฟิ่งค้อนขวับ
“นับตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าเข้าบ้านมา เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เยว่หานใช้ ล้วนเป็นเงินสินเดิมที่แม่ของนางเก็บหอมรอมริบไว้ให้ก่อนตายทั้งสิ้น ตลอดห้าปีในมหาวิทยาลัย ค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ เยว่หานก็ทำงานพิเศษหาเงินส่งตัวเองเรียนมาโดยตลอด เจ้ายังจำเรื่องที่นางมาขอเงินห้าสิบหยวนเพื่อซื้อเอกสารเตรียมสอบก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่?”
พูดจบ หลี่ต้าเฉิงก็ส่ายหน้า “เจ้าจำไม่ได้หรอก แต่เยว่หานบอกข้าว่านางจะจำไปชั่วชีวิต เพราะนอกจากเจ้าจะไม่ให้เงินแล้ว เจ้ายังด่าทอแม่ที่ล่วงลับของนางจนเสียหาย เจ้าคิดว่าเหตุใดพอเยว่หานเข้ามหาวิทยาลัยแล้วถึงไม่ยอมกลับมาบ้านอีกเลยล่ะ ก็เพราะเจ้าที่เป็นแม่เลี้ยงนั้นมีวาจาร้ายกาจนักอย่างไรเล่า!”
หวังเฟิ่งมองหลี่ต้าเฉิงด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา “แกกินยาผิดมาหรือไง!”
“ข้าไม่ได้กินผิด!” หลี่ต้าเฉิงแผดเสียงตะโกน นัยน์ตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่หวังเฟิ่ง “เยว่หานเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของข้า! หลายปีมานี้เจ้าข่มเหงนาง ด่าทอนาง ทุบตีนาง ข้าก็ยอมอดทนมาตลอดเพราะเห็นแก่ที่เจ้ามาเป็นแม่เลี้ยงตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ยามนี้เยว่หานจากไปแล้ว! เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมปล่อยนางไปเสียที! วัน ๆ เอาแต่ด่าคนที่ตายไปแล้วให้ข้าฟัง มันน่าสนุกนักหรือไง!”
หวังเฟิ่งกระโดดตัวลอยขึ้นมาทันที “หลี่ต้าเฉิง แกหมายความว่าอย่างไร!”
อาจเป็นเพราะการทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว หวังเฟิ่งจึงคว้ามีดปอกผลไม้บนโต๊ะขึ้นมาโดยมิได้ยั้งคิด พลางด่าทอและกวัดแกว่งไปมาทางหลี่ต้าเฉิง
เมื่อหวังเฟิ่งได้สติกลับมาอีกครั้ง บนหน้าอกของหลี่ต้าเฉิงก็ถูกปักด้วยมีดปอกผลไม้เล่มนั้น และเขาก็สิ้นใจไปเสียแล้ว…