ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 416 ค่อย ๆ วางหมาก
บทที่ 416 ค่อย ๆ วางหมาก
ทว่าสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวมานั้นล้วนมีเหตุมีผล จนฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไม่อาจหาจุดบกพร่องมาโต้แย้งได้แม้แต่น้อย
พระองค์อยากจะตรัสเหลือเกินว่า มีเชลยที่ไหนได้รับสิทธิพิเศษถึงเพียงนี้ ทั้งให้หัวหน้าหมอหลวงมาตรวจอาการ ทั้งให้ไปพักในจวนขุนพลคอยดูแลปรนนิบัติอย่างดีมีอาหารเลิศรสให้กิน
แต่พอนึกดูอีกที ซานจี๋นั้นเชี่ยวชาญการศึกและมีฐานะสูงส่งในแคว้นเหลี่ยหลาน คนเช่นนี้หากต้องมารับความอัปยศในแคว้นตงฮั่น เมื่อเขากลับคืนสู่มาตุภูมิย่อมต้องผูกใจเจ็บและยกทัพกลับมาล้างแค้นแน่นอน
อีกประการหนึ่ง หากเราปฏิบัติต่อเชลยเป็นอย่างดี เมื่อแคว้นเหลี่ยหลานส่งทูตมายอมจำนน เราก็จะมีเหตุผลเพียงพอในการเรียกเรียกร้องผลประโยชน์อย่างเต็มที่
เมื่อคิดได้ดังนี้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงได้แต่พยักหน้าตกลง
เห็นท่าทีของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเริ่มอ่อนลง จงเจิ้งอวี่จึงคิดจะฉวยโอกาสถามออกไปว่าตนเองยังเป็นองค์รัชทายาทอยู่หรือไม่ แต่กลับถูกเมิ่งฉีฮ่วนดึงรั้งไว้เบา ๆ อย่างแนบเนียนเพื่อห้ามการกระทำนั้น
หลังจากทั้งสองกล่าวขอบคุณและก้าวพ้นห้องทรงพระอักษรมาแล้ว จงเจิ้งอวี่จึงหันไปมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความสงสัย “เมื่อครู่บรรยากาศกำลังดี ทำไมเจ้าถึงไม่ให้ข้าถามเสด็จพ่อว่าข้ายังเป็นรัชทายาทอยู่หรือเปล่า?”
“เมื่อครู่พวกเราบีบคั้นฝ่าบาทเสียขนาดนั้น เจ้ายังคิดว่าบรรยากาศดีอีกหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนตอบอย่างระอา “เจ้ายกความชอบทางทหารมาอ้าง ข้าก็ยกความชอบทางทหารมาอ้าง บีบจนฝ่าบาทต้องยอมส่งตัวซานจี๋ให้พวกเราสอบสวน แถมยังยอมให้เขาไปพักที่จวนขุนพลของข้าอีก เจ้าคิดว่าฝ่าบาทถูกพวกเราหว่านล้อมจนคล้อยตามจริง ๆ หรือ? พระองค์ถูกพวกเราบีบจนไม่มีทางเลือกต่างหากล่ะถึงได้ยอมตกลง!”
ได้ฟังคำของเมิ่งฉีฮ่วน จงเจิ้งอวี่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวตามไปติด ๆ แล้วกดเสียงต่ำถามว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าว่าพี่ใหญ่จะหยิบยกเรื่องตำแหน่งรัชทายาทขึ้นมาพูดไหม?”
“ถ้าเขามีสมอง เขาจะไม่พูดเรื่องนี้หลังจากที่พวกเราเพิ่งจะบีบคั้นฝ่าบาทไปหรอก” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นิสัยของฝ่าบาทไม่ใช่คนที่จะยอมลงให้ใครง่าย ๆ วันนี้เจ้ากับข้าบีบจนพระองค์ยอมเรื่องการจัดการซานจี๋ได้ ก็เพราะเจ้าสร้างผลงานที่ดินแดนทางใต้ ส่วนข้าสร้างผลงานที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
อีกทั้งมันยังเป็นความชอบทางทหารที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั้งแผ่นดิน ส่วนองค์ชายใหญ่นั้นแกล้งตายลอบสืบข่าวมาหลายปี ทุกคนต่างคิดว่าเขาตายไปแล้ว จะไว้อาลัยหรือทำพิธีศพก็ทำไปหมดแล้ว อยู่ ๆ เขาก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้วจะกลับสู่ตำแหน่งรัชทายาททันที มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
จงเจิ้งอวี่พยักหน้าเห็นพ้อง “ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล แต่ข้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมพี่ใหญ่ถึงมาปรากฏตัวเอาตอนนี้ ตามจริงเมื่อเห็นว่าพวกเราทั้งคู่ต่างมีผลงานติดตัว เขาควรจะหลบฉากไปก่อนถึงจะถูก”
“เพราะเขาคิดว่าเจ้าจะยังกลับมาไม่ได้ในเร็ว ๆ นี้ไงล่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางหยุดฝีเท้า “ข้าจับกุมองค์ชายรองและเปิดโปงความผิดที่เขาทำ ในสายตาคนอื่นมองว่าข้ามีความชอบครั้งใหญ่ ทว่าอีกด้านหนึ่ง ข้าก็ทำให้ราชวงศ์ต้องเสื่อมเสียเกียรติ เดิมทีข้าจึงตั้งใจจะออกจากเมืองหลวงก่อนที่องค์ชายรองจะถูกคุมตัวมาถึง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา”
“ทว่าฝ่าบาทต้องการรั้งข้าไว้เพื่อให้คอยช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ต่อไป จึงลอบส่งคนไปเร่งการเดินทางให้นำตัวองค์ชายรองกลับมาถึงเมืองหลวงก่อนที่ข้าจะจากไป เพราะทันทีที่องค์ชายรองถึงเมืองหลวง ความผิดของเขาก็จะถูกป่าวประกาศออกไปทันที
หากข้าจากไปก่อนหน้านั้นย่อมมองได้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงข้อครหา แต่หากข้าหนีไปในตอนที่เขากลับมาถึงพอดี ฝ่าบาทก็สามารถอ้างได้ว่าข้าคิดก่อกบฏ แล้วล้างความผิดทั้งหมดให้องค์ชายรอง จากนั้นก็ออกหมายจับข้าไปทั่วแผ่นดิน”
“อย่ามองว่าในท้องพระโรงฝ่าบาทดูเหมือนไม่กล้าลงอาญาองค์ชายรองเลย หากเจ้ากลับมาไม่ทันเวลา ป่านนี้องค์ชายรองคงถูกตัดสินโทษประหารไปแล้ว”
จงเจิ้งอวี่ได้ฟังก็ลอบถอนใจยาว ก่อนจะกล่าวว่า “ระหว่างที่ข้านำทัพกลับมาได้รับจดหมายลับ บอกว่าคนที่คุมตัวพี่รองมานั้นเร่งเดินทางอย่างผิดปกติทั้งวันทั้งคืน ข้าเดาว่าในราชสำนักต้องเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นแน่ จึงแยกตัวนำซานจี๋ล่วงหน้ามาก่อน ไม่นึกเลยว่าเรื่องไม่คาดฝันนั้นจะเป็นพี่ใหญ่”
เมิ่งฉีฮ่วนตบไหล่จงเจิ้งอวี่เบา ๆ แล้วปลอบว่า “เจ้าไม่ต้องหดหู่ไปหรอก แม้พี่ใหญ่ของเจ้าจะกลับมาแล้ว แต่ก็ยังดีที่เจ้ามาถึงทันเวลา หากเขาคิดจะใช้เรื่องขององค์ชายรองเป็นบันไดกลับสู่ตำแหน่งรัชทายาท ก็ต้องดูว่าเจ้าจะยอมปล่อยมือไหม ยามนี้เจ้ามีผลงานจริงติดตัว ไม่ต้องกังวลอะไรมากนักหรอก”
“เมื่อก่อนข้านึกว่าเจ้ามองข้ามข้าเสียอีก เพราะพี่ใหญ่นั้นเก่งกาจมาก ส่วนข้าก็บุ่มบ่ามมุทะลุ” จงเจิ้งอวี่รู้สึกผ่อนคลายขึ้นหลังได้รับการชี้แนะ เขาเผลอยกแขนขึ้นกอดคอเมิ่งฉีฮ่วนพลางหัวเราะร่า “ตอนนี้ดูเหมือนว่าจริง ๆ แล้วเจ้าจะไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเลยสักคนมากกว่า!”
“ก็ไม่เชิง” เมิ่งฉีฮ่วนปล่อยให้เจ้าเด็กหนุ่มตัวโตโหนคอไว้อย่างนั้นโดยไม่สะทกสะท้าน “ข้ายังเลื่อมใสภรรยาของข้ามากอยู่นะ”
“หลี่เยว่หานน่ะหรือ!” จงเจิ้งอวี่ทวนชื่อของหลี่เยว่หานก่อนจะหัวเราะออกมา “นึกไม่ถึงเลยว่าแม่ทัพม้าเหล็กจะเป็นพวกกลัวเมีย!”
“กลัวเมียแล้วไม่ดีตรงไหน ดีกว่าไปกลัวคนนอกตั้งเยอะ” เมื่อเอ่ยถึงหลี่เยว่หาน แววตาและท่าทางของเมิ่งฉีฮ่วนก็ดูอ่อนโยนลงถนัดตา
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะในท้องพระโรง ในห้องทรงพระอักษร หรือแม้แต่เมื่อครู่ จงเจิ้งอวี่รู้สึกได้ว่ารอบกายเมิ่งฉีฮ่วนแผ่กลิ่นอายเย็นชาที่ผลักไสผู้คนออกห่างจนน่าอึดอัด
แต่เพียงแค่เอ่ยถึงหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็ดูราวกับวสันตฤดูที่หวนคืนมา กลายเป็นคุณชายผู้สง่างามและเปี่ยมด้วยความรู้ดั่งเช่นยอดบัณฑิตอันดับหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังในอดีต
“เฮ้อ พูดตามตรงนะ ข้าแปลกใจจริง ๆ ว่าทำไมหานหรงฟูเหรินที่มาจากชนบท ถึงได้มีกิริยาท่าทางสง่างามไม่แพ้คุณหนูในตระกูลใหญ่เลย ข้าจินตนาการภาพนางลงไปทำนาไม่ออกจริง ๆ!”
เมิ่งฉีฮ่วนนึกย้อนไปถึงวันวานที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นแล้วหลุดยิ้มออกมา “นางชอบเพาะปลูกมาก ตอนพวกเราใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านกลางหุบเขา มีสวนหลังบ้านอยู่ผืนหนึ่ง นางก็ขึ้นเขาไปขุดเอาต้นพริกป่ามาปลูกจนเต็มสวน…
อย่าเห็นว่าตอนนี้กิริยาท่าทางนางจะเปี่ยมด้วยมารยาทนะ ตอนอยู่บ้านป่า เวลาด่าคนนางสามารถด่าได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าจนอีกฝ่ายร้องไห้โฮเลยล่ะ เรียกได้ว่าเป็นขาใหญ่ประจำหมู่บ้านเลยทีเดียว…”
ยามเอ่ยถึงวันเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับหลี่เยว่หานที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น มุมปากของเมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่อาจหุบยิ้มได้เลย กลิ่นอายของเสนาบดีกรมกลาโหมและแม่ทัพม้าเหล็กจางหายไปจนสิ้น เหลือเพียงน้ำเสียงอบอุ่นละมุนละไมที่ทำให้จงเจิ้งอวี่นึกเลื่อมใสอยู่ลึก ๆ
กว่าทั้งสองจะแยกย้ายกันก็เลยเวลาเที่ยงวันมาแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนนำตัวซานจี๋ขึ้นรถม้าของตน ก่อนจะกล่าวลาจงเจิ้งอวี่แล้วมุ่งหน้ากลับบ้านทันที
เมื่อถึงหน้าจวน เมิ่งฉีฮ่วนลงจากรถม้า มองดูป้ายชื่อจวนที่เปลี่ยนจาก ‘บ้านตระกูลเมิ่ง’ เป็น ‘จวนขุนพล’ แล้วก็เผลอยิ้มออกมา แม่นางตัวน้อยของเขาช่างชาญฉลาดนัก ไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากนางก็เข้าใจทุกอย่าง
หลังจากคุมตัวซานจี๋เข้าไปในจวน จัดแจงให้พักในเรือนรับรองและสั่งทหารองครักษ์ล้อมรอบไว้แน่นหนาแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็รีบมุ่งหน้าไปยังเรือนหลักอย่างไม่รอช้า
เป็นช่วงเวลาที่หลี่เยว่หานเพิ่งจะทานอาหารกลางวันเสร็จและกำลังพาลูก ๆ นอนกลางวันพอดี เมิ่งฉีฮ่วนค่อย ๆ นั่งลงข้างเตียงอย่างแผ่วเบา มองดูใบหน้ายามหลับที่สงบเงียบของนาง ในใจพลันเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องอย่างนุ่มนวล บนเตียงเล็ก ๆ ไม่รู้ว่าเป็นอาอี้หรืออานิ่งที่พึมพำออกมาเบา ๆ หลี่เยว่หานตอบสนองทันทีโดยการแกว่งไกวเปลเล็กน้อยทั้งที่ยังหลับตาอยู่ “เด็กดี… แม่คู่อยู่นี่แล้ว…”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ปลุกให้นางตื่น เขาเพียงนั่งมองภาพนั้นอยู่อย่างเงียบเชียบ พลางนึกย้อนว่าอยากให้เวลาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ตลอดไป…