ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 417 ความอบอุ่น
บทที่ 417 ความอบอุ่น
เมิ่งฉีฮ่วนคล้ายตกอยู่ในภวังค์ เขาเอาแต่จ้องมองหลี่เยว่หานและลูกน้อยทั้งสองอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน จนไม่อาจหักใจทำลายความเงียบสงบนี้ลงได้ เขาจึงค่อย ๆ ย่องออกจากห้องอุ่น ไปเปลี่ยนชุดขุนนางเสียใหม่ แล้วจึงกลับเข้ามาอีกครั้ง เขาปีนขึ้นเตียงอย่างระมัดระวัง พลางโอบกอดหลี่เยว่หานเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา
จนกระทั่งได้กอดนางไว้เต็มอ้อมกอด ความรู้สึกหวั่นวิตกที่เกาะกินใจเขามาโดยตลอด จึงมลายหายไปสิ้น เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็ค่อย ๆ หลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราตามไป
เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมา นางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง พอหันไปมองก็พบว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และกำลังกอดนางหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข
เมื่อเห็นชายหนุ่มหลับสนิท นางก็ยกมือขึ้นลูบไล้ระหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นของเขาเบา ๆ ทว่าในขณะที่กำลังจะย่องลุกจากเตียง กลับถูกเมิ่งฉีฮ่วนคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
“คิดจะหนีไปไหน” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่าแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ยามเพิ่งตื่น มันช่างดูเกียจคร้านแต่กลับก้องกังวานอยู่ในหูของนาง จนทำให้หลี่เยว่หานถึงกับใจลอยไปวูบหนึ่ง
“ข้าเห็นเจ้ากำลังหลับสบาย…” หลี่เยว่หานพึมพำตอบ “เลยไม่อยากกวนเจ้านอน”
เมิ่งฉีฮ่วนดึงนางเข้ามากอดแน่น “ถ้าอย่างนั้นก็อยู่เป็นเพื่อนข้านอนต่ออีกสักพักเถอะ” พูดจบเขาก็ซบหน้าลงกับเส้นผมดกดำของนาง จากนั้นลมหายใจก็เริ่มคงที่และหลับไปอีกรอบจริง ๆ
ทว่าเพียงครู่เดียว ไม่รู้ว่าเป็นอาอี้หรืออานิ่งที่ตื่นขึ้นมาโยเยหิวนม ทารกน้อยทั้งสองแผดเสียงร้องไห้จ้าแข่งกันดังลั่น เมิ่งฉีฮ่วนสะดุ้งพรวดลุกขึ้นมานั่งทันที เขาได้แต่มองหลี่เยว่หานที่เอื้อมมือไปไกวเปลพลางทอดถอนใจ “ตอนนั้นแค่จงเจิ้งหลิงซีคนเดียวก็เกือบทำเอาข้าปางตายแล้ว ตอนนี้ดันมีเจ้าตัวน้อยตั้งสองคน ซึ่งยังเล็กกว่าจงเจิ้งหลิงซีในตอนนั้นเสียด้วยซ้ำ พอได้ยินเสียงร้องไห้นี่ข้าละปวดหัวจริง ๆ…”
ในระหว่างที่พูด หลี่เยว่หานก็ได้อุ้มเด็กคนหนึ่งขึ้นมาตะแคงตัวเริ่มให้นม ส่วนคังโหรวก็รีบเข้ามาในห้องอุ่นเพื่ออุ้มเด็กอีกคนออกไปให้แม่นมดูแล
เมื่อเสียงร้องไห้สงบลง หลี่เยว่หานจึงหันมาส่งยิ้มให้เมิ่งฉีฮ่วนแล้วถามว่า “ตอนที่จงเจิ้งหลิงซียังไม่หย่านม เจ้าดูแลนางมายังไงเหรอ?”
“ช่วงแรกที่เราอยู่อำเภอหย่งอัน ข้าหาแม่นมมาช่วยดูแลน่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนก้มลงไปหยอกล้อเด็กในอ้อมอกของนาง “นี่อานิ่งหรืออาอี้ล่ะ?”
“นี่อานิ่งค่ะ” หลี่เยว่หานกางห้านิ้วแปะลงบนหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนพลางดันศีรษะเขาให้ออกห่างจากทรวงอกตนเอง ใบหน้าของนางเริ่มขึ้นสีระเรื่อก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “ถ้าอย่างนั้น ตอนนั้นเจ้าก็ต้องอยู่กินกินนอนกับแม่นมที่ดูแลจงเจิ้งหลิงซีงั้นสิ?”
“ก็ต้อง…” เมิ่งฉีฮ่วนลากเสียงยาว เมื่อเหลือบเห็นนางจ้องเขม็งรอฟังคำตอบ เขาก็หลุดยิ้มออกมา “ไม่ใช่หรอก ตอนนั้นข้าเพิ่งไปถึงอำเภอหย่งอันใหม่ ๆ ยังมืดแปดด้านไม่รู้อะไรเลย ก็เลยต้องรีบทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่นั่นก่อน”
“เพราะฉะนั้นในช่วงที่จงเจิ้งหลิงซียังไม่หย่านม เจ้าก็เลยก่อตั้งพรรคมัจฉามังกรขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว แถมยังกลายเป็นท่านเก้าหัวหน้าพรรคผู้น่าเกรงขาม วางอำนาจไปทั่วทั้งภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ทำตัวราวกับฮ่องเต้ท้องถิ่นอย่างนั้นเหรอ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามยิ้ม ๆ “ไม่รู้ว่าพวกลูกน้องเจ้าทำงานกันยังไง หัวหน้าพรรคตัวเองหายหน้าไปทั้งวันก็ไม่รู้จักถามไถ่กันบ้างเลย”
“พวกเขามีใครเคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของข้าเสียที่ไหน” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางบีบแก้มของนางเบา ๆ “เดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะทำเรื่องให้มันใหญ่โตขนาดนั้น แต่พวกลูกน้องดันไม่รักดี พรรคมัจฉามังกรเลยเถิดถึงขั้นกวาดล้างพรรคเล็กพรรคน้อยในอำเภอหย่งอันจนหมดสิ้น ตอนนั้นข้าใช้นามแฝงว่าชูจิ่ว ทุกคนเลยพากันเรียกข้าว่าท่านเก้า เพราะข้ามักจะสวมชุดคลุมปิดบังตัวตนเวลาออกไปเจอผู้คน ภายหลังพอเปลี่ยนมาใช้เกี้ยวสีดำพวกเขาก็เลยเห็นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว”
เมื่อนึกถึงตอนที่เพิ่งไปถึงอำเภอหย่งอัน แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนก็ฉายแววโหยหาอดีต “คิดไปคิดมา ช่วงเวลาที่อำเภอหย่งอันนั้นช่างสุขสบายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะตอนที่เป็นท่านเก้าหรือตอนที่ไม่ได้เป็น ชีวิตในตอนนั้นมันช่างเรียบง่ายกว่าตอนนี้มากนัก”
“นั่นสิคะ แถมยังมีสาวงามอย่างหวังเหอฮวามาคอยปรนนิบัติเอาอกเอาใจ ชีวิตช่างมีสีสัน มีความสุขเสียจริง” หลี่เยว่หานหัวเราะเบา ๆ อย่างเย้าแหย่
เมิ่งฉีฮ่วนบีบแก้มภรรยาอีกครั้ง “พูดเหลวไหล ข้ากับหวังเหอฮวาไม่ได้มีอะไรกันเสียหน่อย หลังจากอยู่อำเภอหย่งอันได้พักหนึ่ง ข้าก็หาที่ปักหลักใหม่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น ยังดีที่จงเจิ้งหลิงซีอดนมเร็วมาก หลังจากนั้นข้าก็ค่อย ๆ ป้อนน้ำข้าวเลี้ยงเจ้าจนโตมานั่นแหละ”
“ตอนนั้นจงเจิ้งหลิงซีมักจะตื่นขึ้นมาแผดร้องจ้ากลางดึกบ่อย ๆ จงเจิ้งมู่ชวนเองก็ยังเด็ก นึกว่าน้องสาวป่วยหนัก มักจะร้องไห้ถามข้าเสมอว่าน้องสาวจะตายไหม ช่างเป็นเจ้าเด็กบื้อจริง ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนเล่าไปพลาง รอยยิ้มที่มุมปากก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น
“พอหลังจากจงเจิ้งหลิงซีอายุได้ขวบหนึ่งก็ดีขึ้นมาก เจ้าเป็นเด็กฉลาดเรียนรู้ไว แถมยังเติบโตมาในชนบท นอกจากพิษที่ติดตัวมาแต่เกิดแล้ว เจ้าก็แทบจะไม่เจ็บป่วยเลย
จงเจิ้งมู่ชวนมักจะพาน้องสาววิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้าน เจ้าเห็นใครก็ยิ้มแย้มร่าเริงไปหมด เดินก็เป็นไว ใคร ๆ ต่างก็ชมว่าแม่หนูน้อยคนนี้ฉลาดเฉลียวเหลือเกิน”
ในขณะที่คุยกันนั้น หลี่เยว่หานให้นมเสร็จพอดี นางกำลังอุ้มอานิ่งพาดบ่าเพื่อตบหลังให้เรอ เมื่อได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนพร่ำพรรณนาถึงจงเจิ้งหลิงซีไม่หยุด นางก็หลุดขำออกมา “ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ใครกันนะ ที่บอกข้าอย่างไม่แยแสว่าส่งตัวสองพี่น้องจงเจิ้งมู่ชวนกับจงเจิ้งหลิงซีเข้าวังไปแล้ว แต่ดูตอนนี้สิ ดูเหมือนจะมีคนอาลัยอาวรณ์เต็มเปี่ยมเลยนะเนี่ย!”
เมิ่งฉีฮ่วนรับตัวอานิ่งมาจากมือของหลี่เยว่หานอย่างเป็นธรรมชาติ เขาประคองก้นเล็ก ๆ ของลูกน้อยให้ซบลงบนไหล่ มือหนาค่อย ๆ ลูบหลังให้เบา ๆ เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงอานิ่ง ‘เอิ๊ก’ ออกมาคำหนึ่ง พร้อมกับน้ำนมเล็กน้อยที่แหวะออกมาเปื้อนไหล่ของเขา
“ท่าทางตบหลังให้ลูกเรอของเจ้านี่ เอาคะแนนเต็มไปได้เลยค่ะ” หลี่เยว่หานล้อเลียนพลางใช้ผ้าขนหนูเช็ดไหล่ให้เขา
“ดูเหมือนสวรรค์จะส่งให้ข้าไปลองเลี้ยงจงเจิ้งหลิงซีก่อน เพื่อที่จะได้กลับมาดูแลลูกของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นน่ะสิ” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้รังเกียจที่ไหล่เปียกแฉะแม้แต่น้อย หลังจากหลี่เยว่หานเช็ดทำความสะอาดให้แล้ว เขาก็อุ้มอานิ่งเดินไปมาเพื่อปลอบประโลม
ต้องยอมรับว่าเมิ่งฉีฮ่วนมีประสบการณ์ในการดูแลทารกอยู่ไม่น้อย เพียงครู่เดียวอานิ่งก็หลับสนิท
เขาวางลูกน้อยลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ขณะนั้นคังโหรวก็เข้ามารายงานที่หน้าประตูว่าอาอี้หลับไปแล้ว จึงถามว่าต้องพาอาอี้กลับมาส่งหรือไม่
“พาอานิ่งไปส่งที่ห้องแม่นมด้วยเถอะ” เมิ่งฉีฮ่วนสวมกอดหลี่เยว่หานจากทางด้านหลัง ทั้งคู่ยืนมองดูอานิ่งที่หลับสนิทอยู่หน้าเตียง เขาเกยคางลงบนไหล่ของนาง ยามที่พูด ลมหายใจอุ่น ๆ ก็พ่นรดใบหูจนทำเอาหลี่เยว่หานเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา
ทนคำรบเร้าของเขาไม่ไหว สุดท้ายหลี่เยว่หานจึงให้คังโหรวเข้ามาอุ้มอานิ่งไปส่งที่ห้องแม่นมตามต้องการ
เมื่ออานิ่งถูกพาออกไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ดึงหลี่เยว่หานลงไปนอนที่เตียงทันที นางรีบคว้าเสื้อตรงหน้าอกไว้ด้วยความระแวดระวัง “ข้ายังไม่พ้นช่วงอยู่ไฟเลยนะ! เจ้าอย่าทำตัวเหมือนพวกบ้ากามหน่อยเลย!”
“คิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะพลางบีบจมูกของนาง “ต่อให้ข้าจะเป็นสัตว์ป่าแค่ไหน ก็ต้องเห็นแก่สุขภาพร่างกายของเจ้าก่อนอยู่แล้ว”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงคลายความระแวงลงครึ่งหนึ่งก่อนจะถูกเขาดึงเข้าไปกอดจนเต็มรัก นางเกือบจะยกการป้องกันขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ แต่ก็พบว่าเขากอดนางไว้เฉย ๆ โดยไม่มีการล่วงเกินอย่างอื่นเลย
ทั้งสองนอนกอดกันอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ในความสะลึมสะลือหลี่เยว่หานเหมือนจะได้ยินเสียงหมิงจูมาถามเรื่องเวลาอาหาร หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนสั่งให้นำอาหารมาส่งที่ห้องอุ่นแล้ว หลี่เยว่หานจึงค่อย ๆ ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย
“ตื่นแล้วเหรอ?” เมิ่งฉีฮ่วนมองดูภรรยาที่หน้าตาดูมึน ๆ “มากินอะไรหน่อยแล้วค่อยนอนต่อเถอะ” เขาพูดพลางกุลีกุจอจัดเตรียมอาหารคอยคีบให้ภรรยาอย่างขยันขันแข็ง