ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 424 หอเทียนฝานถูกพังพินาศ ออกตามหาจี้หยาง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 424 หอเทียนฝานถูกพังพินาศ ออกตามหาจี้หยาง
บทที่ 424 หอเทียนฝานถูกพังพินาศ ออกตามหาจี้หยาง
เมื่อได้ฟังคำกล่าวนี้ หลี่เยว่หานก็มิได้มีความเห็นคัดค้านประการใด นางเพียงพยักหน้าให้คุณหนูลานเล็กน้อย ถือเป็นการทักทายตามมารยาทแล้ว
ทว่าคุณหนูลานกลับทำท่าทางกระเง้ากระงอดออเซาะ “ท่านแม่ ข้ายังมิได้แต่งงานออกเรือนนะเจ้าคะ อีกอย่างน้องเยว่หานก็เป็นคนที่มีลูกมีเต้าแล้ว หากให้ข้าไปนั่งเย็บปักถักร้อยในห้องของนางแล้วเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้อื่นย่อมจะมองว่าน้องเยว่หานเป็นคนไม่รู้จักความนะเจ้าคะ”
หลี่เยว่หานเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะครบกำหนดอยู่ไฟหลังคลอด คุณหนูลานจึงต้องการหลีกเลี่ยงสิ่งอัปมงคลตามความเชื่อ หลี่เยว่หานย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี และฟางจื่อหลานเองก็รู้ซึ้งแก่ใจ
เดิมทีฟางจื่อหลานตั้งใจจะดึงความสัมพันธ์ระหว่างหลี่เยว่หานกับอวี๋ลานให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่พอได้ยินบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้น นางก็ตระหนักได้ว่าตนเองทำเรื่องเกินจำเป็นไปเสียแล้ว “ไอ้หยา ดูสิ… ข้านี่มันเลอะเลือนนัก ลานเอ๋อร์ เจ้าไปหาจิ่นเอ๋อร์แล้วนั่งเย็บผ้าด้วยกันเถอะ น้องเยว่หานของเจ้ายังร่างกายอ่อนแอ หลับไปตั้งสองวันกว่าจะฟื้น ข้าที่เป็นแม่ต้องคอยดูแลนางให้มากหน่อย”
อวี๋ลานมิได้ปฏิเสธ นางย่อกายคำนับอย่างเรียบร้อยก่อนจะเอ่ยว่า “ก็จริงเจ้าค่ะ น้องเยว่หานเพิ่งหย่าขาดกับฉีอ๋องได้เพียงสองวัน ท่านอ๋องก็รับชายารองเข้าจวนเสียแล้ว แถมยังเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียงเคียงคู่กับเขาอีกด้วย คิดดูแล้วในใจน้องเยว่หานคงจะเจ็บปวดรวดร้าวนัก ท่านแม่ก็ช่วยอยู่เป็นเพื่อนและคอยปลอบประโลมใจนางให้มาก ๆ นะเจ้าคะ”
“นังเด็กคนนี้! เจ้าพูดจาอะไรออกมา!” ฟางจื่อหลานไม่คิดเลยว่าอวี๋ลานจะโพล่งเรื่องนี้ออกมาต่อหน้าหลี่เยว่หานอย่างไม่เกรงใจ นางรีบจะเข้าไปปิดปากบุตรสาว แต่กลับถูกหลี่เยว่หานรั้งตัวเอาไว้เสียก่อน
“ท่านแม่ เรื่องที่คุณพี่ลานกล่าวมา ข้าทราบหมดแล้วเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานยิ้มบาง ๆ “สองวันที่ผ่านมาแม้ข้าจะหลับลึก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดสติของข้ายังคงตื่นรู้อยู่ เรื่องใหญ่ขนาดฉีอ๋องรับชายารอง ข้าเองก็พอจะคาดเดาไว้ในใจแล้วเจ้าค่ะ”
“เยว่หาน…” ฟางจื่อหลานถึงกับงงงันเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหญิงสาว
แม้แต่อวี๋ลานที่ตั้งใจจะมายั่วโทสะหลี่เยว่หานก็ถึงกับไปไม่ถูกเช่นกัน
ไหนว่าหลี่เยว่หานหลับไปตั้งสองวัน? แล้วเหตุใดนางถึงบอกว่าสตินางยังแจ่มชัดอยู่เล่า?
เดิมทีอวี๋ลานหวังจะเห็นหญิงชาวป่าอย่างหลี่เยว่หานเสียขวัญหรือคลุ้มคลั่งเมื่อได้ยินข่าวร้ายแรงเช่นนี้ แล้วนางจะช่วยราดน้ำมันบนกองไฟอีกสักนิด เผื่อว่าฟางจื่อหลานจะโกรธจนขับไล่แม่ลูกสามคนนี้ออกไปจากจวนกั๋วกงเสีย!
ใครจะไปนึกว่าหลี่เยว่หานจะสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้!
“ทุกอย่างบนโลกล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ในเมื่อโชคชะตาลิขิตมาเช่นนี้ นอกจากยอมรับแล้ว ข้าก็ไร้หนทางจะฝืนลิขิตสวรรค์” หลี่เยว่หานมองสองแม่ลูกด้วยสายตาเรียบเฉย ใบหน้าของนางไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา
“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว” ฟางจื่อหลานเป็นฝ่ายได้สติก่อน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ “ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนเหตุใดถึงใจดำอำมหิตนัก แม้แต่ลูกของตัวเองก็ยังไม่ไยดี เขาเป็นคนประเภทไหนกัน!”
“ท่านแม่เจ้าคะ” หลี่เยว่หานเอื้อมมือไปกุมมือฟางจื่อหลานไว้ “ยามนี้ฉีอ๋องอยู่สูงเกินเอื้อม แม้แต่เด็กที่เกิดจากท้องข้า ในสายตาเขาคงเป็นเพียงสิ่งที่ต่ำต้อยไร้ค่า ดังนั้นไม่มีอะไรน่าแปลกใจหรอกเจ้าค่ะ มันก็แค่สันดานของมนุษย์เท่านั้น”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น แม้แต่อวี๋ลานที่อยากจะหาเรื่องก็เริ่มรู้สึกสงสารขึ้นมา “เดิมทีข้ายังคิดว่าเขาเป็นบุรุษรูปงามที่มีความสามารถ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงเศษสอยที่ภายนอกดูดีแต่ภายในเน่าเฟะเสียมากกว่า!”
“พี่ลานเริ่มรู้สึกว่าเมื่อก่อนตัวเองตาถั่วที่มองคนผิดไปแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานถือโอกาสเอ่ยกระเซ้า
“ใช่สิ ตอนนี้คิดดูแล้วข้าก็น่าโง่นักที่เกือบจะมีเรื่องกับคนในครอบครัวเพื่อผู้ชายพรรค์นั้น จริง ๆ เลย… เอ้อ…” เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกให้พูดความในใจออกมา คุณหนูลานก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนพลางมองหลี่เยว่หานและฟางจื่อหลานอย่างขัดเขิน
หลี่เยว่หานมิได้ถือสา “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ใครบ้างยามเยาว์วัยจะไม่เคยตาถั่วมองคนผิด ไม่ใช่ความผิดที่เราตาบอดหรอกเจ้าค่ะ แต่ผิดที่ ‘บุรุษชั่วช้า’ มันมีมากเกินไปต่างหาก”
“บุรุษ… สารเลว?” อวี๋ลานเบิกตากว้าง ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำนี้นัก
“ก็หมายถึงผู้ชายที่ชั่วช้าถึงที่สุด เป็นเศษมนุษย์อย่างไรเล่าเจ้าคะ” หลี่เยว่หานอธิบาย
อวี๋ลานพยักหน้าเห็นด้วยทันที “บุรุษสารเลว! ใช่! มันคือบุรุษสารเลว! โธ่… ข้านี่มันแย่จริง ๆ เมื่อครู่ยังคิดจะให้ท่านแม่ไล่เจ้าออกไปอยู่เลย ตอนนี้คิดดูแล้ว พวกเจ้าแม่ลูกกำพร้ามีจวนกั๋วกงเป็นบ้านเพียงหลังเดียวเท่านั้น ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ!” อวี๋ลานกล่าวพลางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ฟางจื่อหลานอย่างออดอ้อน
“รู้สำนึกก็ดีแล้ว ยังดีที่น้องเยว่หานไม่ถือสาเจ้า มิเช่นนั้นแม่ก็คงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” ฟางจื่อหลานเอ่ยสำทับบุตรสาวโดยมิได้โกรธเคืองจริงจัง
หลี่เยว่หานมองภาพความกลมเกลียวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มละมุน ทว่าในใจกลับเริ่มวางแผนการของตนเอง
อวี๋ลานคนนี้แม้จะเอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นคนเปิดเผย เก็บอารมณ์ไม่เป็น นางคิดจะทำอะไร แค่อ้าปากคนรอบข้างก็รู้หมดแล้ว
ดังนั้นนางจึงไม่ใช่คนชั่วร้าย และไม่ใช่ศัตรูของหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานคุยกับสองแม่ลูกต่ออีกครู่หนึ่ง จนหว่านล้อมให้ฟางจื่อหลานไปนั่งเย็บผ้ากับอวี๋ลานและอวี๋จิ่นได้สำเร็จ จากนั้นนางจึงหยิบเตาพกเดินออกจากจวนซิงกั๋วกง ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าตรงไปยังหอเทียนฝานทันที
ทว่ายังไม่ทันถึงที่หมาย หลี่เยว่หานก็ได้ยินข่าวร้ายว่าหอเทียนฝานถูกฉีอ๋องพาคนเข้าพังพินาศเสียแล้ว
หลี่เยว่หานนั่งอยู่ในรถม้า นางหลับตาลงเพื่อสงบสติอารมณ์ พลางบอกตัวเองว่าทั้งหมดนี้ต้องเป็นแผนการของเมิ่งฉีฮ่วนแน่ เขาไม่ใช่คนใจคอคับแคบไร้เยื่อใยเช่นนั้น
จากนั้นรถม้าก็กลับลำ มุ่งตรงไปยังจวนตระกูลหลิ่วทันที
ยามนี้ผู้คนในจวนตระกูลหลิ่วต่างเก็บตัวเงียบเชียบ หากไม่จำเป็นก็จะไม่ย่างกรายออกจากบ้าน ทหารองครักษ์ที่หลี่เยว่หานเคยทิ้งไว้เพื่อคุ้มครองพวกเขาก็ถูกถอนกำลังกลับไปหมดแล้ว ในสายตาของคนภายนอก เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานได้ตัดขาดเยื่อใยต่อกันจนสิ้น
เมื่อเคาะประตูจวนตระกูลหลิ่ว หลี่เยว่หานก็ถูกเชิญเข้าไปรอที่โถงรับรอง ไม่นานนักหลิ่วเทียนเสียงและภรรยาก็ออกมาพบนาง
“เยว่หานคารวะท่านพ่อบุญธรรมและท่านแม่บุญธรรมเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานย่อกายทำความเคารพ
หลิ่วฮูหยินรีบเข้าไปประคองนางไว้ “เจ้ายังไม่พ้นกำหนดอยู่ไฟเลย อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ เหตุใดถึงออกมาข้างนอกได้”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานมองทั้งสองด้วยแววตาซาบซึ้งใจ เมื่อเห็นว่าพวกเขามีความห่วงใยให้นางอย่างจริงใจ นางจึงค่อย ๆ เอ่ยว่า “ข้าอยู่ที่จวนกั๋วกงได้ยินข่าวว่าหอเทียนฝานเกิดเรื่อง จึงอยากมาดูว่าท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านปู่ทวดเป็นอย่างไรบ้าง มีอันตรายหรือไม่เจ้าค่ะ”
“พวกเราไม่เป็นไร” หลิ่วเทียนเสียงบุ้ยปากให้ภรรยาประคองหลี่เยว่หานให้นั่งลง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “โชคดีที่เชื่อฟังเจ้า สั่งหยุดกิจการที่ร้านค้าทั้งหมดก่อนปิดเมือง และเก็บค่าเช่าจากไร่นาเรียบร้อยแล้ว ปีนี้จึงพอจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพยักหน้า “แล้วจี้หยางแห่งหอเทียนฝาน ท่านพ่อพอจะทราบไหมเจ้าคะว่ายามนี้เขาอยู่ที่ใด?”
“ทราบสิ” หลิ่วเทียนเสียงพยักหน้า แต่เดิมหลี่เยว่หานรู้เพียงว่าหากจะหาจี้หยางต้องไปที่หอเทียนฝาน เพราะเขาพักอาศัยอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด ยามนี้หอเทียนฝานถูกสั่งปิด นางจึงจนปัญญาที่จะตามหาตัวเขา
ยังดีที่กิจการของหอเทียนฝานนั้นหลิ่วเทียนเสียงและหลงจู๊อวี้เป็นคนช่วยดูแล จึงรู้เรื่องส่วนตัวของจี้หยางมากกว่าหลี่เยว่หาน “จี้หยางพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมปาเซียนพร้อมกับหลงจู๊อวี้และหลงจู๊เยว่ แต่ข้ามองจากท่าทีของฉีอ๋องแล้ว เกรงว่ากิจการทุกอย่างที่เป็นชื่อของเจ้า เขาคงตั้งใจจะทำลายให้พินาศสิ้น”
“ขอบพระคุณท่านพ่อที่แจ้งข่าว เยว่หานจะรีบจัดการเรื่องระหว่างข้ากับฉีอ๋องให้เร็วที่สุด จะไม่ยอมให้กระทบต่อการทำการค้าในปีหน้าแน่นอนเจ้าค่ะ” เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการ หลี่เยว่หานก็มิได้ชักช้า นางลุกขึ้นคำนับลาแล้วรีบเร่งเดินทางออกไปทันที