ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 425 ตัดขาดกับจวนฉีอ๋องให้สิ้นซาก
บทที่ 425 ตัดขาดกับจวนฉีอ๋องให้สิ้นซาก
เมื่อมองตามหลังของหลี่เยว่หานไป หลิ่วฮูหยินก็หันมาค้อนใส่หลิ่วเทียนเสียงพลางตำหนิว่า “ท่านนี่ช่างไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย ไม่รู้จักเอ่ยปากชวนเยว่หานให้อยู่กินข้าวปลาอาหารด้วยกันก่อนค่อยไป”
“ฉีอ๋องผู้นี้ช่างมาแรงและรวดเร็วนัก เยว่หานเองก็มีเรื่องต้องจัดการ จะรอช้าแม้เพียงครู่เดียวก็มิได้” หลิ่วเทียนเสียงมองตามจนหลี่เยว่หานขึ้นรถม้าไป ก่อนจะทอดถอนใจออกมา “คนสองคนที่เคยรักกันปานนั้น เหตุใดถึงได้ทางใครทางมันไปเสียได้”
“ผู้ชายน่ะนะ ยามที่ตนเองยังไม่มีอะไรก็มักจะรู้จักทะนุถนอมทุกอย่างข้างกาย” หลิ่วฮูหยินรำพึง “แต่พอมีอำนาจวาสนาขึ้นมา ก็จะเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวนั้นต่ำต้อยไม่คู่ควรกับตนเองเสียแล้ว”
หลิ่วเทียนเสียงมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงชำเลืองมองฮูหยินของตนครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินกลับห้องไป
ยามนี้คนตระกูลหลิ่ว นอกจากเวลาอาหารที่จะมารวมตัวกันแล้ว ส่วนใหญ่ต่างเก็บตัวอยู่ในห้องของตนเอง อาจเป็นเพราะอากาศที่หนาวเหน็บ แม้แต่หลิ่วจื้อหยวนและหลี่หรงหรงก็ดูจะสนิทสนมกันมากขึ้น
ส่วนหวังเหอฮวา หากหลี่เยว่หานไม่ออกปาก ก็ไม่มีใครคิดจะไปรับนางกลับมาจากไร่นานอกเมือง
แม้หลี่เยว่หานจะมิใช่ฮูหยินท่านแม่ทัพแล้ว แต่นางยังคงเป็นคุณหนูแห่งจวนกั๋วกง ซึ่งไม่ใช่คนที่ตระกูลหลิ่วในยามนี้จะกล้าล่วงเกินได้
….
หลังจากออกจากจวนตระกูลหลิ่ว หลี่เยว่หานก็เร่งเดินทางไปยังโรงเตี๊ยมปาเซียนทันที ดูเหมือนผู้ดูแลร้านอวี้จะรู้ล่วงหน้าว่านางจะมา จึงออกมายืนรออยู่ที่โถงด้านหน้าแต่เช้า โรงเตี๊ยมปาเซียนที่เคยคึกคักยามนี้กลับแขวนป้ายงดให้บริการ บรรยากาศจึงดูเงียบเหงาไร้ผู้คน
หลี่เยว่หานผลักประตูเข้าไป ผู้ดูแลร้านอวี้รีบเดินเข้ามาต้อนรับ “คารวะเถ้าแก่เนี้ยขอรับ”
“ไม่ต้องมากพิธี ข้ามาหาจีหยาง เขาอยู่ที่ใด?” หลี่เยว่หานโบกมือเป็นสัญญาณให้ข้ามขั้นตอน
ผู้ดูแลร้านอวี้แสดงสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า “จีหยางถูกคนทำร้าย ยามนี้กำลังพักรักษาตัวอยู่ในห้องขอรับ”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น สีหน้าของหลี่เยว่หานก็เปลี่ยนไปทันที นางให้ผู้ดูแลร้านอวี้รีบนำทางไปยังห้องพักของจีหยาง
ในตอนนั้น จีหยางกำลังพิงหัวเตียงพักผ่อนอยู่ บาดแผลตามตัวดูเหมือนจะได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้ว ภายในห้องมีเตาอุ่นที่จุดถ่านเงินไว้ ทำให้ห้องขนาดเล็กนั้นอบอุ่นยิ่งนัก
“จีหยาง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!” หลี่เยว่หานถามขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตู
เมื่อเห็นว่าเป็นหลี่เยว่หาน จีหยางก็รีบลงจากเตียง ประสานมือคำนับ “คารวะเถ้าแก่เนี้ย ลำบากท่านต้องมาห่วงใยแล้ว ข้าไม่เป็นไรมากหรอกขอรับ เป็นเพียงแผลภายนอกเท่านั้น”
หลี่เยว่หานสำรวจร่างกายเขาทุกซอกทุกมุม เมื่อแน่ใจว่ากระดูกไม่ได้แตกหักก็โล่งใจ นางให้ผู้ดูแลร้านอวี้ปิดประตูให้สนิท ก่อนที่ทั้งสามจะนั่งลงล้อมวงที่โต๊ะเพื่อประชุมลับกัน
“จีหยาง ข้าขอถามเจ้า เรื่องที่ข้าเคยสั่งให้เจ้าไปเตรียมการไว้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?” หลี่เยว่หานถามเข้าประเด็น
“เรื่องที่ท่านให้ข้าแอบกว้านซื้อร้านค้าข้าวสารและน้ำมันในเมืองหลวงนั้น ข้าจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ ยามนี้ร้านค้าเหล่านั้นกว่าเจ็ดส่วนในเมืองหลวงล้วนเป็นของพวกเรา ส่วนที่เหลือคือร้านค้าของหลวงซึ่งเราไปแตะต้องไม่ได้” จีหยางตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ส่วนเรื่องชาวนาตามไร่นาต่าง ๆ พอได้ยินว่าที่ดินของพวกเราจะยกเว้นค่าเช่าให้หนึ่งปีในปีหน้า โดยมีเงื่อนไขเพียงว่าต้องขายผลผลิตให้แก่ร้านข้าวสารที่กำหนดไว้เท่านั้น ทุกคนต่างก็เต็มใจจะมาทำนาให้เราขอรับ”
“นอกจากนี้ ที่ท่านบอกว่าแม้จะต้องเสียเงินก็ต้องกว้านซื้อข้าวสารของปีนี้กลับมาให้มากที่สุด ข้ากับผู้ดูแลร้านอวี้ก็ได้พยายามจัดการแล้ว ชาวนาบางส่วนหากไม่ส่งข้าวก็ต้องจ่ายเป็นเงิน รวมแล้วใช้เงินไปประมาณสามพันตำลึง แลกมาได้เป็นข้าวสารห้าล้านชั่ง
ยามนี้กระจายเก็บไว้ตามคลังสินค้าต่าง ๆ นอกจากข้า ผู้ดูแลร้านอวี้ และหลงจู๊เยว่แล้ว ไม่มีใครล่วงรู้เรื่องนี้ขอรับ ตอนที่ไปกว้านซื้อข้าว พวกเราก็ส่งพี่น้องที่ไร่นาไปเจรจาแทน”
หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดี ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ให้ทุกร้านค่อยๆ ลดปริมาณการขายข้าวและน้ำมันลง หากมีคนถาม ให้บอกว่าปีนี้ผลผลิตไม่ดี แล้วชักนำให้คนไปซื้อข้าวของหลวงแทน ส่วนที่โรงงานก็ให้สกัดน้ำมันตามวิธีที่ข้าบอกแล้วเก็บสำรองไว้ทั้งหมด รวมถึงเกลือบริสุทธิ์ที่ผลิตจากโรงงานด้วย จำไว้ว่าห้ามให้ข่าวรั่วไหลเป็นอันขาด”
“รับทราบขอรับ!” จีหยางและผู้ดูแลร้านอวี้รับคำ จากนั้นผู้ดูแลร้านอวี้จึงเสริมว่า “โรงเตี๊ยมปาเซียนปิดไปเพียงไม่กี่วันก็ต้องเปิดทำการต่อ ยิ่งหน้าหนาวเช่นนี้กิจการหม้อไฟย่อมดีที่สุด เป็นโอกาสทองที่จะกอบโกยกำไรได้มากขอรับ”
“ถูกต้อง” หลี่เยว่หานเห็นพ้อง “หาโอกาสเชิญคุณชายใหญ่ตระกูลเวินมาพบ แล้วคืนหุ้นส่วนของตระกูลเวินในโรงเตี๊ยมปาเซียนกลับไปเสีย ต่อไปนี้กิจการทุกอย่างรวมถึงโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เราจะดำเนินการเองทั้งหมด ไม่ต้องไปข้องแวะกับตระกูลเวินที่ถือตราพระราชทานผู้ค้าหลวงอีก”
แม้จีหยางและผู้ดูแลร้านอวี้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่เยว่หานจึงสั่งเช่นนี้ แต่พวกเขารู้ซึ้งถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามคำสั่ง จึงมิได้คิดจะซักไซ้ไล่เลียงหาเหตุผล
หลงจู๊เยว่ที่มาถึงล่าช้ากว่าคนอื่น เมื่อได้ยินว่าต้องตัดขาดกับตระกูลเวินผู้ค้าหลวงก็ขมวดคิ้ว “เถ้าแก่เนี้ย ยามนี้ฉีอ๋องตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับเรามากขึ้นทุกวัน หากเราตัดขาดกับตระกูลเวินอีก ข้าเกรงว่ากิจการของเราจะดำเนินต่อไปได้ยากนะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร” หลี่เยว่หานกล่าว “พวกเราผูกขาดกิจการข้าวและน้ำมันทั่วเมืองหลวงไว้แล้ว เมื่อข้าวของหลวงขายจนหมด ย่อมต้องมีคนสืบทราบข่าวเรื่องที่มีคนแอบกว้านซื้อข้าวสารปริมาณมหาศาลไว้ เมื่อถึงเวลานั้นเราไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกค้า ยามนี้เมืองหลวงมีฉีอ๋องเข้ามาป่วนสถานการณ์ทางการเมือง พวกเขาแย่งชิงอำนาจกัน พวกเราก็ต้องหาทางหนีทีไล่ให้ตนเองเช่นกัน”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น จีหยางและหลงจู๊ทั้งสองต่างสบตากันด้วยความไม่เข้าใจเต็มอก
“พวกเจ้าไม่ต้องสงสัยไป เมื่อถึงเวลาที่ควรบอก ข้าจะบอกเอง” หลี่เยว่หานทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น พร้อมกำชับเรื่องสำคัญที่ทั้งสามต้องระวังอีกครั้ง ก่อนจะออกจากโรงเตี๊ยมปาเซียนมุ่งหน้ากลับจวนกั๋วกง
….
เพียงครู่เดียวหลังจากหลี่เยว่หานจากไป ตระกูลเวินผู้ค้าหลวงก็ส่งคนมาประกาศอย่างเอิกเกริกว่าได้ถอนหุ้นออกจากโรงเตี๊ยมปาเซียนแล้ว ต่อไปตระกูลเวินกับโรงเตี๊ยมปาเซียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กันอีก
เพราะมีคำกำชับของหลี่เยว่หานไว้ก่อนแล้ว ทางโรงเตี๊ยมจึงวางตัวได้อย่างสงบนิ่ง หลังจากทั้งสองฝ่ายขีดเส้นแบ่งกันอย่างชัดเจน ชาวเมืองหลวงต่างพากันก่นด่าฉีอ๋องคนใหม่นี้กันขนานใหญ่
ถึงแม้จะมองว่าฮั่นหรงฟูเหรินไม่คู่ควรกับเขา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบีบคั้นทำลายกิจการของนางในเมืองหลวงทุกวิถีทางเช่นนี้ แม้แต่หอฝานเทียนซึ่งเป็นสถานที่ที่นางเคยชอบไปกินข้าวก็ยังไม่ละเว้นฉีอ๋องช่างเลือดเย็นไร้น้ำใจเสียจริง!
บ้างก็คาดเดากันไปต่างๆ นานาว่า ที่ฉีอ๋องโหดร้ายเช่นนี้ เป็นเพราะฮั่นหรงฟูเหรินแอบคบชู้จนคลอดบุตรที่ไม่ใช่ลูกของเขาออกมา
ต่อข่าวลือเหล่านี้ จวนฉีอ๋องมิได้มีความคิดที่จะออกมาแก้ข่าวแต่อย่างใด เช่นเดียวกับจวนซิงกั๋วกง
ทั่วทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นอกเหนือจากการที่คนของจวนฉีอ๋องแสดงออกอย่างชัดเจนว่าคอยรังแกกิจการของหลี่เยว่หานแล้ว ตัวนางเองกลับไม่ได้มีท่าทีตอบโต้หรือขัดขืนแต่อย่างใด
หารู้ไม่ว่า ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวตนของฉีอ๋องแม้แต่น้อย
“เหตุใดเจ้าถึงสั่งคนไปพังหอฝานเทียน!” เมิ่งฉีฮ่วนจ้องมองจี้ซินเยว่ที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความโกรธจัด ราวกับอยากจะฉีกร่างนางออกเป็นชิ้นๆ
“เหตุใดข้าจะพังหอฝานเทียนมิได้!” จี้ซินเยว่แสดงท่าทีตัดพ้อ “หลี่เยว่หานเคยดูหมิ่นข้าที่นั่น! ยามนี้นางหย่าขาดกับท่านแล้ว ข้าต่างหากที่เป็นนายหญิงของจวนฉีอ๋อง ข้าจะระบายโทสะเพื่อตนเองมิได้เชียวหรือ!”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็โมโหจนยกเท้าเตะเข้าที่ไหล่ของจี้ซินเยว่จนนางล้มหงายลงกับพื้น “ใครให้หน้าเจ้ามาอ้างว่าเป็นนายหญิงของจวนฉีอ๋อง? เป็นเพียงชายารองแท้ๆ ยังกล้าสำคัญตัวผิดถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
“หากท่านไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา เหตุใดต้องรับแม่หม้ายอย่างข้ามาจากตระกูลเฉินเข้าจวนอ๋องด้วยเล่า” จี้ซินเยว่หัวเราะหยัน “หากอยากผูกมิตรกับตระกูลเฉิน ท่านก็ไปแต่งกับคุณหนูใหญ่เฉินเสวี่ยหนิงสิ! ที่ท่านเลือกข้า ก็เพราะเห็นว่าข้ากับท่านเคยมีความหลังกันมาก่อน เพื่อให้งิ้วฉากนี้ดูสมจริงยิ่งขึ้นไม่ใช่หรือ!”