ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 438 คณะทูตแคว้นเหลี่ยหลานมาเยือน
บทที่ 438 คณะทูตแคว้นเหลี่ยหลานมาเยือน
หลี่ต้าเฉิงลงมือซ่อมแซมบ้านด้วยตัวคนเดียว เขาทำอย่างละเอียดลออจึงค่อนข้างล่าช้า ใช้เวลาเต็ม ๆ ถึงสามวันกว่าจะจัดการบ้านที่ลมรั่วโกรกทั้งสี่ด้านให้พอดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้
เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาอ้างว่ารถเข็นไม้ไปหยิบยืมเขามา หลี่ต้าเฉิงจึงต้องทำทีเดินทางออกนอกเมืองเพื่อไปคืนรถ และใช้ข้ออ้างนี้ซื้อข้าวสารเก่ากลับมาสิบชั่ง
ในตอนนั้นร่างกายของหลี่ต้าเฉิงฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว แม้ในแต่ละวันเขาจะอาศัยข้าวประทังท้องจากโรงทานของศาลาว่าการเพียงมื้อเดียว แต่ปริมาณที่ได้รับก็นับว่ามากพอให้คนอิ่มท้องและอยู่ได้นาน
ในช่วงฤดูหนาวทุกคนมักสวมเสื้อผ้าหนาเตอะ หลี่ต้าเฉิงยิ่งแล้วใหญ่ เขาสวมเสื้อผ้าปะชุนขาดวิ่น ดูซอมซ่อรกรุงรัง เขาซ่อนข้าวสารสิบชั่งไว้ใต้เสื้อผ้าบริเวณหน้าท้อง แสร้งทำท่าทางอ่อนแอเดินถือไม้พองผ่านหน้าบ้านยายหลงกลับเข้าเรือนไปโดยที่นางไม่ทันได้สังเกต
หลังจากพักผ่อนต่ออีกสองวัน หลี่ต้าเฉิงก็เริ่มกลับไปรับจ้างแบกของที่ท่าเรือ ยายหลงเฝ้าสังเกตชีวิตเขาอยู่หลายวัน เมื่อเห็นว่าเขาเป็นเพียงไอ้กระจอกที่ยากจนข้นแค้นจริง ๆ นางก็หมดความสนใจในตัวเขาไปอย่างสิ้นเชิง
เดิมทีนางยังคิดว่าพอหลี่ต้าเฉิงหายป่วยแต่เมียหนีหาย นางจะช่วยหาคู่ใหม่ให้เสียหน่อย แต่พอเห็นเขายากจนถึงขั้นนี้ นางคิดว่าต่อให้พลิกแผ่นดินอำเภอฮัวซีก็คงไม่มีใครยอมแต่งงานด้วยแน่นอน
ทางด้านท่าเรือ เพื่อนคนงานต่างต้อนรับการกลับมาของหลี่ต้าเฉิงอย่างอบอุ่น เดิมทีเจ้าของร่างเดิมเป็นคนขยันทำงาน ไม่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ทุกคนจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อเขาเป็นทุนเดิม เมื่อรู้ว่าตอนเขาป่วยหนักเมียดันขอหย่าไปแต่งงานใหม่ ทุกคนก็ยิ่งสงสารและมองเขาด้วยสายตาเห็นใจ
หัวหน้าคนงานถึงขั้นจ่ายค่าแรงวันแรกเพิ่มให้เขาอีกไม่กี่เหรียญ บอกว่าให้เอาไปซื้อสุรามาดื่มแก้หนาว หลี่ต้าเฉิงไม่ได้อธิบายอะไร เขาเพียงยิ้มรับด้วยความยินดี
ยิ่งเข้าสู่ฤดูหนาวลึกเท่าไร หิมะก็ยิ่งตกหนักขึ้นเท่านั้น ผู้คนต่างโจษจันกันว่าหิมะปีนี้ช่างประหลาดนัก ไม่เพียงแต่ตกเร็วเท่านั้น แต่ตั้งแต่หิมะแรกโปรยปรายลงมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักเลย
หลี่เยว่หานยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือน มองดูเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมาดั่งขนนกยูง ในใจอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเมิ่งฉีฮ่วน
นับตั้งแต่จงเจิ้งเสียนเริ่มออกหน้าช่วยจงเจิ้งเซวียนพ้นผิดในราชสำนัก หลี่เยว่หานก็ได้ยินข่าวคราวของเมิ่งฉีฮ่วนผ่านทางอวี๋เจ๋อฟางทุกวัน
เมิ่งฉีฮ่วนย่อมยืนกรานที่จะเอาผิดจงเจิ้งเซวียนให้ได้ แต่จงเจิ้งเสียนกลับไปหาหลักฐานมาจากที่ไหนไม่รู้ กลายเป็นว่าห้องลับใต้ดินของหอหรูอี้เป็นฝีมือของพ่อบ้านประจำจวนจงเจิ้งเซวียน ส่วนเรื่องการคบค้ากับแคว้นเหลี่ยหลานก็โยนความผิดไปให้เจียงหมิง
เรื่องพ่อบ้านในจวน เมิ่งฉีฮ่วนอาจทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่เขาเร่งให้คนไปรับตัวเจียงหมิงมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือข้ามคืน เพื่อมาเป็นพยานร่วมกับนายพลซานจี๋กลางท้องพระโรง ชี้ตัวว่าจงเจิ้งเซวียนมีพฤติกรรมสมคบคิดกับต่างชาติ เดิมทีนึกว่าเพียงเท่านี้จะเพียงพอต่อการลงโทษจงเจิ้งเซวียนได้แล้ว
ทว่าตระกูลเฉินกลับเกิดความขัดแย้งภายในขึ้นมาในเวลานี้ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรปกป้องจงเจิ้งเซวียนไว้ เพราะพวกเขาสนับสนุนเขามานานหลายปี จะยอมให้ความพยายามพังทลายลงไม่ได้ อีกทั้งพวกเขายังมองว่าจงเจิ้งอวี่และเมิ่งฉีฮ่วนซึ่งเป็นนายใหม่ทั้งสองคนนั้น ไม่ได้ควบคุมง่ายเหมือนจงเจิ้งเซวียน
แต่อีกฝ่ายกลับมองว่าความผิดของจงเจิ้งเซวียนนั้นชัดเจนจนดิ้นไม่หลุด ต่อให้จงเจิ้งเสียนมาช่วยอีกกี่คนจงเจิ้งเซวียนก็ต้องตายอยู่ดี จึงพยายามหว่านล้อมให้คนในตระกูลหันมาเข้าพวกกับจงเจิ้งอวี่และเมิ่งฉีฮ่วนแทน
ดังนั้นเมื่อเรื่องที่จงเจิ้งเซวียนสมคบคิดกับต่างชาติถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันในท้องพระโรง จงเจิ้งเสียนจึงส่งแพะรับบาปที่ตระกูลเฉินส่งมาให้ออกไป โดยอ้างว่าทุกอย่างเป็นความผิดของคนผู้นี้ที่อ้างชื่อจงเจิ้งเซวียนไปทำเรื่องเสื่อมเสียเอง
เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นพิโรธหนัก สั่งให้ประหารล้างตระกูลเฉิน!
ทว่าจงเจิ้งเสียนกลับทูลทัดทานไว้ โดยกล่าวว่าตระกูลเฉินเป็นขุนนางที่มีความดีความชอบมาตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นตงฮั่น จะเอาผิดยึดโยงไปถึงคนอื่นไม่ได้ มิเช่นนั้นจะทำให้เหล่าขุนนางเสียขวัญ ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้จึงสั่งประหารเพียงชายผู้นั้นคนเดียว
เมิ่งฉีฮ่วนและจงเจิ้งอวี่ต่างพากันนิ่งเงียบ ในท้ายที่สุดจงเจิ้งเสียนก็สามารถรักษาชีวิตจงเจิ้งเซวียนไว้ได้สำเร็จ เพียงแต่ถูกคุมขังไว้ในกรมอาญาตลอดชีวิต
สงครามประสาทครั้งนี้ ทั้งเมิ่งฉีฮ่วน จงเจิ้งอวี่ และจงเจิ้งเสียน ต่างก็ไม่ใช่ผู้ชนะที่แท้จริง ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือฮ่องเต้หลิงอวิ๋น
นอกจากเขาจะใช้อำนาจของจงเจิ้งเสียนและการออกรบของเมิ่งฉีฮ่วนกับจงเจิ้งอวี่ครั้งนี้เข้าทำลายขั้วอำนาจตระกูลเฉินที่แอบขยายตัวจนใหญ่โตได้แล้ว เขายังเลี่ยงสถานการณ์พ่อลูกฆ่ากันเองได้อีก แม้จงเจิ้งเซวียนจะต้องใช้ชีวิตในคุก แต่ก็ยังมีชีวิตรอด หากวันหน้าผ่านไปสักสิบปีหรือยี่สิบปี จะหาข้ออ้างปล่อยตัวออกมาก็ไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากคดีของจงเจิ้งเซวียนได้ข้อสรุปไม่นาน เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นปี แคว้นเหลี่ยหลานก็ได้ส่งคณะทูตมาเยือนแคว้นตงฮั่น พร้อมนำหนังสือยอมสวามิภักดิ์และจดหมายส่วนตัวจากกษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานมามอบให้
ในจดหมายนั้น กษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานชี้ตัวจงเจิ้งเซวียนว่าเป็นคนยุยงให้เขาร่วมก่อกบฏ พร้อมระบุรายละเอียดการสมรู้ร่วมคิดระหว่างจงเจิ้งเซวียนกับตระกูลเฉินอย่างละเอียด และยังบอกที่ตั้งของกองกำลังส่วนตัวที่จงเจิ้งเซวียนและตระกูลเฉินแอบซ่องสุมไว้อีกด้วย
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกริ้วจัด ทรงมอบหมายให้ใต้เท้าชิว รองเสนาบดีกระทรวงการทหารเคลื่อนกำลังพลห้าหมื่นนายจากชานเมืองหลวงเข้าทำลายค่ายทหารส่วนตัวของจงเจิ้งเซวียนและตระกูลเฉินจนหมดสิ้น ทหารกว่าสองแสนนายล้วนยอมจำนน
ถึงจุดนี้ ไม่ใช่แค่เมิ่งฉีฮ่วนและจงเจิ้งอวี่ที่ต้องการให้จงเจิ้งเซวียนตายเสียแล้ว จดหมายของกษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานกล่าวว่า พวกเขาเองก็ถูกจงเจิ้งเซวียนหลอกล่อให้ลงเรือโจรลำเดียวกัน หากไม่ใช่เพราะจงเจิ้งเซวียนให้คำมั่นสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าหากเขาได้ขึ้นครองราชย์จะยกหัวเมืองฝ่ายใต้สามมณฑลให้ละก็ แคว้นเหลี่ยหลานไม่มีทางเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในของแคว้นตงฮั่นเด็ดขาด
กระทั่งในจดหมายยังระบุอีกว่า เหตุที่เมืองซิงเจี้ยนฟู่ถูกแคว้นเหลี่ยหลานตีแตกเมื่อปีก่อน ทั้งหมดก็เป็นแผนการของจงเจิ้งเซวียน เพราะเขาต้องการโค่นล้มตระกูลจี้ที่ถือครองอำนาจทหาร จึงจัดฉากส่งคนไปเปิดประตูเมืองในช่วงที่ทั้งสองกองทัพกำลังประจัญบานกัน คุณชายใหญ่ตระกูลจี้นั้นตายอย่างสมศักดิ์ศรีในสนามรบ ไม่ได้หนีทัพอย่างที่ถูกกล่าวหา
หลังจากนั้นเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ไว้ ตระกูลจี้จึงจำต้องส่งจี้ซินเยว่แต่งเข้าตระกูลเฉิน อำนาจทหารของตระกูลจี้ถูกฮ่องเต้ยึดคืนเนื่องจากเหตุการณ์ของคุณชายใหญ่ ตระกูลจี้กลายเป็นเบี้ยล่างของตระกูลเฉินอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนั่นทำให้ขั้วอำนาจของตระกูลเฉินแข็งแกร่งขึ้น และแคว้นเหลี่ยหลานก็ได้ประโยชน์จากการร่วมมือกันมาตลอด
คณะทูตรับบัญชาจากกษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานให้อ่านจดหมายลายพระหัตถ์นี้ต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนักในช่วงเช้า ตอนท้ายของจดหมายกษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานย้ำว่า เขาได้เปิดเผยรายละเอียดการติดต่อกับจงเจิ้งเซวียนทั้งหมดแล้ว รวมถึงส่งหลักฐานจดหมายโต้ตอบและของหมั้นหมายต่าง ๆ มาพร้อมกับคณะทูต เพียงเพื่อต้องการแลกกับการส่งตัวนายพลซานจี๋กลับประเทศอย่างปลอดภัย
“องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นตงฮั่นผู้ทรงเกรียงไกร นี่คือความจริงใจจากแคว้นเหลี่ยหลานของพวกเรา หวังว่าพระองค์จะทรงมีพระบัญชาปล่อยตัวนายพลซานจี๋ เพื่อให้เขากลับไปยังบ้านเกิดเพื่อร่วมฉลองปีใหม่พร้อมหน้าครอบครัวด้วยเถิด” เมื่ออ่านหนังสือยอมจำนนและจดหมายจบ ทูตแคว้นเหลี่ยหลานก็คุกเข่าลงกับพื้น หมอบกราบอย่างนบนอบและจริงใจที่สุด
เมื่อแรกได้ยินว่าแคว้นเหลี่ยหลานจะคืนเมืองซิงเจี้ยนฟู่ให้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแทบจะเก็บอาการปรีดาไว้ไม่อยู่ แต่ครั้นพอฟังจดหมายของกษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานจนจบ ใบหน้าของเขากลับมืดครึ้มจนดูแทบไม่ได้
เขาอยากจะระเบิดอารมณ์! เขาอยากจะฆ่าคน!
เขารู้ดีว่าจงเจิ้งเซวียนทำเรื่องที่ชั่วช้าสามานย์เพียงใด! แต่เขามีบุตรชายเพียงสามคน เขาทำใจไม่ได้! ทำไมในฐานะฮ่องเต้ที่อยากจะปกป้องลูกชายตนเองถึงทำไม่ได้กัน!
อาจเป็นเพราะฮ่องเต้หลิงอวิ๋นปล่อยให้ทูตแคว้นเหลี่ยหลานคุกเข่านานเกินไป เมิ่งฉีฮ่วนจึงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเกียจคร้านว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าครั้งนี้แคว้นเหลี่ยหลานมีความจริงใจอย่างยิ่ง อีกทั้งช่วงที่นายพลซานจี๋พักอยู่ที่จวนของกระหม่อมเขาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สู้เราตอบรับคำขอของแคว้นเหลี่ยหลานเถิด เพราะพวกเขาต้องการเพียงนายพลซานจี๋คนเดียว แต่ยอมคืนเมืองซิงเจี้ยนฟู่ที่เคยสูญเสียไปในมือตระกูลจี้กลับมาให้ การค้าครั้งนี้ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไรก็นับว่าคุ้มค่ามหาศาล”