ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 437 ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปให้ได้ก่อนเถอะ
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 437 ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปให้ได้ก่อนเถอะ
บทที่ 437 ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปให้ได้ก่อนเถอะ
แม้จะรู้ดีว่าการกระทำของหวังเฟิ่งในวันนี้มีเจตนาเพียงเพื่อโอ้อวด แต่เมื่อหลี่ต้าเฉิงกลับมาถึงบ้านที่ผุพัง ในใจก็อดไม่ได้ที่จะบังเกิดความรู้สึกอ้างว้างเศร้าสลดขึ้นมา
ด้วยสภาพบ้านที่เหลือเพียงผนังสีด้านเช่นนี้ การที่ผู้หญิงสักคนจะหนีหายไปก็นับว่าเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก
นับตั้งแต่หลี่เยว่หานและหลี่หรงหรงไหว้วานคนให้ส่งตั๋วเงินจากเมืองหลวงมาให้ หลี่ต้าเฉิงก็ได้ขอร้องชายหนุ่มที่นำเงินมาส่งว่าอย่าได้บอกเรื่องที่หวังเฟิ่งแต่งงานใหม่ให้พี่น้องทั้งสองรู้ ส่วนตัวเขาก็วางแผนไว้ว่ารอให้ร่างกายหายดีและผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนนี้ไปก่อน เขาจะมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ลูกสาวของเจ้าของร่างเดิมคนนี้มีชื่อว่าหลี่เยว่หานเหมือนกับลูกสาวของเขา เขาจึงอยากจะเห็นหน้าค่าตาของนางสักครั้ง
ในช่วงหลายวันที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงหมอ หลี่ต้าเฉิงสืบข่าวคราวเกี่ยวกับเมืองหลวงมาไม่น้อย จึงได้รู้ว่าหลี่เยว่หานผู้นี้เฉลียวฉลาดและมีความสามารถโดดเด่น ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ไม่รู้ด้วยเหตุใดนางถึงได้หย่าขาดกับฉีอ๋อง และฉีอ๋องผู้นั้นก็คือชายหนุ่มที่เคยมาทวงหนี้ถึงบ้านในหมู่บ้านเฮยถู่
ได้ยินว่าเขาชื่อเมิ่งฉีฮ่วน แต่แท้จริงแล้วคือโอรสองค์เล็กของอดีตฮ่องเต้ที่หายสาบสูญไปเมื่อหลายปีก่อน หลังจากถูกบรรจุกลับเข้าสู่ราชวงศ์จึงได้รับพระราชทานนามคืนตามฐานันดรศักดิ์ว่าจงเจิ้งมู่ชวน
หลี่ต้าเฉิงไม่รู้ว่าหลี่เยว่หานกับจงเจิ้งมู่ชวนใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไร แต่เขารู้ดีว่าบุรุษในยุคสมัยนี้ขอเพียงมีเงินทองอยู่บ้างก็มักจะสรรหาผู้หญิงมาไว้ข้างกาย จงเจิ้งมู่ชวนผู้นี้ก็คงไม่ใช่ข้อยกเว้น
แต่ยังนับว่าโชคดีที่หลี่เยว่หานคนนี้มีที่พึ่งพิง อีกทั้งตอนที่นางมาถึงเมืองหลวงใหม่ ๆ ก็มีบุญคุณต่อราชวงศ์ จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ฮั่นหรงฟูเหรินอีผิ่นเก้าหมิ่ง และยังได้รับนามพระราชทานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ต่อให้ไม่มีผู้ชาย นางก็ย่อมใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
ทว่าหลี่ต้าเฉิงก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารและปวดใจแทน เด็กสาวคนหนึ่งที่ไม่มีพ่อแม่คอยอยู่เคียงข้าง เมื่อต้องพบเจอเรื่องเช่นนี้ ต่อให้จวนกั๋วกงจะรักและคุ้มครองนางมากเพียงใด นางก็คงหนีไม่พ้นความโศกเศร้าเสียใจ
แม้หลี่ต้าเฉิงจะตัดสินใจว่าหลังจบเทศกาลตรุษจีนจะเดินทางไปเมืองหลวง แต่เขาก็ไม่คิดจะให้ลูกสาวทั้งสองรู้ เขาไตร่ตรองไว้แล้วว่า แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงมาโผล่ในสถานที่แห่งนี้ และไม่รู้ว่าทำไมชื่อของเจ้าของร่างเดิมถึงเหมือนกับเขา รวมถึงชื่อภรรยาและลูกสาวก็ยังเหมือนกันหมด
แต่เขาเชื่อว่าทุกอย่างย่อมมีลิขิตไว้แล้ว บางทีสวรรค์อาจจะส่งเขามาที่นี่เพื่อให้โอกาสเขาได้ไถ่บาปต่อลูกสาวของตนเองก็ได้…
หลี่ต้าเฉิงคิดฟุ้งซ่านไปพลาง วางแผนซ่อมแซมบ้านที่ผุพังไปพลาง อย่างน้อยก็ต้องยื้อชีวิตให้ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปให้ได้ก่อน
เมื่อยายหลงกลับมาถึง นางก็เห็นหลี่ต้าเฉิงเดินวนไปเวียนมารอบบ้านผุ ๆ แถมยังขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนพื้นเป็นพัก ๆ นางจึงเดินเข้าไปทัก “ต้าเฉิงน้องชาย ร่างกายเจ้าหายดีแล้วรึ?”
ได้ยินเสียงยายหลง หลี่ต้าเฉิงก็หันไปพยักหน้าให้นาง “หายดีแล้ว ข้ากะว่าจะซ่อมแซมบ้านเสียหน่อย อากาศเริ่มหนาวขึ้นทุกทีแล้ว”
“หลายวันที่ผ่านมาเจ้าไปอยู่ที่ไหนมา?” ยายหลงจ้องมองตาเขาอย่างจับผิด “หากเจ้ายังไม่กลับมา ข้าคงต้องไปแจ้งศาลาว่าการแล้ว คนทั้งคนจะหายตัวไปเงียบ ๆ โดยไม่บอกกล่าวไม่ได้นะ”
“ขอบพระคุณยายหลงที่เป็นห่วง” หลี่ต้าเฉิงตอบอย่างเรียบเฉย “วันก่อนมีเพื่อนคนงานที่เคยแบกของด้วยกันที่ท่าเรือมาเยี่ยมเห็นข้าป่วยหนัก เลยรับข้าไปพักรักษาตัวที่บ้านเขาอยู่หลายวัน ได้ครอบครัวเขาคอยดูแลข้าถึงได้หายดี แต่ทุกคนต่างก็มีชีวิตที่ลำบาก ข้าจะอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ถาวรก็ใช่ที่ พอกายเริ่มแข็งแรงข้าเลยรีบกลับมา ขอบคุณยายหลงมากที่ช่วยเฝ้าบ้านให้ในช่วงหลายวันนี้”
เมื่อได้ฟัง ยายหลงก็ได้แต่ครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ พลางกวาดสายตาสำรวจเขา แต่ปากกลับยิ้มรับ “โธ่ เรื่องเล็กน้อย คนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน มีอะไรก็ช่วย ๆ กันไป ไม่ต้องขอบใจหรอก!”
“จริงด้วย วันก่อนยายหลงเอาผ้าห่มผืนเก่ามาให้ข้า สองสามวันที่อยู่บ้านเพื่อนข้าก็ได้ช่วยเขาทำงานฝีมือเล็กน้อยจนได้ส่วนแบ่งมาบ้าง เงินค่าผ้าห่มนี้ข้าควรจะมอบให้ท่าน” หลี่ต้าเฉิงพูดพลางล้วงกระเป๋าเสื้อต่อหน้ายายหลงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหยิบเหรียญทองแดงออกมาสามเหรียญด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ “ขออภัยด้วยนะยายหลง ข้ามีเงินติดตัวเท่านี้จริง ๆ”
เงินสามเหรียญทองแดงซื้อซาลาเปาได้เพียงสองลูกเท่านั้น แต่ผ้าห่มเก่าที่ยายหลงให้หลี่ต้าเฉิงมานั้นทั้งแข็งและกระด้าง ปกติมีไว้สำหรับตอกติดผนังกันลมเสียมากกว่า แทบจะไม่มีราคาค่างวดอะไร ดังนั้นแม้จะได้เพียงสามเหรียญ ยายหลงก็ไม่นึกรังเกียจ นางรีบรับเงินจากมือเขาไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“แล้วนี่น้องชายต้าเฉิง เจ้าจะผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้อย่างไรในสภาพนี้?” ยายหลงกำเหรียญไว้ในมือแน่น พลางเอ่ยถามเลียบเคียงเพื่อหยั่งเชิง
“ข้ากะว่าจะไปเก็บหญ้าแห้งแถวนอกเมืองมาอุดรูรั่วตามผนังที่ลมรอดเข้ามาก่อน” หลี่ต้าเฉิงตอบ “จากนั้นค่อยไปรับจ้างแบกของที่ท่าเรือสักสองสามวัน พอได้ค่าจ้างค่อยเอาไปซื้อข้าวสารราคาถูกมาตุนไว้ อย่างน้อยก็ประคองตัวให้ผ่านฤดูหนาวที่หนาวจะตายชักนี้ไปให้ได้ก่อน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยายหลงก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจให้น่าติดตามต่อ นางส่ายหน้าทันที “สภาพอย่างเจ้าน่ะรึ กลัวว่าจะผ่านฤดูหนาวไปไม่พ้นมากกว่า เจ้าไม่รู้หรอกว่าในแต่ละปี อำเภอฮัวซีของเรามีคนหนาวตายไปเท่าไหร่!”
“เช่นนั้นยายหลงพอจะมีคำแนะนำดี ๆ บ้างไหม?” หลี่ต้าเฉิงแสร้งถามอย่างผู้ใฝ่รู้
“ไม่มีหรอก ถ้าข้ามีคำแนะนำดีขนาดนั้นข้าคงไปทำเองแล้ว” ยายหลงทำท่ารังเกียจ “ข้าแค่จะบอกเจ้าไว้ว่า ทุกปีช่วงต้นฤดูหนาว ทางศาลาว่าการจะตั้งโรงทาน เจ้าสามารถไปรับโจ๊กกินฟรีได้วันละชาม ใช้ช่วงเวลานี้เร่งทำงานเก็บออมเงินไว้ พอโรงทานปิดเจ้าจะได้มีเงินในมือบ้าง ถึงตอนนั้นค่อยไปกว้านซื้อข้าวสารเก่าจากตามหมู่บ้านนอกเมือง เพราะช่วงนั้นข้าวเก่าจะมีราคาถูกมาก”
อย่างไรเสียยายหลงก็ไม่อยากให้คนข้างบ้านต้องมาหนาวตายหรืออดตาย แม้นางจะนึกดูถูกท่าทางยาจกของหลี่ต้าเฉิงอยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าช่วยชี้แนะแนวทางรอดให้
หลี่ต้าเฉิงฟังแล้วก็ประสานมือคำนับอย่างมีมารยาท “ขอบพระคุณยายหลงที่ชี้แนะ” พูดจบเขาก็หันไปสำรวจบ้านผุ ๆ ของเขาต่อ
“แล้วนี่เจ้าจะทำอะไรต่อ?” ยายหลงถามด้วยความอยากรู้
“ดูว่ารูรั่วตรงไหนมีลมเข้าบ้าง จะได้คำนวณถูกว่าต้องไปเก็บหญ้าแห้งมามากเท่าไหร่ถึงจะพอกับการอุดรูพวกนี้”
เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว ยายหลงจึงเดินกลับบ้านไป
บ้านหลังเก่าที่หลี่ต้าเฉิงอาศัยอยู่นี้ คือบ้านที่หลี่หรงหรงซื้อไว้ให้ตอนที่พวกนางพี่น้องบอกว่าไม่สามารถพามารดาและบิดาไปเมืองหลวงด้วยได้ ยังดีที่ตอนหวังเฟิ่งแต่งงานใหม่นางไม่ได้เรียกร้องเอาบ้านหลังนี้ไปด้วย
คงเป็นเพราะนางเห็นว่าหลี่ต้าเฉิงร่อแร่ใกล้ตาย แถมไม่มีเงินทองติดตัว การจะเอาบ้านที่กำลังจะมีคนตายก็ดูจะไม่เป็นมงคลนัก นางจึงยอมรามือไป
ทว่าตอนนี้หลี่ต้าเฉิงยังไม่ตาย แถมยังฟื้นตัวกลับมาได้ เขาจึงต้องระวังไม่ให้หวังเฟิ่งย้อนกลับมาแย่งชิงทรัพย์สินไปอีก ดังนั้นทันทีที่ออกจากโรงหมอวันนี้ สิ่งแรกที่เขาทำคือไปที่ศาลาว่าการเพื่อเปลี่ยนชื่อในที่ดินให้เป็นชื่อของเขาแต่เพียงผู้เดียว
เขาไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมาคอยระแวดระวังเรื่องบ้านถึงขนาดนี้ เมื่อครั้งยังอยู่ในโลกก่อน ตอนหวังเฟิ่งแต่งเข้าตระกูลหลี่ ข้อเรียกร้องแรกของนางคือการเพิ่มชื่อลงในกรรมสิทธิ์บ้าน ซึ่งตอนนั้นหลี่ต้าเฉิงแทบไม่ได้คิดอะไรเลยก็ยอมทำตามทันที
ขณะที่คิดเรื่องสัพเพเหระไปพลาง เขาก็คำนวณปริมาณหญ้าแห้งที่ต้องการเสร็จสิ้น จากนั้นจึงลุกขึ้นมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง
ในมือเขามีเงินทองอยู่ไม่น้อย แต่เขาไม่กล้าให้ใครล่วงรู้ หลายเรื่องจึงจำเป็นต้องลงมือทำด้วยตนเอง
ตัวอย่างเช่น… หลังจากออกจากตัวอำเภอฮัวซีไปแล้ว เขาก็มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านเพื่อซื้อหญ้าแห้งหนึ่งคันรถแล้วขนกลับมาเอง จากนั้นจึงเริ่มลงมือซ่อมแซมบ้าน
ยายหลงที่ชอบสอดรู้สอดเห็นยังอุตส่าห์วิ่งมาถามว่ารถขนหญ้าแห้งนี้เขาไปเอามาจากไหน หลี่ต้าเฉิงจึงโป้ปดไปว่าขอยืมมาจากชาวบ้าน ยายหลงยืนดูเขาซ่อมบ้านอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าเขายังดูอ่อนแรงและขี้โรคจริง ๆ จึงหมดสนุกและเดินกลับบ้านไปในที่สุด