ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 440 เบื้องหลังของความหัวแข็ง
บทที่ 440 เบื้องหลังของความหัวแข็ง
คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดลงบนหัวของใครหลายคนจนดึงสติกลับมาได้
นั่นสิ! ในฐานะประมุขของรัฐบรรณาการ หากไม่หน้ามืดตามัวจนอยากหาเรื่องล่มสลายไปพร้อมกับแคว้นของตนเอง มีหรือจะกล้าลงนามในจดหมายเพื่อใส่ร้ายองค์ชายของแคว้นที่เป็นดั่งแผ่นดินแม่?
เมื่อทุกคนเริ่มคิดตามได้เช่นนี้ บรรยากาศในท้องพระโรงก็กลับมาตึงเครียดและเงียบสงัดจนกลายเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้ง
“ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเพิ่งจะตระหนักได้ในวันนี้เองว่า จงเจิ้งเสียนไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเมิ่งฉีฮ่วนได้เลยแม้แต่นิดเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่เหนื่อยล้าจนถึงขีดสุดจึงโบกมืออย่างอ่อนแรง “การประชุมเช้าวันนี้พอแค่นี้เถิด เรามารู้สึกไม่ค่อยสบาย พรุ่งนี้ก็ให้งดการประชุมด้วย ขันทีหรู… ประกาศเลิกประชุม”
กล่าวจบ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ไม่สนสายตาใครทั้งสิ้น ปากบอกว่าร่างกายไม่สู้ดี แต่ฝีเท้ากลับรวดเร็วนักเพียงพริบตาเดียวก็หายลับไปจากสายตา
เมิ่งฉีฮ่วนมองตามพลางหรี่ตาลง ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
จงเจิ้งอวี่เดินเข้ามาใกล้เมิ่งฉีฮ่วนแล้วกระซิบถามเสียงเบา “ท่านอา เมื่อครู่ท่านบีบคั้นเกินไปหน่อยหรือไม่ ไม่กลัวว่าเสด็จพ่อจะพิโรธเอาหรือ?”
“กลัวแล้วงานจะสำเร็จหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนถามกลับ “หากเพียงเพราะความกลัว แล้วเราต้องปล่อยโอกาสที่จะกำจัดจงเจิ้งเซวียนให้สิ้นซากหลุดลอยไป วันหน้าเมื่อเขากลับมามีอำนาจอีกครั้ง คนที่จะต้องตายก็คือเจ้าและข้า”
พูดจบเขาก็ก้าวเดินออกไปทันที
จงเจิ้งอวี่มองตามหลังเมิ่งฉีฮ่วนไปด้วยความรู้สึกหนักใจ
พักหลังมานี้เขาเริ่มรู้สึกแปลก ๆ หากเมิ่งฉีฮ่วนทำทั้งหมดนี้เพื่อปูทางให้เขาจริง ๆ เพียงแค่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นลั่นวาจาให้กักขังจงเจิ้งเซวียนไว้ในกรมอาญาตลอดชีวิตก็น่าจะเพียงพอแล้ว ต่อให้ตระกูลเฉินหรือกลุ่มผู้ติดตามเดิมของจงเจิ้งเซวียนจะยังอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาย่อมต้องถอดใจไปเอง
ในเมื่อฮ่องเต้ตรัสแล้ว ย่อมยากจะคืนคำ
แต่ท่าทีของเมิ่งฉีฮ่วนที่รุกไล่บีบคั้นเพื่อจะเอาชีวิตจงเจิ้งเซวียนให้ได้นั้น เป็นเรื่องที่น่าฉงนใจอย่างยิ่ง
หรือจงเจิ้งเซวียนเคยไปทำอะไรไว้?
เรื่องห้องลับใต้ดินที่ร้านหรูอี้เก๋ออย่างนั้นหรือ?
จะว่าไปแล้ว องค์หญิงเยว่เหยาที่เป็นน้องสาวร่วมอุทรของจงเจิ้งอวี่ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของเหตุการณ์นั้น แต่หลังจากช่วยเธอออกมาได้และเวลาผ่านไป ความแค้นที่จงเจิ้งอวี่มีต่อจงเจิ้งเซวียนก็เริ่มเบาบางลง ไม่ได้อยากจะฆ่าแกงกันให้ตายในทันทีเหมือนช่วงแรก
แล้วทำไม… เมิ่งฉีฮ่วนถึงได้จองล้างจองผลาญขนาดนี้?
ทันใดนั้นจงเจิ้งอวี่ก็เหมือนจะนึกอะไรออก เขารีบก้าวตามไปถามเสียงค่อย “ท่านอา ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ฮั่นหรงฟูเหรินคลอดลูก เธอตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตเพราะถูกพิษ จนลูกสาวที่เพิ่งลืมตาดูโลกก็หยุดหายใจไปชั่วขณะ หากไม่ได้พี่ใหญ่ใช้วิชาลับช่วยเด็กไว้จากสุสานอนาถา ป่านนี้เด็กคนนั้นคงไม่รอด เรื่องนี้… เกี่ยวข้องกับพี่รองใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถาม เมิ่งฉีฮ่วนเพียงปรายตามองจงเจิ้งอวี่นิ่ง ๆ โดยไม่ตอบคำถามนั้น
แต่จงเจิ้งอวี่กลับมองว่านั่นคือคำยืนยัน “ข้าว่าแล้วเชียว! จุดอ่อนที่ใครจะแตะต้องไม่ได้ของท่านมีเพียงฮั่นหรงฟูเหรินเท่านั้น!”
“องค์ชายสามคงลืมไปแล้วว่า เปิ่นหวังกับฮั่นหรงฟูเหรินไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก” เมิ่งฉีฮ่วนตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย “อีกอย่าง ตอนที่นางคลอดลูก เปิ่นหวังก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง จะไปรู้เรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านอย่าได้เดาสุ่มไปเรื่อยเลย เปิ่นหวังไม่อยากมีชื่อไปพัวพันกับแม่นางชาวบ้านคนนั้นอีก”
จงเจิ้งอวี่ได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้ารับคำทันที “ท่านอาสั่งสอนได้ถูกต้อง ข้าจะจำไว้ ต่อไปจะไม่เอ่ยถึงแม่นางชาวบ้านคนนั้นต่อหน้าท่านอีกเด็ดขาด!”
เมื่อเห็นจงเจิ้งอวี่รับคำง่าย ๆ เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เขาเดินพ้นประตูวังแล้วก้าวขึ้นรถม้าของจวนอ๋องทันที
ทันทีที่อยู่ตามลำพังในรถม้า ใบหน้าเฉื่อยชาเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
จงเจิ้งอวี่เดาไม่ผิดเลย และเมิ่งฉีฮ่วนเองก็ไม่เคยคิดจะซ่อนเร้นความปรารถนาที่จะฆ่าจงเจิ้งเซวียน
ตอนที่หลี่เยว่หานคลอดลูกแล้วเสียเลือดมาก หมอกู่เคยบอกเขาตั้งแต่ตอนที่เขากลับเข้าเมืองหลวงแล้วว่า สาเหตุมาจากเธอถูกพิษเรื้อรัง และพิษชนิดนี้ประหลาดนัก ยามปกติจะไม่มีทางตรวจพบ แต่จะเริ่มแพร่กระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วเมื่อสตรีเริ่มเจ็บท้องคลอด หากเด็กคลอดออกมาแล้วตัดสายสะดือไม่ทัน พิษนั้นก็จะลามไปถึงตัวเด็กด้วย
และที่เมิ่งอิ่งหนิง เกือบตายไปในตอนนั้น ก็เป็นเพราะตัดสายสะดือช้าไปเพียงนิดเดียว
หากไม่ใช่เพราะร่างกายของหลี่เยว่หานได้รับการบำรุงจนแข็งแรงอย่างยิ่งจากอิทธิพลของลัญจกรหยกมาตลอดหลายปี การเสียเลือดมากในครั้งนั้นคงพรากชีวิตเธอไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากหมอกู่ใช้เวลาศึกษานานวันเข้า ก็พบว่าพิษชนิดนี้ถูกปล่อยออกมาจากหนอนกู่
เจ้าหนอนนั่นถูกฝังอยู่ในตัวของหลี่เยว่หานมานานแล้วและอยู่ในภาวะจำศีล จนกระทั่งมันตื่นขึ้นในวันที่เธอคลอดลูก เกือบจะพรากชีวิตแม่ลูกทั้งสามคนไปพร้อมกัน
หนี้แค้นครั้งนี้ เมิ่งฉีฮ่วนสาบานว่าจะต้องสะสางกับจงเจิ้งเซวียนให้สิ้นซาก
แม้เขาจะยังไม่แน่ชัดว่าจงเจิ้งเซวียนใช้วิธีไหนหรือทำตอนไหนในการฝังหนอนกู่ลงบนตัวหลี่เยว่หาน แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความตั้งใจที่เขาจะเอาชีวิตอีกฝ่ายลงเลย
…..
ณ จวนกั๋วอ๋อง
หลี่เยว่หานตั้งใจฟังรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงวันนี้อย่างละเอียด พลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ดูเหมือนฉีอ๋องจะอยากให้องค์ชายรองตายเหลือเกิน เป็นเพราะเหตุใดกันนะ?”
เดิมทีอวี๋เจ๋อฟางไม่ได้อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนัก เขาเพียงต้องการเป็นกั๋วกงที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ในช่วงนี้เพื่อให้หลี่เยว่หานรู้ความเคลื่อนไหวของเมิ่งฉีฮ่วน เขาจึงส่งคนไปดักรอลูกศิษย์ของตัวเองที่หน้าประตูวัง พอใครเลิกประชุมก็ถูกเชิญตัวมาที่จวนเพื่อเล่าเรื่องความเคลื่อนไหวของฉีอ๋องให้หลี่เยว่หานฟัง
แรกเริ่มเดิมที ขุนนางเหล่านั้นแอบนินทาในใจว่าหลี่เยว่หานหย่าขาดกับเขาไปแล้วแท้ ๆ เหตุใดถึงยังเป็นห่วงเป็นใยนัก
แต่พอมาบ่อยเข้า ทุกคนก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความสงสารเห็นใจหลี่เยว่หานแทน
ช่างเป็นสตรีที่น่าเวทนายิ่งนัก อุตส่าห์เสี่ยงตายคลอดลูกชายลูกสาวให้ชายโฉดอย่างฉีอ๋องคนนั้น พอเขาได้ดิบได้ดีเป็นอ๋องกลับถีบหัวส่งเธอออกมาเสียอย่างนั้น แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วงเป็นใยชายคนนั้นอยู่เสมอ ใครได้ยินเป็นต้องสะเทือนใจ…
“ฉีอ๋องพยายามช่วยท่านชายสามดึงตระกูลเฉินมาเป็นพวก ย่อมต้องอยากให้องค์ชายรองสิ้นชื่อโดยเร็วที่สุด อีกอย่าง ครั้งนี้องค์ชายใหญ่พยายามช่วยองค์ชายรองด้วยการส่งบุตรอนุที่ไม่มีความสำคัญของตระกูลเฉินมารับผิดแทน
หากฉีอ๋องสามารถล้างมลทินให้บุตรอนุคนนั้นได้ ก็ทำให้ตระกูลเฉินติดค้างบุญคุณครั้งใหญ่ ไม่ว่าตระกูลเฉินจะเต็มใจรับหรือไม่ แต่มันคือการรักษาหน้าตาให้ตระกูลขุนนางเก่าแก่ เมื่อมองในแง่ของผลประโยชน์ ในสายตาของฉีอ๋อง องค์ชายรองจึงต้องรับโทษฐานกบฏขายชาติให้ดิ้นไม่หลุด”
ลูกศิษย์ของอวี๋เจ๋อฟางที่มาเล่าเรื่องในวันนี้ อธิบายเบื้องหลังการกระทำของเมิ่งฉีฮ่วนให้หลี่เยว่หานฟังอย่างใจเย็น ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยาก
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็พยักหน้าเห็นด้วย “ที่ท่านกล่าวมาก็มีเหตุผล ในเมื่ออยู่คนละฝ่าย ย่อมหวังให้ขุมกำลังของอีกฝ่ายอ่อนแอลงให้มากที่สุด ตอนนี้ตระกูลเฉินยังไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อท่านชายสามอย่างเต็มตัว แต่ถ้าองค์ชายรองตายลง ตระกูลเฉินก็คงไม่มีวันไปพึ่งพิงองค์ชายใหญ่แน่ เพราะในช่วงปีที่องค์ชายใหญ่แสร้งตายหนีออกจากเมืองหลวงไป เขาได้วางกับดักและกลั่นแกล้งตระกูลเฉินไว้ไม่น้อยเลย”
“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ” ลูกศิษย์ของอวี๋เจ๋อฟางกล่าวสนับสนุน “ไม่นึกเลยว่าฮั่นหรงฟูเหรินจะมีความเห็นที่เฉียบคมเช่นนี้ ข้าน้อยนับถือยิ่งนัก!”
หลี่เยว่หานโบกมือเบา ๆ “ท่านอย่าได้รำคาญข้าเลย อย่างไรเสียเขาก็เป็นพ่อของลูกข้า ข้าเพียงไม่อยากให้เขาต้องมาจบชีวิตลงง่าย ๆ เพราะความประมาทเพียงเท่านั้น”
“สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นถูกต้อง…” ชายคนนั้นกล่าวพลางลอบปาดเหงื่อเย็นเชียบในใจ
ฉีอ๋องเนี่ยนะจะจบชีวิตลงเพราะความประมาท?
ฝ่าบาทต่างหากที่ควรจะกังวลว่าฉีอ๋องจะเกิดนึกสนุกยกทัพมาปิดล้อมเมืองหลวงวันไหน… คนอย่างฉีอ๋อง จะไปมีจังหวะพลาดย่ามใจจนตัวตายได้ที่ไหนกันเล่า!