ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 441 การหยั่งเชิงของอวี๋หลัน
บทที่ 441 การหยั่งเชิงของอวี๋หลัน
เรื่องราวในราชสำนักถูกรวบรวมและเรียบเรียงลงในจดหมายข่าวราชการอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกระจายไปตามตรอกซอกซอยทั่วทั้งเมืองหลวง
ตี้เป้าเป็นหน่วยงานข่าวสารที่ก่อตั้งขึ้นพร้อมกับการสถาปนาแคว้นตงฮั่น เดิมทีมีไว้เพื่อประชาสัมพันธ์กฎหมายหรือข้อบังคับใหม่ ๆ ของทางราชการเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ผู้คนเริ่มหันมาสนใจอ่านบทความเบ็ดเตล็ดและเรื่องราวซุบซิบที่ตีพิมพ์ลงในนั้นมากกว่า
ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ในที่ประชุมเช้า จะถูกคัดเลือกและเรียบเรียงเป็นบทความ ผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอนจนกลายเป็นตี้เป้าฉบับสมบูรณ์ แล้วจึงให้คนนำไปวางจำหน่ายตามร้านหนังสือในช่วงเย็นของทุกวัน
วันนี้ ตี้เป้าใช้พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งเพื่อบรรยายถึงการกระทำอันน่าตกตะลึงของเมิ่งฉีฮ่วน โดยเฉพาะหัวข้อข่าวตัวเล็กที่เขียนว่า ‘ฉีอ๋องส่อเค้าเสียสติ’ ซึ่งเรียกความสนใจจากผู้คนได้เป็นอย่างดี
เมื่อหลี่เยว่หานหยิบกระดาษข่าวที่ดูไม่ทันสมัยนี้ขึ้นมาอ่าน นางก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าคนเขียนตี้เป้าคนนี้ช่างเป็นยอดฝีมือในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบเสียจริง
เนื้อหาในนั้นไม่มีคำใดพาดพิงถึงจงเจิ้งเสียนหรือฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเลยแม้แต่คำเดียว กลับกันคือใช้ถ้อยคำนับพันเขียนบรรยายวีรกรรมของเมิ่งฉีฮ่วนในท้องพระโรงวันนี้ไว้อย่างละเอียดยิบ
แม้แต่ตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนเตือนเหล่าขุนนางว่า กษัตริย์แคว้นเหลี่ยหลานย่อมไม่มีทางส่งจดหมายมาเพื่อยืนยันความผิดของตนเองและองค์ชายแคว้นแม่โดยไม่มีเหตุผล แต่ในตี้เป้ากลับเขียนว่าเมิ่งฉีฮ่วนกล่าววาจาโอหังกลางท้องพระโรง และใส่ร้ายว่าแคว้นเหลี่ยหลานมีเจตนาแอบแฝงในการใส่ความองค์ชายรอง
ยอดฝีมือ… เป็นยอดฝีมือจริง ๆ
นางวางตี้เป้าลงแล้วหันไปมองอวี๋หลันที่เป็นคนนำข่าวมาให้ “ขอบคุณมากนะพี่หญิง”
“เรื่องเล็กน้อยน่ะ” อวี๋หลันฉีกยิ้มกว้าง “นับตั้งแต่การกลับมาของฉีอ๋อง สถานการณ์ในเมืองหลวงก็ดูจะตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ถึงข้าจะเป็นเพียงสตรีในห้องหอ แต่ก็พอจะสัมผัสได้ว่ายามนี้ไม่เพียงแค่เมืองหลวงที่จะเกิดพายุใหญ่ แต่ดูเหมือนทั้งแคว้นกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว… น้องเยว่หาน เจ้าว่าฉีอ๋อง… จะได้ขึ้นครองราชย์ไหม?”
ขณะที่พูด แววตาของอวี๋หลันเป็นประกายด้วยความคาดหวังบางอย่าง หลี่เยว่หานหรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้รีบร้อนตอบ
“ตามธรรมเนียมเก่า หากฝ่าบาทจะส่งต่อราชบัลลังก์ คนแรกที่ควรจะได้รับก็คือฉีอ๋อง” อวี๋หลันเห็นหลี่เยว่หานเงียบไปจึงพูดต่อ “แต่บรรดาองค์ชายต่างก็แย่งชิงตำแหน่งนี้กันมานับสิบปี อยู่ ๆ มีฉีอ๋องโผล่มา ข้าเกรงว่าพวกเขาจะร่วมมือกันต่อต้านฉีอ๋องน่ะสิ”
ความคิดของอวี๋หลันนั้นไม่ผิด หากหลี่เยว่หานเป็นนางก็คงคิดเช่นเดียวกัน
เรื่องที่แย่งชิงกันมานานกว่าสิบปีแต่ยังไร้ข้อสรุป จะยอมให้ใครที่ไหนไม่รู้มาชุบมือเปิบไปง่าย ๆ ได้อย่างไร
ทว่าอวี๋หลันก็เป็นเพียงสตรีที่เติบโตมาในห้องหอ หากไม่ใช่เพราะช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอวี๋เจ๋อฟางพาคนมาที่จวนเพื่อเล่าเรื่องของเมิ่งฉีฮ่วนให้นางฟัง อวี๋หลันคงไม่มีทางรู้เลยว่าฉีอ๋องผู้นี้โอหังและวางอำนาจเพียงใด
แต่หลี่เยว่หานไม่ใช่อวี๋หลัน นางจึงรู้ดีว่าการปรากฏตัวของเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้มีผลต่อความสัมพันธ์ของเหล่าองค์ชายเลยแม้แต่น้อย
การที่จงเจิ้งเสียนพยายามปกป้องจงเจิ้งเซวียนสุดชีวิต ก็เพราะจงเจิ้งเซวียนมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเฉินมานานหลายปี หากจงเจิ้งเซวียนยอมสยบแทบเท้าเขา นั่นเท่ากับว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเฉินไปด้วย
และที่เมิ่งฉีฮ่วนต้องการกำจัดจงเจิ้งเซวียน ก็เพื่อตัดโอกาสไม่ให้จงเจิ้งเสียนและตระกูลเฉินเกี่ยวดองกันได้
เพราะหากไม่มีจงเจิ้งเซวียนคอยเป็นตัวกลาง ความแค้นที่จงเจิ้งเสียนเคยทำร้ายรากฐานของตระกูลเฉินตลอดหลายปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นหนี้เลือดที่ยากจะประสาน
แต่สิ่งที่หลี่เยว่หานยังไม่แน่ใจก็คือ เมิ่งฉีฮ่วนเคยคิดจะขึ้นครองบัลลังก์ด้วยตนเองหรือไม่
หากเขาคิด เหตุใดเขายังคงช่วยเหลือจงเจิ้งอวี่อยู่? หรือจงเจิ้งอวี่เป็นเพียงเครื่องมือในสายตาของเขาเท่านั้น?
แต่ถ้าเขาอยากเป็นฮ่องเต้จริง ๆ เหตุใดทุกการกระทำของเขาถึงดูเหมือนจงใจจะขัดแข้งขัดขาฮ่องเต้หลิงอวิ๋นไปเสียทุกเรื่อง?
“น้องเยว่หาน?” อวี๋หลันเห็นนางนิ่งไปก็นึกว่านางฟังไม่เข้าใจ จึงทวนคำถามอีกครั้ง “ที่ข้าหมายถึงคือ เจ้าคิดว่า… ในอนาคตฉีอ๋องจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ไหม?”
ในความคิดของอวี๋หลัน หากเมิ่งฉีฮ่วนได้ขึ้นครองราชย์ ด้วยฐานะที่นางเป็นลูกพี่ลูกน้องกับหลี่เยว่หาน อย่างน้อยนางก็น่าจะได้ตำแหน่งสนมมาครองบ้าง
แต่เพราะนางไม่รู้จักนิสัยใจคอของเมิ่งฉีฮ่วนเลย แม้ในใจจะแอบดูถูกหลี่เยว่หานว่าเป็นเพียงแม่นางชาวบ้าน แต่ก็ยังอยากหยั่งเชิงดูว่าชายผู้นั้นชอบพอสิ่งใด
สุภาษิตว่าไว้ ‘เตรียมตัวดีย่อมไร้กังวล’
“พี่หญิงหลัน” หลี่เยว่หานมองเห็นความคิดตื้น ๆ ของนางจนทะลุปรุโปร่ง “ฉีอ๋องมีความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีกับจวนกั๋วกงเพราะข้า ต่อให้ในอนาคตเขาจะได้ขึ้นครองบัลลังก์จริง เขาก็คงไม่อยากรับสตรีจากจวนกั๋วกงเข้าสู่ตำหนักหลังของเขาหรอก”
ดังนั้น… เลิกเพ้อฝันเสียเถิด
อวี๋หลันไม่คิดว่าหลี่เยว่หานจะพูดตรงไปตรงมาขนาดนี้ สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นปั้นยากทันที นางคว้าตี้เป้าแล้วสะบัดหน้าเดินจากไป
หลี่เยว่หานมองตามหลังนางพลางถอนใจเบา ๆ
เห็นทีนางคงต้องหาโอกาสบอกฟางจื่อหลันเสียหน่อยว่า อวี๋หลันคนนี้มักใหญ่ใฝ่สูงเพียงใด
อย่างไรเสียนางก็เป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมของจวนกั๋วกง หากนางมีความทะเยอทะยานเกินตัว จวนกั๋วกงอาจจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
พอนึกถึงตรงนี้ นางก็ก้มลงโยกเปลลูก ๆ เมื่อเห็นใบหน้ายามหลับอันแสนสงบของสองพี่น้อง นางก็คลี่ยิ้มออกมาด้วยความสุข
อากาศยามค่ำคืนในเมืองหลวงยิ่งทวีความหนาวเหน็บ หลี่เยว่หานจึงตัดสินใจไม่ออกจากห้องไปไหน หงซิ่วและหงอวี้ช่วยกันจัดเตรียมเตียงนอนที่นุ่มสบายในห้องอบอุ่นให้นาง
หลังจากปรนนิบัติหลี่เยว่หานล้างหน้าล้างตาเสร็จ นางก็นอนลงข้าง ๆ ลูกน้อย
เพราะตอนกลางคืนเด็ก ๆ มักจะตื่นขึ้นมาหิวนม ในห้องจึงต้องจุดเทียนทิ้งไว้เสมอ เมื่อแม่นมลุกขึ้นมาให้นมเด็ก ๆ หลี่เยว่หานก็ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย
นางมองภาพแม่นมที่กำลังดูแลลูกน้อยด้วยแววตาอ่อนโยน
น่าเสียดายที่สถานการณ์บีบคั้น ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนไม่มีโอกาสได้เห็นภาพที่แสนอบอุ่นนี้เลย
ช่างน่าเสียดายจริง ๆ…
หลี่เยว่หานคิดพลางพลิกตัวแล้วจมสู่นิทราอีกครั้ง
เช้าวันต่อมา หลังจากหงซิ่วและหงอวี้ปรนนิบัติหลี่เยว่หานแต่งตัวเสร็จ หงอวี้ก็ถอนใจออกมา “ฮูหยินของพวกเราดีออกปานนี้ ไม่รู้ว่าฉีอ๋องท่านนั้นคิดอะไรอยู่ ถึงได้ยอมไปคลุกคลีอยู่ในรังป่าข้างนอกทุกวัน ไม่ยอมกลับมาใช้ชีวิตดี ๆ กับฮูหยิน”
“พูดแบบนี้ แสดงว่าเมื่อคืนฉีอ๋องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อค้างอ้างแรมกับแม่นางเยว่เซ่ออีกแล้วงั้นหรือ?” หลี่เยว่หานถามพลางยิ้มขำ
“อื้อ…” หงอวี้พยักหน้า “แต่เหตุใดฮูหยินถึงดูไม่โกรธเลยล่ะเจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไรน่าโกรธนี่ อย่างไรเสียยามนี้เขาก็ไม่ใช่สามีของข้าแล้ว” หลี่เยว่หานกล่าวพลางจ้องมองกระจกทองเหลืองบานใสอย่างตั้งใจ “หงอวี้ เกล้าผมให้สูงหน่อยเถอะ เสื้อผ้าฤดูหนาวคอเสื้อสูงนัก ถ้าเกล้าต่ำเกินไปมันจะค้ำคอจนรำคาญ”
หงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแก้มวยผมที่ทำค้างไว้แล้วเริ่มเกล้าผมทรงสูงให้ใหม่
ตั้งแต่วันที่หลี่เยว่หานและหลี่หรงหรงส่งคนให้นำเงินไปให้หลี่ต้าเฉิงที่อำเภอฮัวซี ชายผู้ส่งเงินคนนั้นถูกเรื่องส่วนตัวรั้งไว้ที่นั่นพักใหญ่ ก่อนจะออกจากอำเภอฮัวซี เขาได้ไปพบหลี่ต้าเฉิงอีกครั้ง และทันทีที่เขากลับถึงเมืองหลวงเมื่อเช้านี้ ก็รีบไปหาหลี่หรงหรงทันที
“อะไรนะ! ท่านพ่อกับท่านแม่หย่ากันแล้ว? แล้วท่านแม่ก็แต่งงานใหม่แล้วงั้นหรือ!” หลี่หรงหรงตกใจจนพรวดพราดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที!