ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 458 เมิ่งฉีฮ่วนในเงามืด
บทที่ 458 เมิ่งฉีฮ่วนในเงามืด
นี่เป็นครั้งแรกที่เฮ่อเจิ้งเทียนได้เห็นเจ้านายของตนสังหารคนในสถานที่อื่นนอกจากสนามรบ
ยามที่ติดตามเมิ่งฉีฮ่วนออกศึกในกาลก่อน เขาเพียงรู้สึกว่าเจ้านายผู้นี้ช่างดุดันน่าเกรงขาม ประหนึ่งเครื่องจักรสังหารที่คอยเก็บเกี่ยวหัวใจศัตรู เพียงทวนยาวตวัดแกว่งไกว ย่อมต้องมีผู้สังเวยชีวิต
แม้เขาจะเคยคิดว่าตนได้เห็นด้านที่โหดเหี้ยมที่สุดของเมิ่งฉีฮ่วนมาแล้ว ทว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่เห็นในวันนี้ สิ่งที่ผ่านมาเหล่านั้นกลับดู ‘อ่อนโยน’ ไปถนัดตา
ทันทีที่ฉือหลินเจียงรายงานชื่อแซ่ เมิ่งฉีฮ่วนก็เดินผ่านร่างของเขาไปอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางมือลงบนศีรษะของชายร่างยักษ์ที่เริ่มลงมือกับเฮ่อเจิ้งเทียนเป็นคนแรก
เพียงเขาออกแรงกดลงไปเล็กน้อย ศีรษะของชายผู้นั้นก็แตกโพลนประหนึ่งลูกแตงโมที่ร่วงหล่นจากที่สูง…
เพียงไม่กี่อึดใจ คนที่ยืนอยู่เบื้องหลังฉือหลินเจียงก็ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ทว่าฉือหลินเจียงกลับดูเหมือนถูกความหวาดกลัวอันมหาศาลเข้าครอบงำ
เขาคุกเข่านิ่งสนิทอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้เมิ่งฉีฮ่วนสังหารลูกน้องของตนด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมและนองเลือดที่สุดไปทีละคน
เขาไม่เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ ร่างกายสั่นคลอนเพียงเล็กน้อย แม้แต่ท่าคุกเข่าก็มิได้ขยับเขยื้อน
หลังจากสังหารคนจนสิ้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงค่อย ๆ ลดกลิ่นอายฆ่าฟันที่รุนแรงจนแม้แต่เฮ่อเจิ้งเทียนยังรู้สึกหนาวสั่นลงบ้าง เขาเดินตรงไปยังกองหิมะใกล้ ๆ ย่อตัวลงแล้วใช้หิมะล้างคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนเต็มมือจนสะอาด
ยามที่หยัดกายลุกขึ้น เขายังคงมองดูมือของตนพลางบ่นพึมพำอย่างนึกรังเกียจว่า “เหม็นชะมัด” ทำเอาเฮ่อเจิ้งเทียนที่ตกตะลึงอยู่นั้นถึงกับน้ำท่วมปาก
วิธีการฆ่าคนของเมิ่งฉีฮ่วนนั้น… นองเลือดเกินไป… แม้แต่คนที่คิดว่าตนผ่านโลกมามากอย่างเขายังแทบรับมิได้ ส่วนเจียงหมิงที่อยู่ข้าง ๆ นั้นหดตัวลีบเข้าไปในเสื้อคลุมขนสัตว์จนแทบไม่เห็นร่าง
หลังจากล้างมือด้วยหิมะแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนยังคงชูมือเดินกลับมาที่กองไฟ พลางขยิบตาให้เฮ่อเจิ้งเทียน “เอาของที่ข้าให้เจ้าพกติดตัวออกมา เทลงบนฝ่ามือข้าเสีย”
เฮ่อเจิ้งเทียนทำตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ เขาหยิบถุงหอมขนาดกลางออกมาจากอกเสื้อ แล้วเทผงละเอียดบางอย่างลงบนฝ่ามือของเมิ่งฉีฮ่วน
จากนั้นเมิ่งฉีฮ่วนก็กลับไปขยี้มือที่กองหิมะอีกครั้ง
เขาทำเช่นนั้นซ้ำอยู่หลายรอบ จนกระทั่งรู้สึกว่ากลิ่นคาวเลือดจางหายไปจนหมดสิ้น จึงค่อยหันไปมองฉือหลินเจียงที่ยังคงคุกเข่านิ่งอยู่ที่พื้นราวกับหุ่นสลักน้ำแข็ง จนเฮ่อเจิ้งเทียนแอบสงสัยว่าอีกฝ่ายหนาวตายไปแล้วหรือยัง
“จะสารภาพออกมาเอง หรือจะให้บรรพบุรุษเป็นฝ่ายถาม?” เมิ่งฉีฮ่วนทรุดตัวลงนั่งล้อมกองไฟพลางผิงมือไปมา เขาพ่นลมหายใจใส่มือแล้วขยี้เบา ๆ น้ำเสียงยามนี้มิได้เคร่งเครียดดุดันเหมือนก่อนหน้า
แต่กลับดูราบเรียบไม่ใส่ใจ ทว่าไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะอยู่ใกล้กองไฟเพียงใด ใบหน้าซีกหนึ่งของเขาก็ยังคงจมลึกอยู่ในเงามืดไม่แปรเปลี่ยน
“ข้า… ข้าจะสารภาพเอง…” ฉือหลินเจียงหันกลับมาคุกเข่าประจันหน้ากับเมิ่งฉีฮ่วนอย่างรู้ความ ก่อนจะเริ่มเอ่ยช้า ๆ “เมื่อ… ประมาณครึ่งปีก่อน พรรคหมาป่าเหมันต์ของพวกเราพ่ายแพ้ให้แก่สมาคมการค้าไห่หรงเฟิง จนถูกขับไล่มาอยู่ที่นี่ เพื่อความอยู่รอด พวกเราจึงจำต้องดักปล้นผู้สัญจรไปมา…”
“สมาคมการค้าไห่หรงเฟิง?” เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้ว “เล่ามาสิ”
“ขอรับ!” ฉือหลินเจียงมิกล้าเงยหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย “สมาคมการค้าไห่หรงเฟิงเป็นขุมกำลังที่เพิ่งปรากฏขึ้นในปีนี้ พวกเขารวบรวมเหล่าพ่อค้าทั่วทั้งเมืองเทียนซิงอู่เหอเข้าเป็นพันธมิตร จากนั้นพวกพ่อค้าก็ร่วมทุนกันจ้างคนมาปราบและทำลายกลุ่มอิทธิพลที่ครอบครองเมืองอยู่จนแตกพ่าย
บางพรรคเลือกที่จะสวามิภักดิ์ต่อสมาคมการค้าไห่หรงเฟิง แต่บางพรรคอย่างพรรคหมาป่าเหมันต์ของพวกเรากลับถูกขับไล่ออกจากตัวเมืองหลัก หากไม่ไปอยู่ทางฝั่งท่าเรือ ก็ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่ทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เพียงแค่ส่งเสียง “อ้อ” ในลำคอ แล้วเงียบไป
บรรยากาศรอบข้างช่างแปลกประหลาดพิกล เฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงต่างมิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ด้วยเกรงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเกิดนึกสนุกขึ้นมาจนหันมาปลิดชีพพวกตนเสีย
ฉือหลินเจียงรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างของตนเริ่มแข็งจนไร้ความรู้สึก แต่ตราบใดที่เมิ่งฉีฮ่วนยังมิเอ่ยปาก ต่อให้ขวัญกล้าเทียมฟ้าเขาก็ไม่บังอาจลุกขึ้น
ประหนึ่งยามที่เมิ่งฉีฮ่วนสังหารลูกน้องของเขาเมื่อครู่ เขาก็มิกล้าแม้แต่จะหันไปมองแม้เพียงนิดเดียว
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดมิอาจทราบได้ ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำในทุ่งน้ำแข็ง มักทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเวลาช่างเชื่องช้านัก ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็เอ่ยปากอีกครั้ง “พวกเจ้ามาทำอะไรที่ทุ่งน้ำแข็งนี่”
“สมาชิกพรรคส่วนใหญ่เกิดทางเหนือ พวกเราจึงทนต่อความหนาวเย็นได้มากกว่าผู้อื่น แม้พายุหิมะทางเหนือจะรุนแรง แต่พวกเราก็ยังพอจะสร้างค่ายพักแรมขึ้นมาได้ วัน ๆ ก็อาศัยการเจาะน้ำแข็งจับปลา ล่าหมีขาว พอให้มีชีวิตรอดไปได้ขอรับ”
สมองของฉือหลินเจียงเริ่มชาหนึบเพราะความหนาว ทันทีที่เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถาม เขาถึงกับสะดุ้งโหยงแล้วรีบตอบคำถามทันควัน ด้วยเกรงว่าหากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที ศีรษะของตนจะแหลกละเอียดเหมือนลูกแตงโมพวกนั้น
“เช่นนั้นก็หมายความว่า ไม่มีใครคิดจะต่อกรกับสมาคมการค้าไห่หรงเฟิงเลยรึ?” น้ำเสียงของเมิ่งฉีฮ่วนยามนี้ดูสงบนิ่ง เฮ่อเจิ้งเทียนจึงเริ่มรู้สึกว่าเจ้านายที่เขาคุ้นเคยได้กลับมาแล้ว
“เคยคิดขอรับ ทว่าสมาคมการค้าไห่หรงเฟิงนั้นร่ำรวยยิ่งนัก หากพรรคใดไม่ยอมสยบ พวกเขาก็จะควักเงินก้อนโตจ้างวานพรรคอื่นไม่ว่าจะพรรคเดียวหรือหลายพรรคให้มารวมหัวกัน เพื่อมากวาดล้างและขับไล่พรรคที่ไม่ยอมเชื่อฟังออกไป” ฉือหลินเจียงตอบเร็วเสียจนแทบจะเป็นการแย่งตอบ
“ฟังดูแล้ว พรรคหมาป่าเหมันต์ที่เลื่องชื่อว่าเป็นหนึ่งในเจ้าถิ่นเมืองเทียนซิงอู่เหอ ก็ถูกตีจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วสินะ?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววขบขัน พลางชายตาไปมองฉือหลินเจียงที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยหิมะครึ่งร่าง
“ต่อหน้าท่านเก้า ใครเล่าจะกล้าขนานนามตนเองว่าเป็นเจ้าถิ่น…” ฉือหลินเจียงเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นระริก มิอาจแยกแยะได้ว่าสั่นเพราะความหนาวหรือความหวาดกลัวกันแน่
“ดูท่าจะยังไม่ลืมบรรพบุรุษจริง ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะแห้ง ๆ สองสามที “ลุกขึ้นเถิด หากเจ้าหนาวตายไป ข้ายังต้องลำบากมานั่งฝังศพเจ้าอีก ขยับเข้ามาใกล้ ๆ ผิงไฟเสียหน่อยสิ”
เฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงคิด นี่คือท่านอ๋องฉีผู้สง่างามแห่งเมืองหลวงจริงหรือ? เมื่อครู่ยังฆ่าคนเป็นผักปลา มายามนี้กลับกลัวคนจะหนาวตายเสียอย่างนั้น?
ทั้งคู่ทำหน้าเหวอด้วยความตื่นตะลึง
เมื่อได้รับอนุญาตจากเมิ่งฉีฮ่วน ฉือหลินเจียงก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่ เขาทรุดกายลงนั่งกับพื้น มิกล้าแม้แต่จะเหลียวมองซากศพของลูกน้องที่นอนจมกองหิมะแม้แต่น้อย แล้วรีบคลานเข้าไปใกล้กองไฟทันที
ดูท่าเขาคงจะหนาวจัดจนมือเท้าแข็งทื่อจนแทบขยับมิได้แล้ว
ทุกคนต่างกุมความเงียบพลางผิงไฟอยู่เช่นนั้น—ความจริงแล้ว มีเพียงเมิ่งฉีฮ่วนคนเดียวที่นั่งผิงไฟอย่างสบายอารมณ์ ส่วนเฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงต่างหดตัวอยู่ริมกำแพงหิมะห่างออกไปพอสมควร ขณะที่ฉือหลินเจียงยิ่งมิกล้าขยับเข้าใกล้กองไฟ ได้แต่อาศัยความร้อนที่แผ่ออกมาเพียงเบาบางเท่านั้น
ยิ่งดึกสงัด เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะในทุ่งน้ำแข็งก็ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราด ดวงจันทร์พ้นจากมวลเมฆหนาทึบออกมาให้เห็นครู่หนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว เฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงมองเห็นเกล็ดหิมะขนาดใหญ่ถูกลมม้วนตัวเป็นเกลียวพายุขนาดย่อมพุ่งเข้าชนทุกสิ่งอย่างไร้ทิศทาง
ชั่วขณะนั้น ทั้งคู่มิอาจรู้ได้ว่าควรหวาดกลัวเมิ่งฉีฮ่วนที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนนิสัยกลายเป็นเพชฌฆาตในคืนหิมะคลั่ง หรือควรจะกลัวว่าหากค้างแรมที่ทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้คืนหนึ่ง พวกเขาจะถูกหิมะถมทับจนมิดกันแน่
ทว่าต่อให้หวาดกลัวเพียงใด ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากออกมา
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนอีกสามคนที่เหลือเริ่มคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะค้างคืนที่ทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้เสียแล้ว ในที่สุดเขาก็หยัดกายลุกขึ้นจากข้างกองไฟอย่างช้า ๆ
เงาขนาดมหึมาทอดทับไปยังทิศทางหนึ่ง ชั่วพริบตานั้นร่างของเมิ่งฉีฮ่วนดูราวกับเป็นเทพเจ้าผู้ครองแผ่นดินแห่งนี้ แรงกดดันอันมหาศาลทำให้หัวใจของคนทั้งสามเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก
“ฉือหลินเจียง นำทางไป” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางปัดหิมะออกจากเสื้อคลุมขนสัตว์ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติว่า “ไปที่ค่ายพักของพรรคหมาป่าเหมันต์”
ฉือหลินเจียงคล้ายกับสมองถูกแช่แข็งไปแล้ว เขาเหม่อมองเมิ่งฉีฮ่วนที่ใบหน้าซีกหนึ่งยังคงจมอยู่ในเงามืด พลางอ้าปากค้างอย่างคนเสียสติไปครู่หนึ่ง
ฝ่ายเฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงกลับรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เฮ่อเจิ้งเทียนรีบใช้เท้าเตะหิมะมากลบกองไฟที่มอดลงไปมากแล้วทันที
ยามนั้นเองฉือหลินเจียงจึงได้สติกลับมา “ท่านเก้ายินดีจะไปที่ค่ายพักของพรรคหมาป่าเหมันต์จริงหรือขอรับ!”
‘เฮ้อ ไยน้ำเสียงของเขาดูจะดีใจถึงเพียงนั้น?’ เฮ่อเจิ้งเทียนมองฉือหลินเจียงด้วยความฉงน ขณะที่ฝ่ายนั้นกระโดดขึ้นมาจากพื้นหิมะอย่างร่าเริง โดยมิได้แยแสต่อซากศพของเหล่าลูกน้องที่นอนทอดร่างอยู่รอบกายเลยแม้แต่น้อย
ความจริงแล้ว แม้แต่เฮ่อเจิ้งเทียนเองยามที่มองเห็นซากศพเหล่านั้นยังรู้สึกสยดสยองมิหาย ส่วนเจียงหมิงนั้นถึงกับขาสั่นระริก จนต้องแอบพิงร่างเฮ่อเจิ้งเทียนเพื่อพยุงตัวเดิน