ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 457 บรรพบุรุษของเจ้า
บทที่ 457 บรรพบุรุษของเจ้า
ผู้นำกลุ่มสวมชุดขนสัตว์สีเทาหม่นซอมซ่อ บนไหล่ปรากฏเค้าโครงของกะโหลกสัตว์ป่าราง ๆ เมิ่งฉีฮ่วนพยายามจะพินิจใบหน้าของพวกเขาให้ชัดเจน ทว่าด้วยพายุหิมะที่โหมแรงและแสงไฟอันริบหรี่ อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามยังจงใจซ่อนตัวตนอยู่ในเงามืด ทำให้ชั่วขณะนั้นเขายังมิอาจมองเห็นรูปลักษณ์ของพวกมันได้ถนัดตา
เฮ่อเจิ้งเทียนพยายามอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกตนกำลังมุ่งหน้าไปยังเหลียวปี้เลี่ยตง เพียงเพราะหลงทางจึงล่วงล้ำเข้ามาในเขตเมืองเทียนซิงอู่เหอ มิได้มีเจตนาบุกรุก ทว่าคนเหล่านั้นกลับเอาแต่ทำเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างเจ้าเล่ห์โดยไม่ยอมตอบรับสิ่งใด ทำเอาเฮ่อเจิ้งเทียนถึงกับเหงื่อตกท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ
เขารู้ดีว่าเจ้านายกำลังจับตาดูอยู่ข้างหลัง หากเรื่องแค่นี้เขามิอาจจัดการได้แล้วเกิดเจ้านายไม่สบอารมณ์ขึ้นมาจนปล่อยให้เขาต้องตามคนพวกนี้ไปจะทำอย่างไร…
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เฮ่อเจิ้งเทียนก็รวบรวมคำพูดชุดใหญ่ประเคนใส่ฝ่ายตรงข้ามอีกกระบุงหนึ่ง
ฝ่ายเมิ่งฉีฮ่วนกลับมิได้ร้อนใจแม้แต่น้อย เมืองเทียนซิงอู่เหอขึ้นชื่อเรื่องความวุ่นวายป่าเถื่อน คนพวกนี้อย่างมากก็เป็นแค่พวกปลายแถวที่ถูกส่งมาเฝ้าชายแดน หากเฮ่อเจิ้งเทียนยอมลงมือสู้จริง ๆ ลำพังเขาคนเดียวก็คงล้มพวกมันได้เกินครึ่งแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวเมิ่งฉีฮ่วนเอง
สาเหตุที่เขายังนิ่งเงียบอยู่นั้น เป็นเพราะสายตากำลังจับจ้องไปยังหัวหน้ากลุ่มอย่างแน่วแน่
ก่อนที่ฟ้าจะมืดในยามที่พวกเขาหยุดสร้างที่พักชั่วคราว รถม้าถูกจอดไว้ด้านข้าง และเป็นความบังเอิญที่หัวหน้ากลุ่มฝั่งนั้นยืนอยู่ใกล้กับรถม้าพอดี เมิ่งฉีฮ่วนกังวลว่าหากอีกฝ่ายพบว่าในรถมีหลี่เยว่หานที่หมดสติอยู่ เขาอาจจะชิงลงมือจับนางเป็นตัวประกันก่อน
ยามนี้อาการของหลี่เยว่หานยังไม่ชัดเจน เมิ่งฉีฮ่วนจึงมิกล้าเสี่ยงเอาชีวิตนางมาเดิมพัน
“พี่ชายทุกท่าน พวกเรามีเงินติดตัวอยู่เพียงเท่านี้ ขอมอบให้พวกท่านไว้เป็นค่าสุราเถิด พอรุ่งเช้าพวกข้าจะรีบออกไปจากเขตเมืองเทียนซิงอู่เหอทันที!” เฮ่อเจิ้งเทียนเองก็ล่วงรู้ความกังวลของเมิ่งฉีฮ่วน เมื่อเห็นว่าพูดดีอย่างไรคนกลุ่มนี้ก็ไม่แยแส เขาจึงกัดฟันตัดสินใจควักเงินเก็บส่วนตัวออกมาส่งให้
ทันทีที่เห็นเงิน ชายร่างกำยำคนหนึ่งในกลุ่มนั้นก็ปรี่เข้ามาคว้าถุงเงินจากมือเฮ่อเจิ้งเทียนไปอย่างไม่เกรงใจ เขาโยนถุงเงินในมือเพื่อกะน้ำหนัก ก่อนจะเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจพลางกล่าวว่า “เงินแค่ไม่กี่เหรียญนี่นะหรือที่กล้าเรียกว่าค่าเดินทาง? ยังมีหน้าเอามาเซ่นไหว้พวกข้าพรรคหมาป่าเหมันต์อีกหรือ! ข้าว่าเจ้าคงอยากโดนสั่งสอนมากกว่ามั้ง!”
พูดไม่ทันขาดคำ ชายร่างยักษ์ก็ลงมือทันที เฮ่อเจิ้งเทียนยามนี้มีความพะว้าพะวังจึงมิกล้าตอบโต้ ทำได้เพียงย่อตัวหลบพลางแสร้งทำน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายคนจะร้องไห้อย่างสมบทบาท “พี่… พี่ชายไว้ชีวิตด้วย พวกข้าวิ่งรอนแรมกลางทุ่งหิมะมาหลายวันแล้ว ไม่มีเงินเหลือแล้วจริงๆ…”
“บนรถม้าบรรทุกอะไรไว้!” ชายร่างยักษ์ถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
ยามที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงรถม้า เมิ่งฉีฮ่วนพลันหรี่ตาลงทันที หากมิใช่เพราะเขามุ่งความสนใจไปที่หัวหน้ากลุ่มซึ่งยืนอยู่ในเงามืดข้างรถม้า ป่านนี้คงถูกเสียงโวยวายของชายร่างยักษ์กับเฮ่อเจิ้งเทียนดึงความสนใจไปจนมองไม่เห็นว่ามีคนอีกสองสามคนกำลังแอบย่องเข้าใกล้รถม้าอย่างเงียบเชียบ
จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้!
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นในใจ ร่างของเมิ่งฉีฮ่วนก็พุ่งออกไปดุจสายฟ้า มือของเขาคว้าสนับมือมาสวมไว้ตั้งแต่เมื่อใดมิอาจรู้ แสงเย็นเยียบจากโลหะสะท้อนวาบวับพุ่งตรงไปยังใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มนั้นท่ามกลางพายุหิมะอันบ้าคลั่ง
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนลงมือ เฮ่อเจิ้งเทียนก็เลิกแสร้งทำเป็นอ่อนแอ เขาชักกระบี่คู่กายออกมาจากที่ใดมิอาจทราบได้ เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็ล้มชายร่างยักษ์ลงไปกองกับพื้น
การโจมตีของเมิ่งฉีฮ่วนทั้งกะทันหัน รุนแรง และรวดเร็วปานพายุ หัวหน้าพรรคหมาป่าเหมันต์ตั้งตัวไม่ทัน เขาหลบการโจมตีอย่างทุลักทุเล ขณะที่ลูกน้องคนอื่น ๆ ปรี่เข้ามารุมล้อมหวังจะขวางเมิ่งฉีฮ่วนไว้ ส่วนตัวเขาเองกลับอ้อมไปยังอีกด้านของรถม้าและกระโดดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
“หยุดมือ” หลังจากที่เมิ่งฉีฮ่วนออกหมัดสังหารพวกที่ขวางทางจนสิ้นชีพไปทีละคนอย่างเด็ดขาด หัวหน้ากลุ่มผู้นั้นก็ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากออกมา “พวกข้าเพียงแค่ต้องการทรัพย์สินเท่านั้น ไยท่านต้องลงมือเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้!”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงจ้องมองหัวหน้ากลุ่มนิ่ง แสงไฟสาดส่องให้เห็นโครงหน้าครึ่งหนึ่งของเขาที่อยู่ในเงามืด บนใบหน้าซีกที่โผล่พ้นเงามืดมีหยาดเลือดจากคนที่เขาเพิ่งสังหารกระเซ็นมาติดอยู่ มองดูแล้วราวกับภูตผีที่มาทวงวิญญาณก็มิปาน
เมื่อถูกสายตาของเมิ่งฉีฮ่วนจับจ้องอย่างไร้ความเกรงกลัว หัวหน้าพรรคหมาป่าเหมันต์พลันรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอราวกับมีหิมะลอดผ่านชุดขนสัตว์เข้าไป เขาได้สติกลับมาแล้วตะคอกถามว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่!”
เมิ่งฉีฮ่วนเอียงคออย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและราบเรียบว่า “บรรพบุรุษของเจ้า”
สิ้นคำกล่าวนี้ แม้แต่เจียงหมิงที่หลบอยู่ในโพรงน้ำแข็งหลังกำแพงหิมะยังต้องอึ้งไป เขาโผล่ดวงตาออกมาจากเสื้อคลุมขนสัตว์ด้วยความงุนงงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าหัวหน้าพรรคหมาป่าเหมันต์กลับดูไม่ประหลาดใจนัก เมื่อได้ยินคำว่าบรรพบุรุษจากปากเมิ่งฉีฮ่วน เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกระโดดลงมาจากรถม้าแล้วเอ่ยว่า “ลาก่อน!”
พูดจบเขาก็โบกมือเตรียมจะนำลูกน้องที่ยังไม่ทันได้ออกศึกกลับไปทันที
ทว่า—
“บรรพบุรุษของเจ้ายังมิได้สั่งให้ไป” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ทำเอาแม้แต่เฮ่อเจิ้งเทียนยังงุนงง
ปล่อยคนพวกนี้ไปมิดีกว่าหรือ? เจ้านาย ท่านโปรดใจเย็นก่อน! ฝั่งเรามีกำลังรบเพียงสองคนเท่านั้น!
สิ่งที่สร้างความฉงนแก่เฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงยิ่งกว่าเดิมคือ คำพูดที่แสนจะไร้มารยาทของเมิ่งฉีฮ่วนกลับทำให้คนของพรรคหมาป่าเหมันต์หยุดชะงักฝีเท้าลงจริง ๆ
หัวหน้าพรรคหมาป่าเหมันต์คล้ายกับรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เขาเดินกลับมาหาเมิ่งฉีฮ่วนเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะวางมือขวาลงบนอกซ้ายแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างมั่นคง “ขอท่านเก้าโปรดประทานอภัย เป็นพวกเราที่มีตาหามีแววไม่ จำท่านเก้ามิได้ จึงได้ล่วงเกินท่านโดยมิเจตนา!” สิ้นคำกล่าวนี้ ลูกน้องที่เหลือของพรรคหมาป่าเหมันต์ที่กำลังงุนงงต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบคุกเข่าลงตามหัวหน้าของตนทันที
เมื่อคำว่า ‘ท่านเก้า’ หลุดออกมา เฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงต่างก็ตาโตเท่าไข่ห่าน อะไรนะ? ไหนว่าท่านเก้าเป็นเพียงเจ้าพ่อใต้ดินแห่งอำเภอหย่งอันไม่ใช่หรือ? ไยชื่อเสียงของเขาจึงขจรขจายมาไกลถึงเมืองเทียนซิงอู่เหอแห่งนี้ได้?
สมกับที่เป็นเจ้านายของข้าจริง ๆ
เฮ่อเจิ้งเทียนคิดพลางเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างเงียบเชียบ
เมิ่งฉีฮ่วนมิได้รีบร้อนให้คนของพรรคหมาป่าเหมันต์ลุกขึ้น เขาค่อย ๆ ถอดสนับมือออกจากมือช้า ๆ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากที่ใดที่หนึ่ง สายตาจดจ้องไปยังคนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่ามือกลับค่อย ๆ บรรจงเช็ดคราบเลือดบนสนับมืออย่างเชื่องช้าและเย็นเยียบ
จนกระทั่งคราบเลือดถูกเช็ดจนสะอาดหมดจด เมิ่งฉีฮ่วนก็โยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งไปบนซากศพข้าง ๆ แล้วจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “ดูท่าพวกเจ้าจะยังไม่ลืมบรรพบุรุษไปเสียหมดสินะ”
“มิกล้าขอรับ!” ยามที่หัวหน้าพรรคหมาป่าเหมันต์เอ่ยคำนี้ออกมา เฮ่อเจิ้งเทียนถึงกับได้ยินเสียงของเขาที่สั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อครู่คิดจะชิงรถม้าอย่างนั้นหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้ว โยนคำถามที่เปรียบเสมือนคำตัดสินประหารชีวิตออกไปอีกหนึ่งคำ
หัวหน้าพรรคหมาป่าเหมันต์รู้สึกราวกับแผ่นหลังถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งเย็นจัด เขาอึกอักพูดไม่ออกอยู่นาน สุดท้ายก็ได้แต่ก้มศีรษะให้ต่ำลงยิ่งกว่าเดิม
“ชื่อ” เมิ่งฉีฮ่วนกลับมาอยู่ในท่าทีสงบนิ่งดังเดิม เขายืนไพล่มืออยู่เบื้องหน้าคนเหล่านั้นอย่างเยือกเย็นและน่าเกรงขาม โดยมีรถม้าช่วยกำบังลมพายุหิมะไว้ส่วนหนึ่ง
หากมองจากมุมของเฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิง ยามนี้เขาราวกับยืนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิที่แสนอบอุ่น มองไม่ออกเลยว่าเมื่อครู่เขาเพิ่งจะใช้หมัดสังหารคนไปถึงสองคน ทั้งที่ซากศพยังนอนทอดร่างอยู่ข้าง ๆ แท้ ๆ…
“ผู้นำพรรคหมาป่าเหมันต์… ฉือหลินเจียง!” หัวหน้ากลุ่มเค้นคำพูดออกมาทีละคำ รายงานชื่อของตนด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริก
จากนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เอียงศีรษะเพียงเล็กน้อย มุมปากปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ขึ้นมา