ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 480 กลิ่นอายแห่งจอมจักรพรรดิ
บทที่ 480 กลิ่นอายแห่งจอมจักรพรรดิ
“เจ้าเอาแต่บอกว่าถังซีฝานหลอกข้า แต่กลับไม่มีหลักฐานมายืนยันเลยสักนิด เรื่องนี้ทำให้ข้าลำบากใจยิ่งนัก” หลี่เยว่หานไม่ได้กังวลว่าบรรพชนเหยี่ยวดำจะหนีไปไหน สัญชาตญาณของเธอมักจะแม่นยำเสมอ เธอจึงคาดเดาว่าเขาคงต้องการจะแลกเปลี่ยนบางอย่างกับเธอมากกว่า
“เจ้าอยากเห็นหลักฐานอะไรเล่า?” บรรพชนเหยี่ยวดำถามกลับ
หลี่เยว่หานก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าไม่ต้องการหลักฐานอะไรทั้งนั้น ข้าเพียงต้องการให้เจ้าบอกข้าว่า หากแดนราชันไร้เทียมทานกักขังเจ้าของไว้ข้างในเช่นนี้ ผู้เป็นนายต้องทำอย่างไรจึงจะออกไปได้”
เมื่อได้ยินคำถามของหลี่เยว่หาน แววตาของบรรพชนเหยี่ยวดำก็ดูชะงักไปครู่ใหญ่
เนิ่นนานกว่าที่เขาจะค่อย ๆ เปิดปากพูด “หากเป็นยามที่ข้ายังมีความคิดชิงดีชิงเด่น ข้าไม่มีวันบอกเจ้าเด็ดขาด”
“สถานการณ์ที่เจ้ากำลังเผชิญอยู่นี้ถือว่ามีอยู่จริง โดยทั่วไปแล้วมันคือกลไกการปกป้องเจ้านายของแดนราชันไร้เทียมทาน ทันทีที่สัมผัสได้ว่าเจ้าของกำลังมีอันตรายถึงชีวิต มิตินี้จะดึงตัวเจ้าของเข้ามาหลบภัยในโลกภายในโดยอัตโนมัติ”
“เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว” เมื่อเขาพูดจบ หลี่เยว่หานก็พยักหน้า “ช่วยบอกเรื่องที่ข้าไม่รู้ที เช่นว่า… จะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร”
ใบหน้าของเหยี่ยวดำนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา “แม่นางน้อย กลไกเช่นนี้หากไม่มีคนจากโลกภายนอกทำลายเข้ามา ต่อให้เจ้ามีความสามารถล้นฟ้าเพียงใดก็ไม่อาจออกไปได้เอง และหากเจ้ายังคงรั้งอยู่ในแดนราชันไร้เทียมทานนานเกินสามเดือน มิตินี้จะเริ่มเรียกคืนพลังผู้ครอบครองโดยอัตโนมัติ เพื่อรอคอยการปรากฏตัวของเจ้านายคนใหม่”
คำพูดนี้ทำให้หลี่เยว่หานถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที “แดนราชันไร้เทียมทานดึงข้าเข้ามาเพื่อปกป้องข้าไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงต้องเรียกคืนพลังผู้ครอบครองเพื่อรอเจ้านายคนใหม่ด้วยเล่า?”
“เพราะแดนราชันไร้เทียมทานไม่ใช่สิ่งของที่ไร้ชีวิต แต่มันคือศาสตราเซียนที่มีจิตวิญญาณในตัวเอง ย่อมรู้จักแสวงหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงอันตราย หากเจ้าในฐานะเจ้านายไร้ซึ่งความสามารถในการปกป้องตนเอง จนแดนราชันไร้เทียมทานต้องสิ้นเปลืองพลังปราณในโลกภายในเพื่อคุ้มครองเจ้า เช่นนั้นเพื่อความอยู่รอดของมิติ มันย่อมเลือกที่จะตัดขาดพันธสัญญาจากเจ้าของเดิม”
บรรพชนเหยี่ยวดำเอ่ยพลางขยับปีกทั้งสองข้างที่กว้างกว่าห้าเมตรบดบังแสงอาทิตย์ไว้เบื้องหลัง ขนสีดำขลับของเขาเป็นประกายระยับยามต้องแสงแดด
“เรื่องพวกนี้ เจ้าเด็กถังซีฝานนั่นไม่ได้บอกเจ้าหรือ?” เขาถามซ้ำเมื่อเห็นเธอเงียบไป
“อืม” หลี่เยว่หานพยักหน้าส่งเดช เมื่อลองคำนวณเวลาดู เธอเข้ามาอยู่ในแดนราชันไร้เทียมทานเกือบสองเดือนแล้ว นั่นหมายความว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนครึ่ง เธออาจจะต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล
ในอดีต แดนราชันไร้เทียมทานเคยเป็นสมบัติประจำแคว้นตงฮั่นมานานถึงสามร้อยปีโดยไม่มีเจ้าของ ดังนั้นเธอจึงมั่นใจว่ามิตินี้ไม่ได้ยอมรับใครเป็นนายง่าย ๆ
หากภายในสามเดือนเธอยังหาทางออกไปไม่ได้ เธอเองก็คงจะกลายเป็นคนกลายเป็นสัตว์ป่าของที่นี่เช่นกัน…
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ เธอเงยหน้ามองบรรพชนเหยี่ยวดำและถามด้วยความจริงจังว่า “เหตุใดเจ้าจึงบอกเรื่องนี้แก่ข้า เจ้าไม่กลัวข้าจะลงมือกับเจ้าหรือ? อย่างไรเสียยามนี้ข้าก็ยังมีพลังผู้ครอบครองอยู่”
บรรพชนเหยี่ยวดำส่ายหน้าช้า ๆ “ที่ข้าบอกเจ้า เพียงเพราะไม่อยากให้เจ้าถูกเจ้าเด็กถังซีฝานนั่นหลอกให้หลงเชื่อ อีกอย่าง หากเจ้าออกไปจากแดนราชันไร้เทียมทานได้ ข้าเองก็ยินดีด้วย แม้ชีวิตในมิตินี้จะเรียบง่ายเพียงใด แต่มันก็น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก ข้าเคยเป็นเจ้าของมิตินี้มาก่อน จึงพอจะมองเห็นภาพจากโลกภายนอกได้บ้าง
ข้ารู้ว่าเจ้าและสามีรักใคร่กันดี ทั้งยังมีลูกชายลูกสาวที่น่ารัก โลกภายนอกยามนี้พลังปราณเหือดแห้ง ผู้บำเพ็ญเพียรไม่มีหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ข้าออกไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด สู้รั้งอยู่ที่นี่แล้วบอกเล่าสิ่งที่ข้ารู้แก่เจ้ายังจะดีเสียกว่า”
หลังจากฟังคำพูดของเขา หลี่เยว่หานก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “เพื่อเป็นการขอบคุณที่เจ้าบอกเล่าเรื่องราวที่ข้าไม่เคยรู้ ข้าจะมอบสิทธิ์ในการเปลี่ยนรูปลักษณ์ร่างกายได้อย่างอิสระให้แก่เจ้า”
สิ้นคำกล่าว ร่างของเหยี่ยวดำก็เริ่มหดเล็กลง ปีกทั้งสองข้างกลายเป็นแขน ขาทั้งสองข้างกลับคืนสู่สภาพเดิม เพียงไม่นานเขาก็กลับกลายเป็นชายวัยกลางคนที่ใบหน้าแฝงไปด้วยร่องรอยแห่งความกร้านโลกในชุดคลุมสีดำ ท่วงท่าดูองอาจสมกับเป็นบุคคลในตำนาน
แม้หลี่เยว่หานจะไม่รู้ว่าในอดีตเขาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่รูปแบบเสื้อผ้านั้นแตกต่างจากยุคปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด น่าจะเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยของเขาเอง
บรรพชนเหยี่ยวดำในร่างมนุษย์ดูจะยังไม่ค่อยคุ้นชินนัก เขาพยายามลองก้าวเดินบนพื้น เมื่อเริ่มควบคุมร่างกายได้คล่องแคล่วขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากดีใจอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็ประสานมือคารวะหลี่เยว่หาน “ขอบใจแม่นางที่ช่วยเหลือตามคุณธรรม ไม่ขอปิดบัง แม้ข้าจะใช้ชีวิตในร่างสัตว์ปีกมานานปี แต่ส่วนลึกในใจก็ยังโหยหาที่จะคืนร่างมนุษย์อยู่เสมอ ยามนี้แม่นางยินดีมอบอิสระให้ข้าเลือกเป็นได้ทั้งร่างเหยี่ยวและร่างคน ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก!”
หลี่เยว่หานไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นอะไร “มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อตกลงแลกเปลี่ยนเท่านั้น ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณ เพียงแต่ข้ายังไม่เข้าใจแดนราชันไร้เทียมทานดีพอ จึงอยากขอให้ท่านช่วยคลายข้อสงสัย”
เดิมทีบรรพชนเหยี่ยวดำคิดว่าหลี่เยว่หานจะวางท่าเป็นผู้มีพระคุณเสียหน่อย เพราะอย่างไรเธอก็ยังเป็นเพียงหญิงสาวรุ่นเยาว์ จิตใจคงยังไม่มั่นคงนัก
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าเธอจะกำหนดสถานะระหว่างกันให้เป็นเพียง ‘การค้าขาย’ บรรพชนเหยี่ยวดำจึงสงบจิตใจลงและตระหนักได้ว่าหลี่เยว่หานไม่ใช่คนที่ใครจะมาหลอกเล่นได้ง่าย ๆ
จะว่าไปก็จริง หากเธอหลอกง่าย ถังซีฝานที่อยู่กับเธอมานานขนาดนี้ คงไม่ต้องถูกเธอเปลี่ยนร่างกลับเป็นม้าแล้วล่ามไว้ในคอกทุกคืนหรอก
“แม่นางยังมีเรื่องใดสงสัยอีกเล่า ข้ายินดีจะตอบให้ทุกประการ” น้ำเสียงของบรรพชนเหยี่ยวดำเปลี่ยนไป ไร้ซึ่งความโอหังดั่งในตอนแรก
หลี่เยว่หานไม่เกรงใจ เธอหาหินก้อนหนึ่งนั่งลงแล้วถามว่า “ท่านบรรพชนเหยี่ยวดำ ยามนี้ท่านยังสามารถมองดูเหตุการณ์ภายนอกได้หรือไม่? บอกตามตรง ข้าขาดการติดต่อกับโลกภายนอกไปโดยสิ้นเชิง แม้ข้าจะมีพลังควบคุมแดนราชันไร้เทียมทานทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถสัมผัสถึงโลกภายนอกได้เลยสักนิด”
เขาพยักหน้าหลังฟังจบ “นั่นหมายความว่ายามที่แดนราชันไร้เทียมทานดึงเจ้าเข้ามา เจ้าอยู่ในสภาพที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแล้ว ส่วนสถานการณ์ภายนอกยามนี้เป็นอย่างไรข้าเองก็ยังไม่รู้ ข้ายังไม่สามารถตรวจสอบได้ชั่วคราว เพราะการมองออกไปข้างนอกแต่ละครั้งต้องสิ้นเปลืองพลังจิตถึงสองในสามส่วน และช่วงนี้พลังจิตของข้ายังฟื้นฟูไม่เต็มที่”
บรรพชนเหยี่ยวดำไม่ได้ปิดบังอาการของตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาปล่อยให้หลี่เยว่หานสำรวจห้วงจิตของตนได้อย่างอิสระ
ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ก่อนที่หลี่เยว่หานจะลุกขึ้นบอกลา
ทว่าบรรพชนเหยี่ยวดำกลับเรียกเธอไว้เสียก่อน “มีเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าแม่นางพอจะทราบหรือไม่”
“เชิญบอกมาเถิด” หลี่เยว่หานเอ่ยอย่างมีมารยาท
“สิ่งของที่เป็นสื่อกลางของแดนราชันไร้เทียมทานนั้น หากใครได้ครอบครองไว้ข้างกายเป็นเวลานาน ผู้นั้นจะมีวาสนาสูงส่งจนได้ขึ้นเป็นจอมจักรพรรดิผู้ครองแผ่นดิน” บรรพชนเหยี่ยวดำเอ่ยช้า ๆ
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฮ่องเต้ในโลกนี้ล้วนมีดาวจักรพรรดิคุ้มครอง แต่สื่อกลางของมิตินี้สามารถชิงวาสนาจากดาวจักรพรรดิมามอบให้แก่ผู้ครอบครองได้โดยตรง ดังนั้นแม่นาง… สามีของเจ้ามีกลิ่นอายแห่งจอมจักรพรรดิเสียแล้ว”