ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 481 พันธสัญญาโลหิตแล้วอย่างไร เลิศเลอนักหรือไง... ก็เลิศเลอเลยสิ!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 481 พันธสัญญาโลหิตแล้วอย่างไร เลิศเลอนักหรือไง... ก็เลิศเลอเลยสิ!
บทที่ 481 พันธสัญญาโลหิตแล้วอย่างไร เลิศเลอนักหรือไง… ก็เลิศเลอเลยสิ!
เรื่องที่ได้รับรู้นี้ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับหลี่เยว่หานเลยแม้แต่น้อย
แต่มันกลับช่วยอธิบายเหตุผลได้อย่างประหลาด ว่าเหตุใดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ยามที่เมิ่งฉีฮ่วนแสดงท่าทีดุดันแข็งกร้าวในราชสำนัก ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงไม่ได้ตำหนิเขามากมายนัก บางทีอาจเป็นเพราะในยามที่ฝ่ายหนึ่งอ่อนกำลังลง อีกฝ่ายกลับกล้าแกร่งขึ้น ฮ่องเต้จึงมักจะคล้อยตามความเห็นของเมิ่งฉีฮ่วนไปโดยไม่รู้ตัว…
แต่นี่มันดูเหนือธรรมชาติเกินไปแล้ว!
“เจ้าไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ?” บรรพชนเหยี่ยวดำผู้อาวุโสผ่านโลกมามาก เมื่อเห็นหลี่เยว่หานมีสีหน้าลังเลก็คาดเดาความคิดของเธอได้ทันที “เจ้าลองคิดทบทวนดูให้ดี ว่าในช่วงไม่กี่เดือนก่อนที่เจ้าจะถูกบังคับให้เข้ามาในมิติย่อยนี้ สามีของเจ้ากระทำการสิ่งใดราบรื่นเกินไปหรือไม่”
หลี่เยว่หานมองบรรพชนเหยี่ยวดำด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “เช่นนั้น หากนำสื่อกลางกลับคืนไป กลิ่นอายแห่งจอมจักรพรรดิจะกลับคืนสู่ที่เดิมหรือไม่?” แม้จะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่เมื่อหวนนึกดูแล้ว ช่วงก่อนปีใหม่นั้น ไม่ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะทำสิ่งใดก็ดูจะประสบความสำเร็จไปเสียหมดจริง ๆ
มิเช่นนั้น ลำพังแค่การตบแต่งหญิงหม้ายจากตระกูลเฉินมาเป็นชายารอง จะสามารถทำให้ตระกูลเฉินยอมสวามิภักดิ์ได้อย่างไร…
นั่นคือตระกูลใหญ่ที่สืบทอดมานับร้อยปี เป็นขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งแคว้นเชียวนะ…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ภายในใจของหลี่เยว่หานก็เริ่มปั่นป่วน เธอรู้จักนิสัยของเมิ่งฉีฮ่วนดี เขาไม่เคยแยแสในบัลลังก์มังกรเลยสักนิด หากวันหนึ่งต้องก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนั้นด้วยความจำยอม สำหรับเขาแล้วมันคือความทุกข์ทรมานหาใช่ความสุขสมหวัง
“เรื่องนี้คงต้องดูว่าดาวจักรพรรดิบนตัวองค์เหนือหัวนั้นแข็งแกร่งเพียงใด” บรรพชนเหยี่ยวดำเอามือไพล่หลังพลางเอ่ยเรียบ ๆ “ความจริงแล้ว นี่แหละคือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้แดนราชันไร้เทียมทานเป็นที่หมายปองและแย่งชิงกันถึงเพียงนี้”
หลี่เยว่หานกลับมายังเรือนพักลี้ภัยด้วยท่าทางเหม่อลอย ถังซีฝานเรียกเธออยู่หลายครั้งแต่เธอก็ไม่ตอบสนอง ทำให้เขาเริ่มกระวนกระวายใจ
เสียงกีบเท้ากระทบพื้นดังสม่ำเสมอจากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้าย จนหลี่เยว่หานรู้สึกรำคาญใจ “ถังซีฝาน เจ้าอยู่นิ่ง ๆ หน่อยได้ไหม!”
เมื่อถูกหลี่เยว่หานตวาดใส่ ถังซีฝานก็สะดุ้งสุดตัว “เจ้าไปพบบรรพชนเหยี่ยวดำมาแล้วใช่ไหม?”
“อืม” หลี่เยว่หานพยักหน้า เธอมองถังซีฝานด้วยสายตาที่อ่านยากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ถังซีฝานที่มีชนักติดหลังอยู่แล้ว เมื่อถูกมองเช่นนั้นก็ยิ่งลนลาน “เขา… เขาบอกอะไรเจ้าบ้าง? เจ้าต้องจำไว้นะว่าตาแก่นั่นเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก อย่าได้หลงเชื่อคำลวงของเขาเด็ดขาด!”
“พูดเหมือนเจ้าไม่เจ้าเล่ห์อย่างนั้นแหละ” หลี่เยว่หานแค่นยิ้มเย็นมองถังซีฝาน “เรื่องเวลาสามเดือนนั่น ทำไมเจ้าไม่บอกข้า? ยังคิดจะหลอกให้ข้าบำเพ็ญเซียนอีก ถังซีฝาน… ข้าพบว่าเจ้าช่างขวัญกล้านัก เหมาะที่จะเป็นม้าจริง ๆ!”
พูดจบ หลี่เยว่หานที่กำลังหงุดหงิดก็ยกนิ้วขึ้นดีดเบา ๆ ถังซีฝานที่เพิ่งจะพูดได้เมื่อครู่ก็กลับกลายเป็นส่งเสียงร้องได้เพียงเสียงม้าอีกครั้ง
แต่คราวนี้หลี่เยว่หานใช้ลูกไม้เล็กน้อย เธอทำให้ถังซีฝานได้ยินเสียงตัวเองเป็นเสียงม้า แต่เสียงที่เข้าหูเธอนั้นยังคงเป็นเสียงพูดปกติของเขา
“แม่นางคนนี้ช่างใจดำอำมหิตนัก! ถึงข้าจะปิดบังแล้วมันอย่างไรเล่า! ช่วงเวลาที่ผ่านมาเจ้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง หากไม่มีข้าอยู่คุยด้วย เจ้าคงเป็นบ้าไปนานแล้ว! คงคลุ้มคลั่งเหมือนพวกที่ถูกขังอยู่ที่นี่แต่ยังไม่กลายร่างเป็นสัตว์ป่าพวกนั้น เจ้ารู้บ้างไหม!”
“เจ้าไม่มีวันออกไปได้หรอก! แดนราชันไร้เทียมทานไม่ใช่สถานที่ที่จะเข้าออกได้ตามใจชอบ ต่อให้เจ้าจะเป็นเจ้าของมิตินี้แล้วอย่างไร! รอให้ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน แดนราชันไร้เทียมทานก็จะตัดขาดความสัมพันธ์กับเจ้าอยู่ดี!”
“เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะทำ ‘พันธสัญญาโลหิต’ ที่ไม่มีวันตัดขาดได้!”
…
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็ยกยิ้มมุมปาก เธอมองไปยังม้าสีแดงพุทราตัวนั้นแล้วเอ่ยเสียงเบา “ข้านี่แหละที่ทำพันธสัญญาโลหิต”
“พันธสัญญาโลหิตแล้วเลิศเลอนักหรือไง! พันธสัญญาโลหิต… อ้าว เฮ้ย?” ถังซีฝานที่กำลังเดือดจัดเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ เขาเพิ่งตระหนักว่าเสียงก่นด่าของตัวเองเมื่อครู่นี้ หลี่เยว่หานกลับได้ยินครบทุกคำ
ไม่สิ… เขาควรจะส่งเสียงร้องเป็นม้าไม่ใช่หรือ? หรือว่าหลี่เยว่หานจะฟังภาษาม้าออก?
“อย่ามองข้าแบบนั้น ในเมื่อเจ้าก็รู้ว่าในแดนราชันไร้เทียมทานนี้ข้าคือผู้กำหนด เช่นนั้นเจ้าจะได้ยินสิ่งใด หรือข้าจะได้ยินสิ่งใด ย่อมขึ้นอยู่กับข้าเพียงผู้เดียว” หลี่เยว่หานมองถังซีฝานด้วยสายตาเย็นเยือก “ที่เจ้าบอกว่าเคยมีคนถูกขังไว้ที่นี่แต่ไม่ได้กลายเป็นสัตว์ป่านั้น หมายความว่าอย่างไร?”
ขณะที่พูด หลี่เยว่หานก็ได้คลายวิชาที่ลวงโสตประสาทของถังซีฝานออก
“ก็… ก็คือไม่กลายร่างนั่นแหละ…” ถังซีฝานหลบสายตาด้วยความหวั่นใจ “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาถึงไม่กลายร่าง แต่แดนราชันไร้เทียมทานนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก ตบะในร่างของพวกเขาถูกสูบจนเหือดแห้ง จุดตันเถียนถูกทำลาย สิ้นหวังในการฝึกตน ไร้ซึ่งมิตรสหายอยู่ข้างกาย
สุดท้ายย่อมเสียสติจนกระโดดหน้าผาตายไปเอง เรื่องนี้ข้าไม่ได้โกหกเจ้าแน่ หากไม่เชื่อเจ้าก็ไปถามตาแก่เหยี่ยวดำดู เขาอาศัยอยู่บนหน้าผา ย่อมต้องเคยเห็นมาบ้าง!”
หลี่เยว่หานเอียงคอถาม “เมื่อก่อนเจ้ายังกลัวข้าไปหาบรรพชนเหยี่ยวดำแทบตาย เหตุใดคราวนี้ถึงเสนอให้ข้าไปหาเขาเองเสียเล่า?”
“ในเมื่อเจ้าไปพบเขามาแล้ว ต่อให้ข้าจะหลอกลวงไปเจ้าก็คงไม่เชื่อ สู้ให้เจ้าไปหาเขาเองเสียยังดีกว่า จะได้พิสูจน์ว่าข้าพูดความจริง และอีกอย่าง… ตาแก่เหยี่ยวดำนั่นคิดจะฆ่าข้าจริง ๆ อย่างไรเสียข้าก็ถือเป็นสหายคนแรกของเจ้าในมิตินี้ ข้าบอกสิ่งที่รู้แก่เจ้าหมดแล้ว เจ้าควรจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมทางบ้าง…”
ถังซีฝานพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ขาดความมั่นใจ
หลี่เยว่หานมองเขาแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
เมื่อถึงเวลาอาหาร เธอไปเก็บผลไม้ป่ามากินประทังหิวและดื่มน้ำพุวิญญาณเล็กน้อย ถือว่าผ่านไปอีกหนึ่งมื้อ หลังจากอิ่มหนำแล้วเธอก็เอนกายลงบนเก้าอี้เอนหลังใต้ชายคาของเรือนพักลี้ภัย หลับตาพักผ่อนโดยไม่สนใจใยดีถังซีฝานอีก
ถังซีฝานกินหญ้าแห้งในคอกม้าจนอิ่ม เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานหลับไปแล้ว เขาก็แอบย่องออกจากอาณาเขตของเรือนพักลี้ภัยแล้วควบหนีเข้าไปในป่าทันที
ทว่าในจังหวะที่เขาเริ่มวิ่ง หลี่เยว่หานก็ลืมตาขึ้น เธอมองไปยังทิศทางที่เขาจากไป เพียงแค่ขยับความนึกคิด เธอก็แอบสะกดรอยตามเขาไปอย่างเงียบเชียบ
เป็นไปตามคาด ถังซีฝานมุ่งหน้าไปหาบรรพชนเหยี่ยวดำจริง ๆ
โชคดีที่หลี่เยว่หานเริ่มระแวดระวังตั้งแต่ได้ยินบรรพชนเหยี่ยวดำบอกว่าพลังจิตเหลือเพียงหนึ่งในสาม เธอจึงไม่ได้ปักใจเชื่อพวกเขาทั้งคู่เต็มร้อย ยามนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะแอบฟังว่าพวกเขาวางแผนสิ่งใดกันอยู่
“เจ้าบอกอะไรนังหนูนั่นไปบ้าง?” ถังซีฝานที่ยามนี้ได้รับสิทธิ์ให้ส่งเสียงมนุษย์ได้ ย่อมไม่สื่อสารด้วยภาษาม้า ส่วนบรรพชนเหยี่ยวดำนั้นพลังจิตเหลือน้อย ทั้งคู่จึงทำได้เพียงสื่อสารด้วยวิธีพื้นฐานที่สุด นั่นคือการพูดออกมา
“เรื่องที่เจ้าไม่ได้บอก ข้าก็บอกนางไปหมดแล้ว” บรรพชนเหยี่ยวดำยอมรับอย่างเปิดเผย “ความลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เจ้าพยายามปกปิดไว้น่ะไม่มีประโยชน์หรอก แม่นางคนนั้นดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนธรรมดา รับมือยากยิ่งกว่าพวกสตรีในสำนักเซียนเสียอีก”
เมื่อได้ยินดังนั้น ถังซีฝานก็กระทืบเท้าด้วยความร้อนรน “เจ้ารู้ไหม! นังนั่นทำพันธสัญญาโลหิตกับแดนราชันไร้เทียมทาน! กฎสามเดือนไม่มีวันใช้กับนางได้ผล พวกเราเดินหมากผิดกระดานแล้ว!”
บรรพชนเหยี่ยวดำดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็สงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว “เจ้าวางใจเถอะ พวกเราใช่ว่าจะไม่มีแผนสำรอง นางยังไม่รู้ว่าหลังจากถูกบังคับเข้ามาในมิตินี้ เวลาของโลกภายนอกกับโลกภายในนั้นไหลเวียนเท่ากัน
ตราบใดที่พวกเรายื้อเวลาจนร่างของนางที่โลกภายนอกซึ่งเหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายนั้นมอดไหม้ไป นางย่อมไม่มีวันออกไปจากที่นี่ได้อีก เมื่อถึงเวลานั้นนางย่อมต้องหาทางใช้ชีวิตอยู่ในนี้ให้ได้ และในเมื่อเจ้าบอกเองว่านางไม่กล้าฆ่าสัตว์ป่า นางก็ต้องสิ้นเปลืองพลังผู้ครอบครองไปเรื่อย ๆ… พวกเราค่อย ๆ วางแผนฮุบกลืนนางไปทีละนิดก็ยังไม่สาย”