ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 486 สิบสองเจ้าถ้ำสิ้นชีพ
บทที่ 486 สิบสองเจ้าถ้ำสิ้นชีพ
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานยังคงมีท่าทีนิ่งเฉยไม่โอนอ่อน ถังซีฝานก็กัดฟันกรอด ตัดสินใจทุ่มสุดตัวแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าสามารถดึงเอาเคล็ดวิชาฝึกฝนมาจากความทรงจำของข้าได้โดยตรง! เจ้าเป็นถึงนายแห่งแดนราชันไร้เทียมทาน ย่อมต้องมีความสามารถนี้อยู่แล้ว!”
“นั่นไม่ได้หรอก” หลี่เยว่หานโบกมือปฏิเสธ “หากข้าใช้พลังผู้ครอบครองรุกล้ำเข้าไปในสมองของเจ้า เจ้าอาจจะกลายเป็นคนโง่งมไปเลยก็ได้ ข้าไม่อยากเลี้ยงคนสติฟั่นเฟือนหรอกนะ”
“มันก็แค่ ‘อาจจะ’ เท่านั้น!” ถังซีฝานทำหน้าตาวีรบุรุษผู้กล้าหาญ “เมื่อเทียบกับโอกาสที่จะได้ออกไปจากแดนราชันไร้เทียมทานแล้ว ข้าพร้อมจะเสี่ยง! ใช่ ข้าสมัครใจเอง!”
หลี่เยว่หานจึงค่อยลืมตาขึ้นมองถังซีฝาน นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ “เจ้าจะร่วมมือกับบรรพชนเหยี่ยวดำเพื่อหาทางออกไปก็ได้นี่นา อีกอย่าง ข้าก็ยังไม่ได้ตกลงเลยว่าตอนข้าออกไปจะพาเจ้าไปด้วย”
คำพูดของหลี่เยว่หานทำเอาถังซีฝานคอตกเหี่ยวเฉาทันที…
นั่นสินะ นางยังไม่เคยบอกสักคำว่าจะพาเขาไปด้วย แล้วเขาจะดีใจไปเพื่ออะไรกัน…
แต่จะให้ร่วมมือกับบรรพชนเหยี่ยวดำอย่างนั้นรึ?
ไม่เอาเด็ดขาด บรรพชนเหยี่ยวดำคนนั้นเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไปทั้งตัว เขาประเมินแล้วว่าตนเองไม่มีทางตามเล่ห์เหลี่ยมนั้นทันแน่ ๆ สู้ยอมแพ้เสียยังดีกว่า
“เจ้า… เจ้าจะไม่พาข้าออกไปด้วยก็ได้ แต่ตอนที่เจ้าจะไป ช่วยกรุณาสั่งสอนบรรพชนเหยี่ยวดำให้กลับไปอยู่ในร่างสัตว์ป่าอย่างถาวรทีได้หรือไม่ ข้าสู้เขาไม่ได้จริง ๆ…” ถังซีฝานก้มหน้าเอ่ยด้วยท่าทางน่าสงสาร
“เขาก็ไม่มีวรยุทธ์แล้วนี่นา เหตุใดเจ้าถึงสู้ไม่ได้?” หลี่เยว่หานเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา
“ถึงวรยุทธ์จะถูกทำลายไปหมดแล้ว แต่เขากลายร่างเป็นเหยี่ยว ซึ่งโดยธรรมชาติเป็นสัตว์นักล่า ส่วนข้าเป็นเพียงม้าตัวหนึ่ง จะหลบหลีกการโจมตีของเขามันยากเย็นเหลือเกิน” น้ำเสียงของถังซีฝานฟังดูหดหู่
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกปวดแปลบในสมองขึ้นมาวูบหนึ่ง เพียงครู่เดียวความรู้สึกนั้นก็จางหายไป ถังซีฝานมองหลี่เยว่หานด้วยความมึนงง “เมื่อครู่เจ้า… ใช้พลังผู้ครอบครองรึ…”
หลี่เยว่หานพยักหน้ารับอย่างเปิดเผย และเริ่มอ่านความทรงจำของถังซีฝาน
ความทรงจำของถังซีฝานนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวชีวิตการบำเพ็ญเพียรอย่างสงบภายในสำนัก และด้วยรูปลักษณ์ที่ดูสุภาพเรียบร้อยเขาจึงเป็นที่รักของทุกคนในสำนัก
หลังจากจดจำเคล็ดการฝึกพลังจิตได้แล้ว หลี่เยว่หานก็ลองพลิกดูความทรงจำอื่น ๆ ของถังซีฝานดูบ้าง จนกระทั่งพบรายชื่อไม่กี่ชื่อ
ถังตงฝาน ถังหนานฝาน ถังเป่ยฝาน
ให้ตายสิ เดิมทีหลี่เยว่หานเคยแอบคิดเล่น ๆ ว่าถังซีฝานจะมีพี่น้องชื่อตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือ หรือไม่ ไม่นึกเลยว่าจะมีจริง ๆ แถมยังตั้งชื่อตรงตัวว่า ตง-ซี-หนาน-เป่ย โดยไม่เปลี่ยนคำอื่นเลยสักคำเดียว
ถังตงฝานคือพี่ชายใหญ่ เป็นแม่ทัพแห่งราชสำนักที่ออกรบเพื่อบ้านเมือง ถังซีฝานเป็นคนที่สอง น้องชายคนที่สามถังหนานฝานเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ มีผลงานเขียนมากมายขจรขจายไปทั่ว ส่วนน้องชายคนสุดท้องถังเป่ยฝานนั้นค่อนข้างธรรมดา เขาเป็นช่างฝีมือทำขนมหวาน
ในความทรงจำของถังซีฝานยังมีภาพเหตุการณ์ที่คนในสำนักช่วยล้างแค้นให้เขาด้วย แต่ดูเหมือนตอนนั้นเขาจะเป็นเพียงม้าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ความทรงจำจึงเลือนลางยิ่งนัก เห็นเพียงเงาร่างของคนไม่กี่คนเท่านั้น
หลี่เยว่หานยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าคนเหล่านี้ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรในสำนักเซียนเลย แต่เธอก็ไม่ได้สืบสาวราวเรื่องต่อ เพราะเกรงว่าหากดูนานกว่านี้ถังซีฝานจะกลายเป็นคนโง่ไปจริง ๆ เธอจึงยอมปล่อยเขาไป
เมื่อหลุดพ้นจากพลังผู้ครอบครอง ถังซีฝานก็เหงื่อโชกตัว เขานั่งหอบหายใจอยู่ที่พื้นพลางมองหลี่เยว่หาน “ข้า… ข้าไม่ได้กลายเป็นคนปัญญาอ่อนใช่ไหม…”
“อืม” หลี่เยว่หานพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ถังซีฝานก็ทิ้งตัวนอนแผ่หลาบนพื้น มองดูท้องฟ้าสีครามสดใสเหนือศีรษะแล้วอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา
ไม่รู้เพราะเหตุใด แม้หลี่เยว่หานจะดูดุดันกับเขา แต่เขากลับรู้สึกว่าเธอนั้นมีความจริงใจ
อย่างน้อยก็จริงใจกว่าบรรพชนเหยี่ยวดำมากนัก
หลี่เยว่หานไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว เธอขัดสมาธินั่งลงบนเก้าอี้เอนหลังและเริ่มฝึกฝนพลังจิตทันที โดยไม่ได้สนใจวันเวลาที่ล่วงเลยไป
…..
ณ แคว้นเหลียวปี้เลี่ยตง
เมิ่งฉีฮ่วนและคณะเดินทางถือหนังสือรับรองจากราชสำนักแคว้นตงฮั่น ผ่านเข้าด่านของแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงได้อย่างราบรื่น อีกทั้งเขายังส่งคนไปแจ้งข่าวแก่แม่ทัพรักษาชายแดนของแคว้นตงฮั่น ให้ระมัดระวังคนจากหนานเจียงกลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาพร้อมกับหนอนกู่
หลังจากหยุดพักที่เมืองตงหลงซึ่งเป็นเมืองชายแดนของเหลียวปี้เลี่ยตงได้สองวัน เขาก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากแม่ทัพรักษาชายแดน ในจดหมายระบุว่าพบคนจากหนานเจียงทั้งหมดสิบสองคนพยายามจะข้ามแดนออกจากตงฮั่น เมื่อถูกขัดขวางพวกเขาก็คิดจะลงมือทำร้ายทหาร แต่โชคดีที่กุนซือมองออกทันท่วงที จึงสั่งประหารชีวิตทั้งหมดในที่เกิดเหตุ
ทว่าเรื่องที่น่าประหลาดก็คือ หลังจากคนทั้งสิบสองคนตายลง ในปากของแต่ละคนจะมีหนอนที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันคลานออกมา ดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตายไปข้าง ๆ ศพนั้นเอง
เมิ่งฉีฮ่วนเผาจดหมายทิ้งด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด จากการที่เจียงหมิงคอยให้ความรู้มาตลอดทางรวมกับการสืบหาข้อมูลด้วยตนเอง ทำให้เขารู้ดีว่าเหล่าผู้ปกครองถ้ำทั้งสิบสองแห่งของหนานเจียงนั้นไม่มีทางสิ้นชีพได้ง่ายดายขนาดนี้
และเขาก็สงสัยมาตลอดว่า คนที่ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าถ้ำได้ย่อมมีวิชากู่ที่สูงส่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากไร้ซึ่งวรยุทธ์แม้เพียงนิดก็ดูจะผิดปกติเกินไป เพราะในรายงานข่าวกรองก็ระบุว่า มีคนในหนานเจียงบางกลุ่มที่ไม่ฝึกวิชากู่เนื่องจากสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย คนกลุ่มนี้จึงมักรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของหมู่บ้านแทน
ส่วนเรื่องที่นางชุยตัวปลอมคือเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นเพียงสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนคาดการณ์เอาเอง ยังไม่อาจยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ตลอดการเดินทาง คนทั้งสิบสองคนนี้แอบทำเรื่องเล็กน้อยลับหลังอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ถูกเมิ่งฉีฮ่วนและพรรคพวกสกัดไว้ได้หมด ยามนี้เมื่อพวกเขาตายลง เมิ่งฉีฮ่วนจึงเกิดความระแวงขึ้นมา
คนพวกนี้ตายง่ายเกินไปหรือเปล่า…
เมื่อคิดได้ดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงหยิบอินทรีสื่อสารตัวสุดท้ายออกมา สั่งการให้คนสนิทสืบสวนเรื่องสิบสองถ้ำแห่งหนานเจียงอย่างละเอียด ก่อนจะปล่อยอินทรีให้บินจากไป
อินทรีที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อส่งข่าวโดยเฉพาะนี้บินได้เร็วกว่านกพิราบและอินทรีสื่อสารทั่วไปมาก อีกทั้งยังดุร้ายและบินสูงลิบจนไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครใช้ธนูยิงตกลงมา
หลังจากปล่อยอินทรีไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็กลับมาเฝ้าดูแลอยู่ข้างกายหลี่เยว่หานตามปกติ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในช่วงไม่กี่วันมานี้เขารู้สึกว่ากลิ่นอายแห่งความตายบนใบหน้าของหลี่เยว่หานดูเข้มข้นขึ้น แต่ทุกครั้งที่เขาทำแผลจากเข็มพิษที่ข้อมือให้นาง เขากลับรู้สึกว่ารอยช้ำที่เกิดจากแผลนั้นเริ่มมีขนาดเล็กลง
และหลายวันที่ผ่านมานี้ รอยช้ำนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเลย
เรื่องนี้ช่วยให้เมิ่งฉีฮ่วนคลายความกังวลไปได้มาก
เมื่อคนจากแคว้นตงฮั่นมาเยือน ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงย่อมได้รับข่าวล่วงหน้านานแล้ว หลังจากพักที่เมืองตงหลงได้สองวัน เมิ่งฉีฮ่วนและคณะก็เริ่มออกเดินทางต่อ ตลอดทางนั้นสงบราบรื่นยิ่งนัก ทว่าแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงตั้งอยู่ทางทิศเหนือ แม้ทางใต้และตอนกลางของแผ่นดินจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้เริ่มเบ่งบานแล้ว แต่ที่นี่ยังคงมีหิมะโปรยปรายและหนาวเหน็บอย่างยิ่ง
อีกสองวันต่อมา คณะของเมิ่งฉีฮ่วนก็พบกับกลุ่มคนที่ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงส่งมารับ และในอีกสามวันให้หลัง พวกเขาก็เข้าสู่เมืองติ้งอวิ๋นซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงได้สำเร็จ
“แขกผู้สูงศักดิ์จากแคว้นมหาอำนาจ โปรดลิ้มลองสุราลูกแกะที่เราเตรียมไว้ต้อนรับพวกท่านเป็นพิเศษเถิด!” ผู้ที่ออกมาต้อนรับเมิ่งฉีฮ่วนไม่ใช่กษัตริย์แห่งเหลียวปี้เลี่ยตง แต่เป็นพระโอรสองค์โต นามว่า ‘บาเคอร์’
ชายผู้นี้ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ดูบึกบึนเกรงขาม แต่กลับมีสีหน้าท่าทางซื่อสัตย์และกระตือรือร้นยิ่งนัก เมื่อรู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนเดินทางมาเพื่อรักษาภรรยา เขาก็รีบจัดหาหมอเก่ง ๆ จำนวนมากมาช่วยตรวจอาการทันที
ทว่าสิ่งที่หลี่เยว่หานต้องพิษคือ ‘กู่ปลิดชีพ’ หมอทั่วไปย่อมไร้ความสามารถจะรักษาได้ เพื่อให้เมิ่งฉีฮ่วนคลายความโศกเศร้า บาเคอร์จึงได้จัดงานเลี้ยงใหญ่ขึ้น โดยเชิญเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจกว่าครึ่งเมืองติ้งอวิ๋นมาเข้าร่วม ทั้งยังเชิญเหล่าหญิงงามชื่อดังมาฟ้อนรำ สร้างบรรยากาศให้ครึกโครมยิ่งนัก
“ขอบพระทัยองค์ชายใหญ่ที่ทรงต้อนรับอย่างอบอุ่น” เมิ่งฉีฮ่วนยกจอกเหล้าขึ้น ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา ในทางกลับกัน บรรดานางรำและเหล่าบุตรสาวขุนนางที่มาร่วมงานต่างพากันส่งสายตาหวานเชื่อมให้เขาไม่ขาดสาย