ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 488 หาเรื่องใส่ตัว
บทที่ 488 หาเรื่องใส่ตัว
โชคดีที่บาเคอร์ไหวตัวทัน รีบเข้ามาลากตัวเสี่ยวถังเอ๋อร์ลงมาจากที่นั่งประธาน แล้วพานางไปขอโทษเมิ่งฉีฮ่วนด้วยตัวเอง เรื่องราวถึงได้จบลงโดยที่เสี่ยวถังเอ๋อร์ไม่ต้องขายหน้าต่อหน้าผู้คนไปมากกว่านี้
ทว่าเจียงหมิงกลับรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
ต่างจากเมิ่งฉีฮ่วนที่ยามนี้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เจียงหมิงยังคงมีสติและไหวพริบครบถ้วน แม้ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาเขาจะดูเหมือนเป็นเพียงตัวแถมที่คอยตามติดเมิ่งฉีฮ่วนอยู่ตลอด แต่ยามนี้ถึงเวลาที่เขาต้องเริ่มใช้สมองเสียที
เมื่อม่านงานเลี้ยงปิดฉากลง บาเคอร์พาเสี่ยวถังเอ๋อร์เดินมาส่งเมิ่งฉีฮ่วนและเจียงหมิงจนถึงเรือนพักชั่วคราว สองพี่น้องไม่ได้รบกวนอะไรต่อ เมื่อส่งถึงที่แล้วก็ขอตัวกลับไป
ต้องยอมรับว่าหมอของเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นไม่เหมือนกับหมอของแคว้นตงฮั่นจริง ๆ แม้ช่วงเวลานี้หลี่เยว่หานจะยังไม่ฟื้นคืนสติ แต่รอยช้ำจากการฝังเข็มบนข้อมือของนางกลับค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ เรื่องนี้นับเป็นข่าวดีสำหรับเมิ่งฉีฮ่วน
เขายังคงทำเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา หลังจากกลับถึงเรือนพัก เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ไปอาบน้ำพักผ่อนในทันที แต่กลับนั่งเฝ้าอยู่ข้างกายหลี่เยว่หานเป็นเวลานาน
เจียงหมิงเห็นเมิ่งฉีฮ่วนเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้เอ่ยขัดอะไร เขาเลี่ยงไปหาเฮ่อเจิ้งเทียนแทนเพื่อบอกเล่าสิ่งที่ตนสงสัย
“เจ้าจะบอกว่า องค์หญิงสิบสามคนนั้นกะจะมาแกว่งเท้าหาเสี้ยนต่อหน้าท่านอ๋องอย่างนั้นเหรอ?” เฮ่อเจิ้งเทียนครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะสรุปออกมาเช่นนั้น
“อาจจะไม่ใช่การมาหาเรื่องตายโดยตรง แต่ต้องมาคอยป้วนเปี้ยนให้เห็นหน้าบ่อย ๆ แน่” เจียงหมิงเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หลายวันนี้ต้องมีคนมาเยี่ยมเยียนที่เรือนพักแน่ ถึงท่านอ๋องจะไม่เต็มใจ แต่ในเมื่อเราอยู่ในเหลียวปี้เลี่ยตงซึ่งเป็นถิ่นของคนอื่น
อย่างไรเสียก็คงเลี่ยงการรับรองแขกไม่ได้ ถึงตอนนั้นเจ้าจงเฝ้าอยู่ที่นี่ ไม่ว่าใครจะมาหา เจ้าห้ามละสายตาจากหวังเฟยเด็ดขาด และห้ามให้ใครเข้าใกล้หวังเฟยเป็นอันขาด จำไว้ให้ดี”
“แล้วถ้าเป็นหมอเล่า?” เฮ่อเจิ้งเทียนพยักหน้ารับพลางถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ถ้าท่านอ๋องไม่อยู่ ก็ห้ามปล่อยหมอเข้าไป” เจียงหมิงสั่ง “ถ้าใครไม่เข้าใจ ก็บอกไปว่าเป็นคำสั่งของท่านอ๋อง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฮ่อเจิ้งเทียนก็มีท่าทีลังเล “ทำแบบนี้จะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของท่านอ๋องหรือเปล่า?”
“ถ้าปล่อยคนเข้าใกล้หวังเฟย แล้วเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับนาง เจ้าคิดว่าชื่อเสียงของท่านอ๋องกับชีวิตของหวังเฟย สิ่งไหนสำคัญกว่ากัน?” เจียงหมิงรู้สึกว่าเฮ่อเจิ้งเทียนช่างหัวช้าเสียจริง
พอโดนเจียงหมิงตอกกลับเช่นนั้น เฮ่อเจิ้งเทียนก็สะดุ้งทันที เขารีบรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้หลี่เยว่หานหากเมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้อยู่ด้วย เมื่อเห็นดังนั้นเจียงหมิงจึงยอมปล่อยให้เขาไปพักผ่อน
คืนนั้น เมิ่งฉีฮ่วนยังคงนอนเฝ้าอยู่ข้างกายหลี่เยว่หานเช่นเดิม
เช้าวันต่อมา เมิ่งฉีฮ่วนเพิ่งจะล้างหน้าล้างตาเสร็จและกำลังจะกินมื้อเช้า เฮ่อเจิ้งเทียนก็เข้ามาแจ้งว่า องค์หญิงสิบสามมาขอพบ
“นางมาทำอะไร?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วถาม
“นางบอกว่าก่อนหน้านี้เพราะถูกกักบริเวณจึงไม่ได้มาเข้าพบท่านอ๋อง ในใจรู้สึกเสียมารยาทอย่างยิ่ง และเมื่อได้ยินว่าหวังเฟยยังหมดสติไม่ฟื้น จึงพาสาวใช้ของนางมาเข้าพบท่านอ๋องและอยากจะเยี่ยมเยียนหวังเฟยด้วยครับ” เฮ่อเจิ้งเทียนรายงานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
พูดจบเขากก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเสริมว่า “ดูเหมือนสาวใช้คนนั้นจะถือกล่องยามาด้วย คาดว่าน่าจะมีความรู้เรื่องหมอครับ”
เพราะประโยคหลังนี้เอง เมิ่งฉีฮ่วนที่ตั้งท่าจะปฏิเสธในตอนแรกจึงกลืนคำพูดนั้นลงไป “เชิญนางเข้ามา”
จากนั้นเขาก็เริ่มลงมือกินมื้อเช้า อาหารเช้าของเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นเรียบง่าย มีเพียงแป้งทอดกรอบกับน้ำนมแกะอุ่น ๆ หนึ่งชาม แม้นมแกะจะมีกลิ่นคาวจัด แต่ดูเหมือนพวกเขาจะมีกรรมวิธีพิเศษที่ทำให้กลิ่นนั้นจางลงไปมากจนไม่เหม็นอย่างที่คิด
เมื่อคืนในงานเลี้ยงดื่มเหล้าไปไม่น้อย ยามนี้ได้ดื่มนมอุ่น ๆ สักชาม จึงช่วยให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก พอกินมื้อเช้าเสร็จ เฮ่อเจิ้งเทียนก็นำทางองค์หญิงสิบสามเข้ามาพอดี
เมื่อวานองค์หญิงสิบสามสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงสลับดำ แต่วันนี้นางสวมชุดกระโปรงนวมสีแดงสลับขาว ช่วงเอวถูกรัดจนคอดกิ่ว แม้จะเป็นเสื้อผ้าฤดูหนาวแต่ก็ยังมองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงามของนางได้อย่างชัดเจน
วันนี้นางยังคงถักผมเปียหนาและยาวสองข้าง บนศีรษะสวมหมวกใบเล็กที่มีผ้าโปร่งบางห้อยลงมาด้านหลัง ยามเยื้องกรายผ้าโปร่งนั้นพริ้วไหวดูงดงามยิ่งนัก
น่าเสียดายที่ความงดงามนี้ไม่อาจเข้าถึงสายตาของเมิ่งฉีฮ่วนได้เลย
“เสี่ยวถังเอ๋อร์คารวะท่านอ๋อง” เมื่อองค์หญิงสิบสามเดินเข้ามาพร้อมสาวใช้ นางก็วางมือขวาไว้ที่อกซ้ายแล้วโน้มตัวลงเล็กน้อย เป็นการทำความเคารพตามธรรมเนียมมาตรฐานของชาวเหลียวปี้เลี่ยตง
“องค์หญิงสิบสามเกรงใจไปแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนกินมื้อเช้าเสร็จในไม่กี่คำ ยามนี้เขากำลังใช้ผ้าเช็ดมืออยู่ เมื่อเห็นนางทำความเคารพเขาก็เพียงตอบกลับอย่างเย็นชา
“เมื่อวานหลังจากเสี่ยวถังเอ๋อร์กลับไป ได้ยินเสด็จพี่บอกว่าสนมของท่านอ๋องป่วยหนักจนหมดสติไป สตรีผู้นี้คือหมอหญิงข้างกายข้า นามว่าฝานเอ๋อร์ นางมีวิชาแพทย์สูงส่งนัก หากท่านอ๋องวางใจ ก็ลองให้ฝานเอ๋อร์ช่วยตรวจอาการให้สนมของท่านดูได้นะ” องค์หญิงสิบสามกล่าวอย่างเปิดเผยสง่างาม
ทว่าคำว่า ‘สนม’ ที่นางพร่ำเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
“องค์หญิงสิบสาม” เมิ่งฉีฮ่วนใช้ดวงตาเย็นเยียบจ้องมองฮาลี่ ถัง น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “ข้าเกรงว่าเจ้าจะเข้าใจผิดไปเสียแล้ว สตรีที่ป่วยหนักจนหมดสติอยู่นี้ไม่ใช่สนมของเปิ่นหวัง แต่เป็นภรรยาเอกเพียงคนเดียวของข้า และเปิ่นหวังก็ไม่มีสนมอื่นใด ก่อนหน้านี้เคยมีอยู่คนหนึ่ง แต่ก็นางก็ผูกคอตายไปแล้ว”
คำพูดนี้แฝงไปด้วยคำเตือนอย่างชัดแจ้ง หากองค์หญิงสิบสามฉลาดพอ นางควรจะหาทางลงให้ตัวเองได้แล้ว
แต่นางกลับไม่ใช่คนฉลาดเช่นนั้น “อ้อ? เสี่ยวถังเอ๋อร์ได้ยินทุกคนเรียกนางว่าหวังเฟย ก็เลยคิดว่าเป็นเพียงสนมคนหนึ่งเสียอีก ยังนึกสงสัยอยู่เลยว่าแค่สนมคนเดียว เหตุใดท่านอ๋องถึงต้องดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเหลียวปี้เลี่ยตงของเรา แต่ถ้าเป็นภรรยาเอกก็พอจะเข้าใจได้ เพียงแต่เสี่ยวถังเอ๋อร์ยังสงสัยนัก ในเมื่อนางเป็นภรรยาเอก เหตุใดทุกคนถึงเรียกว่าหวังเฟยเล่า? คำว่า ‘เฟย’ มิใช่หมายถึงเมียน้อยหรอกเหรอ?”
แม้แต่เจียงหมิงที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้าง ๆ ยังสัมผัสได้ว่ายามนี้เมิ่งฉีฮ่วนเริ่มมีความคิดอยากจะฆ่าคนขึ้นมาแล้ว…
“องค์หญิงสิบสามโปรดอภัย” เจียงหมิงเกรงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะบันดาลโทสะจนบิดคอเสี่ยวถังเอ๋อร์เข้าจริงๆ จึงรีบเสนอตัวเข้ามาไกล่เกลี่ย “ในแคว้นตงฮั่นของพวกเรา ภรรยาเอกของท่านอ๋องล้วนเรียกว่าหวังเฟย ไม่เหมือนในราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงที่เรียกว่าหวังโฮ่ว พวกเรามีข้อละเว้นบางประการ ตำแหน่งหวังโฮ่วนั้นสงวนไว้ใช้สำหรับฮองเฮาในวังหลวงเท่านั้น เพื่อเป็นการแสดงความเคารพยำเกรง ภรรยาเอกของท่านอ๋องทุกคนจึงขนานนามว่าหวังเฟย”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงสิบสามก็เลิกคิ้วพลางพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง ข้าเข้าใจผิดไปเอง ต้องขอโทษด้วยนะ!”
ปากบอกว่าขอโทษ แต่สีหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้มล้อเลียน แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนวาวโรจน์ด้วยรังสีอำมหิตพลุ่งพล่าน เขาไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เจียงหมิงลอบปาดเหงื่อในใจแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋อง องค์หญิงสิบสามอุตส่าห์พาหมอหญิงมาตรวจอาการให้หวังเฟย ท่านจะลองพานางเข้าไปดูหน่อยดีไหม?”
เมื่อเจียงหมิงเอ่ยถึงหลี่เยว่หาน กลิ่นอายเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวเมิ่งฉีฮ่วนจึงค่อย ๆ จางลง เขาลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวเรียบ ๆ “ขอบใจองค์หญิงสิบสามที่ลำบากมาในครั้งนี้”
พูดจบเขาก็เดินนำทางไปทันที เจียงหมิงเดินตามติดเมิ่งฉีฮ่วนไป แต่ในจังหวะที่หันหลังกลับ เขาได้ลอบมององค์หญิงสิบสามแวบหนึ่ง
ใบหน้าที่เคยดูน่ารักจิ้มลิ้มกลับกลายเป็นเย็นชาขึ้นมาทันทีหลังจากที่เมิ่งฉีฮ่วนหันหลังให้ เจียงหมิงพลันเกิดความระแวดระวังขึ้นมาในใจทันที