ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 489 อวดภรรยา
บทที่ 489 อวดภรรยา
หลี่เยว่หานยังคงหมดสติไม่ฟื้น ทว่ารอยช้ำจากการฝังเข็มบนข้อมือของนางกลับเลือนหายไปจนเกือบหมด ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมิ่งฉีฮ่วนคอยทายาให้นางอยู่ตลอด จึงคาดว่าตัวยาน่าจะได้ผลดี
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขายอมพักอยู่ที่นี่ต่อ แม้คนของเหลียวปี้เลี่ยตงจะยังไม่สามารถรักษาอาการของนางให้หายขาดได้ก็ตาม
หลังจากฝานเอ๋อร์ หมอหญิงผู้ติดตามตรวจดูอาการของหลี่เยว่หานแล้ว สีหน้าของนางดูเคร่งขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด นางหยิบขวดกระเบื้องสีน้ำตาลเทาออกมาจากกล่องยา แล้วคัดแยกยาเม็ดขนาดเท่าปลายเล็บออกมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงสั่งให้นำน้ำนมแกะมาหนึ่งช้อน ละลายยาเม็ดนั้นลงไป แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำนมแกะค่อย ๆ เช็ดไปที่รอยช้ำบนข้อมือของหลี่เยว่หาน
ท่ามกลางสายตาของทุกคน เมื่อน้ำนมแกะในช้อนหมดลง รอยช้ำบนมือนางก็จางหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง
ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของเมิ่งฉีฮ่วนเป็นประกายด้วยความหวัง “เจ้ามีวิธีรักษาใช่ไหม?”
หมอหญิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองทางองค์หญิงถัง
องค์หญิงถังจึงก้าวออกมาอธิบายได้ทันเวลา “ท่านอ๋องโปรดอย่าถือสา พี่ฝานเอ๋อร์เคยได้รับบาดเจ็บที่ลำคอจากการทดลองยา ทำให้นางไม่สามารถพูดจาได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงสงบสติอารมณ์ลงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น “แม่นางฝานเอ๋อร์พอจะมีวิธีรักษาภรรยาของข้าหรือไม่?”
ฝานเอ๋อร์ไม่ได้ตอบคำถามเขาโดยตรง แต่นางกลับหันไปมององค์หญิงถังอีกครั้ง
หลังจากที่องค์หญิงถังและฝานเอ๋อร์สบตากันครู่หนึ่ง นางก็แย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “พี่ฝานเอ๋อร์บอกว่า นางเองก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยหวังเฟยได้หรือไม่ แต่ก็นางเต็มใจที่จะลองดูสักตั้ง”
“ขอเพียงรักษาหวังเฟยให้หายได้ ไม่ว่าพวกเจ้าจะเสนอเงื่อนไขอะไรมา หากไม่ขัดต่อหลักการ ข้าล้วนยินดีรับปากทั้งสิ้น” นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เมิ่งฉีฮ่วนมองเห็นแสงแห่งความหวัง เขาจึงไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดมือไป และรีบให้คำมั่นสัญญาด้วยหวังว่าฝานเอ๋อร์จะเห็นถึงความจริงใจของเขา แล้วเร่งกำจัดกู่ปลิดชีพในตัวหลี่เยว่หานให้โดยเร็ว
เมื่อได้ยินคำสัญญาของเขา ฝานเอ๋อร์ก็พยักหน้า ก่อนจะหันไปเขียนข้อความบางอย่างส่งให้องค์หญิงถัง
หลังจากอ่านจบ องค์หญิงถังก็หันมามองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยรอยยิ้ม “พี่ฝานเอ๋อร์บอกว่า หวังเฟยไม่ได้เจ็บป่วยหรือถูกพิษ แต่ได้รับบาดเจ็บจากวิชากู่ของหนานเจียง ทว่านางยังไม่ได้ศึกษาเรื่องกู่ชนิดนี้อย่างลึกซึ้งนัก จึงต้องกลับไปค้นคว้าตำราเก่าแก่ที่บ้านเกิด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเล็กน้อย นางจึงอยากถามท่านอ๋องว่า จะรอได้หรือไม่”
“ต้องรออีกกี่วัน?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วถาม
“พี่ฝานเอ๋อร์บอกว่าประมาณห้าวัน ในระหว่างนี้ นางจะมอบยาที่เพิ่งใช้กับหวังเฟยไว้ให้ โดยให้ละลายน้ำนมแกะแล้วทาที่แผลทุกวันเพื่อให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น เมื่อแผลหายดีแล้ว ก็นำยาละลายน้ำนมแกะให้หวังเฟยดื่มเพื่อยับยั้งหนอนกู่ในร่างกาย วิธีนี้จะช่วยยื้อชีวิตให้หวังเฟยได้อีกระยะหนึ่ง” องค์หญิงถังตอบอย่างใจเย็น
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ารับแล้วหันไปกล่าวกับฝานเอ๋อร์ด้วยท่าทีจริงจัง “ข้าพูดคำไหนคำนั้น หากเจ้าช่วยหวังเฟยได้ ข้าจะมีรางวัลตอบแทนอย่างงามแน่นอน”
ฝานเอ๋อร์หลบสายตาเขาแล้วหันไปมององค์หญิงถังแทน
องค์หญิงถังไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่กล่าวแก้ต่างให้ด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋อง ท่านทำแบบนี้พี่ฝานเอ๋อร์ก็ตกใจหมดสิ นางน่ะลุ่มหลงในวิชาแพทย์จนแทบจะไม่มีความปรารถนาในลาภยศเงินทองเลย”
“ถ้าเช่นนั้น…” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าเข้าใจ “หากแม่นางฝานเอ๋อร์รักษาหวังเฟยได้ ข้าจะรวบรวมตำราแพทย์เก่าแก่หายากมามอบให้เป็นการขอบคุณ”
ตำราแพทย์เก่าแก่ย่อมมีค่ามากกว่าทองเงินมากมายนัก สำหรับฝานเอ๋อร์ที่อาศัยอยู่ในเหลียวปี้เลี่ยตงอันห่างไกล ต่อให้พลิกราชวังหา ก็คงหาตำราล้ำค่าแบบนั้นมาให้นางศึกษาไม่ได้
เมื่อได้ยินข้อเสนอ ดวงตาของฝานเอ๋อร์ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
แต่เพียงวูบเดียว นางก็รีบกลับไปมองทางองค์หญิงถังดังเดิม
“ถ้าอย่างนั้น ฮาลี่ ถัง ขอขอบพระคุณท่านอ๋องแทนพี่ฝานเอ๋อร์ด้วยนะเจ้าคะ!” องค์หญิงถังย่อกายทำความเคารพอย่างทะเล้น นางพยายามเลียนแบบท่าทางกิริยาของแคว้นตงฮั่น แต่ดูเหมือนจะเรียนมาไม่มากนัก ท่าทางที่ออกมาจึงดูขัด ๆ เขิน ๆ
แต่ทว่าด้วยวัยที่ยังเยาว์และท่าทางที่ดูไร้เดียงสา จึงไม่ได้ดูน่าเกลียด กลับดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียมากกว่า
เพียงแต่ความน่ารักนี้ไม่มีทางเข้าสู่สายตาของเมิ่งฉีฮ่วนได้เลย “ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณองค์หญิงถังและแม่นางฝานเอ๋อร์”
เจียงหมิงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ลอบใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว เขาพอจะเดาอะไรบางอย่างออกลาง ๆ แต่ยังไม่กล้ามั่นใจนัก
เมิ่งฉีฮ่วนกลัวว่าจะรบกวนการพักผ่อนของหลี่เยว่หาน จึงพูดคุยอยู่ในห้องเพียงครู่เดียว ก่อนจะนำองค์หญิงถังและเจียงหมิงเดินออกจากห้องไป เขาสำชับให้เฮ่อเจิ้งเทียนเฝ้าหลี่เยว่หานให้ดี เมื่อเห็นว่าองค์หญิงถังยังไม่มีท่าทีจะกลับ จึงพาคนทั้งหมดไปที่โถงรับรอง
องค์หญิงถังมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก นางเฝ้าถามถึงเรื่องราวความรักระหว่างเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานไม่หยุด
เมื่อได้ยินว่าหลี่เยว่หานมาจากหมู่บ้านชนบท องค์หญิงถังถึงกับอุทานด้วยความตกใจ “นึกไม่ถึงเลยว่าท่านอ๋องจะไม่รังเกียจชาติกำเนิดของหวังเฟย ช่างหาได้ยากยิ่งนัก!”
เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่มีใครเกิดมาสูงส่งหรอก ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเยว่หานที่ไม่รังเกียจความหยาบกระด้างของข้า สตรีอย่างนาง หาได้ยากยิ่งในใต้หล้านี้”
“ท่านอ๋องรักหวังเฟยจนหมดใจ ถึงได้มองว่านางดีเลิศไปเสียทุกอย่าง ข้าเข้าใจได้” องค์หญิงถังพยักหน้าเห็นด้วย
แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับมองนางด้วยสายตาจริงจังแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่เพราะข้ามีใจลำเอียง แต่เป็นเพราะเยว่หานพิเศษไม่เหมือนใคร ข้าไม่เคยพบสตรีคนไหนที่มีความทระนงและไม่ละโมบในลาภยศเหมือนนาง นางมีความสามารถมากมายแต่กลับไม่เคยโอ้อวด นางเป็นตัวของตัวเองก่อนจะเป็นภรรยาของข้าเสียอีก นางคือคนที่สอนให้ข้ารู้จักคำว่าให้เกียรติ และสอนให้ข้าเลิกมองสิ่งต่าง ๆ ด้วยสายตาที่ตัดสินคนจากภายนอก”
“ถ้าเยว่หานไม่ได้สอนสิ่งเหล่านี้ให้ข้า ป่านนี้ข้าคงมองว่าองค์หญิงถังเป็นเพียงสตรีที่น่ารำคาญคนหนึ่งไปแล้ว”
“ดังนั้นจะว่าไป องค์หญิงถังควรจะขอบคุณเยว่หานด้วยซ้ำ ที่ทำให้นางสอนข้าให้ไม่ดูถูกสตรี”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็มององค์หญิงถังที่กำลังยืนอึ้งด้วยท่าทางหยิ่งยโส ราวกับกำลังรอให้นางกล่าวขอบคุณจริง ๆ
องค์หญิงถังที่โดนตอกกลับจนสมองตามไม่ทัน พอได้สติก็ยิ้มเจื่อน ๆ “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง หวังเฟยช่างเป็นสตรีที่น่าทึ่งจริง ๆ ขอบพระคุณหวังเฟยมากเจ้าค่ะ”
นางเองก็ยังงงอยู่เลยว่าต้องขอบคุณเรื่องอะไรกันแน่
เจียงหมิงที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ได้แต่พยายามกลั้นหัวเราะจนเหนื่อย
ตอนแรกเขายังแอบกังวลว่าองค์หญิงสิบสามคนนี้จะมีแผนการอะไร แต่ดูเหมือนว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะมองออกถึงเจตนาของนางก่อนเขาเสียอีก
ยิ่งกว่านั้น เมิ่งฉีฮ่วนยังขยันยกยอหลี่เยว่หานเสียจนแทบจะหาคำมาเปรียบไม่ได้ เขาตั้งใจแสดงให้องค์หญิงถังดูอย่างเต็มที่ว่า ‘คนเกรงใจเมีย’ ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร
จนกระทั่งเกือบเที่ยง องค์หญิงถังจึงยอมกลับออกจากเรือนพักลี้ภัยไป
เมื่อมองส่งแผ่นหลังของนางที่เดินไกลออกไป เมิ่งฉีฮ่วนก็แค่นเสียงเหอะอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินนำเจียงหมิงกลับเข้าเรือน
“ท่านอ๋องมองแผนการขององค์หญิงถังออกตั้งนานแล้วหรือ?” เจียงหมิงเอ่ยถามระหว่างทาง
“ความคิดของเด็กสาวตัวเล็ก ๆ จะเดายากแค่ไหนกันเชียว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว “ถ้าไม่ใช่เพราะหมอหญิงข้างกายนางพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง วันนี้ข้าก็ไม่อยากจะเห็นหน้านางเลย” พูดจบเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อเดินเข้าห้องไป
วันนี้แสงแดดกำลังดี เห็นทีต้องอุ้มหลี่เยว่หานออกมาตากแดดเสียหน่อยแล้ว