ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 519 เจ้าคิดจะทำลายเกาะถงเซิงให้สิ้นซาก!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 519 เจ้าคิดจะทำลายเกาะถงเซิงให้สิ้นซาก!
บทที่ 519 เจ้าคิดจะทำลายเกาะถงเซิงให้สิ้นซาก!
ในเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยปากมาถึงขั้นนี้ ผู้อาวุโสห้าก็ตระหนักได้ว่าการเจรจาในครั้งนี้คงไม่ง่ายเสียแล้ว เดิมทีเขายังพยายามวางท่าทีเป็นอาจารย์ผู้สูงส่ง แต่ยามนี้กลับต้องตีหน้าเคร่งขรึมด้วยความขุ่นเคือง
“เสี่ยวเมิ่ง เจ้าควรจะรู้ดีว่าหากเรื่องของเกาะถงเซิงแพร่งพรายออกไป ย่อมไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมืองและราษฎรเลยสักนิด!” ผู้อาวุโสห้าเริ่มเข้าสู่ประเด็นสำคัญอย่างจริงจัง ซึ่งเมิ่งฉีฮ่วนเองก็รู้สึกพอใจที่อีกฝ่ายเลิกอ้อมค้อม
“อีกทั้งแคว้นเหลี่ยหลานก็มิได้สยบยอมด้วยความจริงใจ เรื่องนี้เจ้าเองก็คงรู้แจ้งอยู่แก่ใจ!”
“ในฐานะที่เป็นหน่วยงานข่าวกรอง องครักษ์ลับ และหน่วยงานรักษาความลับที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นตงฮั่น สิ่งที่ผู้อาวุโสห้าควรจะกังวลมากกว่าก็คือ หากเกาะถงเซิงถูกทำลายลง ฮ่องเต้แห่งตงฮั่นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยตอบอย่างไม่รีบร้อน
“อีกทั้งเรื่องที่เกาะถงเซิงลักพาตัวเด็กน้อยจากชาวบ้านมาตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น…”
คำพูดที่เหลือมิต้องเอ่ยออกมาให้ชัดแจ้ง ผู้อาวุโสห้าก็ย่อมเข้าใจดี
หากราษฎรรู้ความจริงว่า ตลอดหลายปีที่เด็ก ๆ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนทางการไม่สามารถสืบหาคำตอบได้ และต้องป้ายความผิดไปให้พวกโจรลักเด็กนั้น แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของใคร ผลลัพธ์ย่อมเกินจะคาดเดา
ความจริงคือภายใต้อิทธิพลของเกาะถงเซิง พวกโจรลักเด็กทั่วไปแทบจะหมดสิ้นไปแล้ว แต่ราชสำนักกลับไม่ยอมปล่อยให้เด็กที่มีศักยภาพหลุดลอยไปอยู่ในป่าเขา จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการกวาดล้างขึ้นทุกปี
แม้จะมิอาจกำจัดให้สิ้นซากได้ แต่จำนวนคนที่สูญหายกลับเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง ยิ่งราชสำนักพยายามป่าวประกาศความสำเร็จในการกวาดล้างโจรลักเด็กมากเท่าใด ความเลื่อมใสของราษฎรที่มีต่อทางการก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น
แต่หากวันใดความจริงปรากฏว่า “โจรลักเด็ก” ที่ใหญ่ที่สุดก็คือราชสำนักเสียเอง ผลที่ตามมาคงพินาศย่อยยับ
นี่คือสาเหตุที่เกาะถงเซิงยอมส่งคนมาเจรจาในครั้งนี้
ขอเพียงเมิ่งฉีฮ่วนล้มเลิกความคิดที่จะทำลายเกาะถงเซิง พวกเขาก็ยินดีจะจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ
รวมไปถึงการส่งสตรีงามมาปรนนิบัติเมิ่งฉีฮ่วนด้วย
“เสี่ยวเมิ่ง เกาะถงเซิงก็เปรียบเสมือนบ้านของเจ้า เจ้าอยากจะทำลายบ้านของตัวเองจริง ๆ หรือ?” ผู้อาวุโสห้าเริ่มหันมาใช้ไม้ตายทางด้านความรู้สึก
เมิ่งฉีฮ่วนกลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย “สถานที่พรรค์นั้นน่ะหรือที่เรียกว่าบ้าน? ยามที่ผู้อาวุโสเอ่ยคำนี้ออกมา มิรู้สึกตลกบ้างหรือไร?”
สีหน้าของผู้อาวุโสห้าพลันแข็งค้าง “หากมิใช่เพราะเกาะถงเซิง เจ้าจะมีวิชาความรู้ติดตัวมาจนถึงป่านนี้หรือ?”
“ผู้อาวุโสล้อเล่นแล้ว หากเกาะถงเซิงสั่งสอนวิชาความรู้ตามครรลองที่ควรเป็น เปิ่นหวังย่อมไม่ตำหนิสิ่งใด แต่ที่ผ่านมาเกาะถงเซิงกลับทำแต่เรื่องที่ผิดทำนองคลองธรรม เรื่องนี้ผู้อาวุโสย่อมรู้ดีกว่าข้า” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างผ่อนคลาย
“เรื่องชาติกำเนิดของข้า ยามเป็นเด็กข้าอาจไม่รู้ แต่ท่านย่อมไม่มีทางไม่รู้ ข้าควรจะได้เป็นท่านอ๋องผู้เสวยสุขอย่างเรียบง่าย แต่กลับถูกพามายังเกาะถงเซิง ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ข้าจากเกาะนั้นมา ไม่มีวันใดเลยที่ข้าไม่ต้องกังวลเรื่องชีวิตของตนเอง ชีวิตเช่นนั้น ท่านคิดว่าเปิ่นหวังยังจะต้องสำนึกบุญคุณที่พวกท่านสั่งสอนวิชาให้อีกหรือ?”
“เจ้า…” ผู้อาวุโสห้าโกรธจนตัวสั่น “ยามนั้นศึกชิงบัลลังก์เต็มไปด้วยภยันตราย หากมิใช่เพราะเจ้าอยู่ที่เกาะถงเซิง เจ้าคงสิ้นชีพไปนานแล้ว!”
“สิ้นชีพไปเสียยังดีกว่าการอยู่ที่นั่นโดยไม่ถูกมองว่าเป็นมนุษย์” สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนเย็นชาลง “ต่อให้ศึกชิงบัลลังก์จะโหดร้ายเพียงใด ยามนั้นข้าเป็นเพียงเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ความ พี่ชายทั้งหลายของข้าจะไร้น้ำใจถึงขนาดไม่ละเว้นเด็กที่ยังเดินไม่มั่นคงเชียวหรือ?”
“หากไม่มีเกาะถงเซิง เจ้าอาจจะต้องกลายเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิด!” ผู้อาวุโสห้าโมโหจนใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นเรือเสียงดังสนั่น
“ท่านล้อเล่นอีกแล้ว ฮ่องเต้หุ่นเชิดก็ยังถือว่าเป็นฮ่องเต้มิใช่หรือ” เมิ่งฉีฮ่วนมองผู้อาวุโสห้าด้วยสายตาเย็นชา “อีกอย่าง ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเปิ่นหวังไม่อยากเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิด?”
“ท่านลองดูเสด็จพี่ของข้าสิ แม้ยามนี้คนทั่วหล้าจะแซ่ซ้องว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นนั้นเก่งกาจและปรีชาสามารถเพียงใด แต่เขามีอายุเพียงสี่สิบกว่าปีกลับต้องทนทุกข์ด้วยโรคร้ายรุมเร้า หากเปิ่นหวังได้เป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดจริง ๆ เพียงแค่มอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดการ แล้วตนเองออกไปใช้ชีวิตสำราญใจอย่างอิสระ เช่นนี้มิได้ประเสริฐกว่าการอยู่บนเกาะถงเซิงหรอกหรือ?”
คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนทำให้ผู้อาวุโสห้าถึงกับอึ้งไป นึกหาคำมาโต้แย้งไม่ออกอยู่เป็นนาน
“ผู้อาวุโสมาที่นี่เพื่อถ่วงเวลา เรื่องนี้ข้ารู้ดี เมื่อค่ายกลสมุทรแตกพ่าย ข่าวของเกาะถงเซิงจะไปถึงเมืองหลวงภายในสามวัน เมื่อถึงเวลานั้นแคว้นตงฮั่นจะส่งกองทัพมาล้อมปราบ แผนการของพวกท่านคงเป็นมิยอมให้เปิ่นหวังหนีรอดไปได้เช่นกัน” เมิ่งฉีฮ่วนวางถ้วยชาลงแล้วมองผู้อาวุโสด้วยสายตามีเลศนัย
“แต่ผู้อาวุโสแน่ใจหรือว่าท่านคำนวณแผนการของเปิ่นหวังได้ถูกต้อง?”
ผู้อาวุโสห้าทำหน้าถมึงทึงมองเมิ่งฉีฮ่วน สมองหมุนวนอย่างหนักแต่ก็ยังไม่รู้จะเอ่ยอะไรต่อ
“กองทัพห้าแสนนายที่ชานเมืองหลวง ยามนี้อำนาจการสั่งการตกอยู่ในมือขององค์ชายสาม ฝ่าบาทมีโอรสไม่มากนัก ย่อมไม่ปรารถนาจะเห็นองค์ชายใหญ่และองค์ชายสามที่เป็นพี่น้องกันต้องมาห้ำหั่นกันเอง และองค์ชายใหญ่ก็รู้ดีว่าเปิ่นหวังมาจากเกาะถงเซิง หากต้องส่งกองทัพมาล้อมเกาะ องค์ชายสามย่อมเป็นตัวเลือกเดียว ท่านคิดว่าองค์ชายใหญ่จะยอมทนดูอำนาจในมือองค์ชายสามกล้าแข็งขึ้นหรือ?”
“ตั้งแต่ตอนที่เปิ่นหวังออกจากเมืองหลวง ข้าก็ได้เตรียมการไว้ทุกอย่างแล้ว เกาะถงเซิงแห่งนี้… ข้าต้องได้มันมาครอง” เมื่อสิ้นคำ เมิ่งฉีฮ่วนก็จ้องเขม็งไปที่ผู้อาวุโสห้า
แม้ในยามที่ต้องออกจากเมืองหลวงอย่างเร่งด่วน เมิ่งฉีฮ่วนก็ยังเตรียมการอย่างรอบคอบ นายกองและนายทหารระดับสูงในกองทัพชานเมืองส่วนใหญ่เป็นคนที่เขาแอบบ่มเพาะมานานหลายปี หากไม่มีคำสั่งจากเขา ต่อให้มีตราพยัคฆ์อยู่ในมือ องค์ชายสามก็อาจจะสั่งการทหารเหล่านั้นไม่ได้ดั่งใจ
ที่เขาทำเช่นนั้น เดิมทีเพียงเพื่อมิให้ใครมาขัดขวางการเดินทางไปยังเหลียวปี้เลี่ยตง ก่อนจากไปเขาจึงกำชับคนเหล่านั้นไว้ว่า หากสถานการณ์คับขัน ก็ให้ทำตามคำสั่งของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นและยอมก้มหัวให้องค์ชายสามไปก่อน
และเพื่อรักษาดุลอำนาจ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นย่อมไม่ยอมให้องค์ชายสามมีอำนาจล้นพ้นเพียงผู้เดียว
ยามที่ยึดเหลียวปี้เลี่ยตงได้ เมิ่งฉีฮ่วนได้เขียนจดหมายถึงองค์ชายสามเพื่อยกความดีความชอบทั้งหมดให้ ดังนั้นแม้ในราชสำนักจะมีคนสนับสนุนองค์ชายใหญ่อยู่มาก แต่อำนาจทหารที่แท้จริงกลับอยู่ในมือองค์ชายสาม
หากจะให้องค์ชายสามนำทัพมาตีเกาะถงเซิงอีก ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นย่อมไม่มีทางยินยอมเด็ดขาด
แน่นอนว่า แม้องค์ชายใหญ่จะมีปรีชาสามารถในการปกครองและสร้างประโยชน์ให้แคว้นตงฮั่นไว้มากมาย แต่ยามนี้เขากลับอ่อนแอเกินไปเมื่อเทียบกับองค์ชายสาม ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจึงต้องส่งองค์ชายใหญ่มาคุมกองทัพแทน
ทว่าปัญหาใหญ่ก็คือ องค์ชายใหญ่จะสามารถสั่งการทหารเหล่านั้นได้จริงหรือ?
หากปราศจากคำสั่งของเมิ่งฉีฮ่วน เหล่าทหารย่อมไม่มีทางเชื่อฟังองค์ชายใหญ่
ต่อให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นคิดจะขยับกองทัพชายแดนในยามนี้ ก็ต้องพิจารณาอย่างหนัก
เพราะการเจรจาสงบศึกกับพวกชนเผ่าเร่ร่อนของเมิ่งฉีฮ่วนนั้นเป็นเพียงการแสดงงิ้วฉากหนึ่ง การจะแบ่งดินแดนอันกว้างใหญ่ของเหลียวปี้เลี่ยตงให้พวกนั้นครึ่งหนึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ แผนการเดิมคือการล่อเสือออกจากถ้ำ หากคาดการณ์ไม่ผิด ยามนี้พวกชนเผ่าเร่ร่อนคงถูกกวาดต้อนไปเกือบหมดแล้ว และพื้นที่ชายแดนยังคงต้องการทหารจำนวนมากเพื่อเฝ้าระวัง
ในเมื่อเคลื่อนย้ายกองทัพชายแดนไม่ได้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นย่อมไม่โง่พอที่จะปล่อยให้องค์ชายใหญ่ฝืนคุมกองทัพชานเมืองมาทำศึก
เมื่อเทียบกับความมั่นคงของราชบัลลังก์แล้ว เกาะถงเซิงย่อมกลายเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญขึ้นมาทันที
“เจ้าคิดจะทำลายเกาะถงเซิงให้สิ้นซากจริง ๆ สินะ!” ผู้อาวุโสห้ายามนี้รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะเป็นศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจที่สุด แต่ยามนี้ทั้งสองกลับยืนอยู่คนละฝั่ง ทำให้เขาต้องเจ็บปวดใจและลังเลใจอย่างหนัก