ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 518 ส่งสตรีมาแลกสันติราษฎร์ ไฉนเลยต้องพึ่งแม่ทัพ
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 518 ส่งสตรีมาแลกสันติราษฎร์ ไฉนเลยต้องพึ่งแม่ทัพ
บทที่ 518 ส่งสตรีมาแลกสันติราษฎร์ ไฉนเลยต้องพึ่งแม่ทัพ
เมิ่งฉีฮ่วนอยากจะจับหลี่เยว่หานมาอบรมสั่งสอนต่อหน้าผู้คนนัก ที่นางพูดว่า “พวกท่านไปยุ่งเรื่องงานต่อเถิด ข้าขอไปนอนพักอีกสักประเดี๋ยว” นั่นหมายความว่าอย่างไร?
เป็นเพราะเขาแสดงออกว่าห่วงใยนางไม่ชัดเจนพอ หรือเป็นเพราะนางไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเขากังวลใจเรื่องของนางเพียงใด?
เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ในภาพมายา สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนก็ดูเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย แต่เขาก็ยังยอมปล่อยให้หลี่เยว่หานกลับไปพักผ่อน พร้อมทั้งสั่งให้ห้องครัวนำโจ๊กรังนกที่เคี่ยวมาทั้งวันไปส่งให้นางที่ห้อง
หลี่เยว่หานหลับใหลไปสองวัน แต่เมิ่งฉีฮ่วนพักเพียงวันเดียวก็ตื่นขึ้นมาสั่งการให้คนเตรียมโจ๊กรังนกไว้ทันที เพราะเกรงว่ายามนางตื่นขึ้นมาจะไม่มีอะไรตกถึงท้อง เดิมทีเขายังกังวลว่าพวกคนงานในห้องครัวจะทำแบบขอไปทีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นว่ายามนี้เหล่าทหารต่างยกย่องหลี่เยว่หานราวกับเทพธิดา เขาก็เบาใจลง
ยามที่หลี่เยว่หานตื่นขึ้น เฮ่อเจิ้งเทียนและพรรคพวกเพิ่งจะนำเรือมาสมทบกับกองเรือของเมิ่งฉีฮ่วนได้เพียงชั่วยามเดียว และกำลังปรึกษาหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์การรุกรับ ทันทีที่ได้ยินว่านางฟื้นแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ทิ้งทุกคนในห้องประชุมแล้วรีบวิ่งไปหานางทันที
หากไม่ใช่เพราะหลี่เยว่หานได้สำแดงฤทธานุภาพอันน่าอัศจรรย์จนทุกคนยอมสยบไปก่อนหน้านี้ การกระทำของเมิ่งฉีฮ่วนเช่นนี้คงทำให้เหล่านายทหารรู้สึกแย่ต่อนางเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ทว่ายามนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ในสายตาของพวกเขา พระชายาอาจจะเก่งกาจยิ่งกว่าท่านอ๋องเสียด้วยซ้ำ ความตระหนักนี้ทำให้ทุกคนมีความยำเกรงต่อหลี่เยว่หานในฐานะยอดฝีมือ ดังนั้นไม่ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะทำตัวผิดระเบียบเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจ กลับมองว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนจัดการเรื่องของหลี่เยว่หานเสร็จและกลับมายังห้องประชุม เหล่านายทหารต่างพากันส่งยิ้มเอ็นดูมาให้ จนเขาอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “ยิ้มอะไรกัน มีเรื่องอันใดน่ายินดีนักหรือ?”
เมื่อน้ำเสียงเย็นชาหลุดออกมา ทุกคนก็รีบเก็บอาการยิ้มกริ่มทันที และวกกลับเข้าสู่หัวข้อหลักเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการโจมตีเกาะถงเซิง
การหารือดำเนินไปอย่างเคร่งเครียดตลอดทั้งวัน จนกระทั่งฟ้ามืด เมิ่งฉีฮ่วนและคนอื่น ๆ จึงสรุปแผนการที่ชัดเจนได้
เมิ่งฉีฮ่วนแวะไปที่ห้องครัวเพื่อหยิบขนมกินเล่นที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ กลับมาที่ห้อง เมื่อเห็นหลี่เยว่หานนั่งพิงเตียงอ่านหนังสืออยู่ เขาก็เดินย่องให้ฝีเท้าเบาลงโดยไม่รู้ตัว
“ท่านกลับมาแล้วหรือ” หลี่เยว่หานเห็นเขากลับมาก็วางหนังสือลงและมองเขาอย่างว่าง่าย ไร้ซึ่งท่าทางยโสระคนขี้เล่นเหมือนตอนที่ผิวปากใส่เขาที่หน้าห้องเมื่อตอนกลางวัน
เห็นนางเป็นเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็อดขำไม่ได้ “นี่เจ้ากลัวข้าจะมาคิดบัญชีด้วยหรืออย่างไร?” เขาเอ่ยพลางวางจานขนมลงบนโต๊ะเล็ก
“หามิได้ พวกเราไม่มีบัญชีอะไรต้องคิดกันเสียหน่อย” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางกอดแขนของเขาอย่างออดอ้อน “ข้าแค่คิดถึงท่านเท่านั้น”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเมิ่งฉีฮ่วนสั่นไหว เขาถามกลับด้วยสีหน้าจริงจังทันทีว่า “เจ้าพูดแล้วคำไหนคำนั้นใช่หรือไม่?”
“เอ๋?” หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่ง “แน่นอน ข้าพูดคำไหนคำนั้น”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าก่อนจะเข้าไปในค่ายกล เจ้าพูดอะไรกับข้าไว้?” เมิ่งฉีฮ่วนกระแอมไอเบา ๆ พลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่กล้าสบตานาง
หลี่เยว่หานลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าตนเองพูดอะไรไว้ แต่นางพยายามนึกทบทวนดูครู่หนึ่ง… ทันใดนั้นใบหน้าของนางก็แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก!
‘หากพวกเราออกไปจากที่นี่ได้ ข้าจะกอดและจูบท่าน จนกว่าท่านจะผลักข้าออกไปเอง!’
ตายละ… นางคงเสียสติไปแล้วแน่ ๆ เหตุใดตอนนั้นถึงกล้าพูดวาจาเช่นนั้นออกมา?!
“เฮ้อ ข้าว่าแล้ว คำพูดของสตรีเชื่อถือไม่ได้จริง ๆ” เมื่อเห็นนางนิ่งอึ้งไป เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง พลางส่ายหน้าและหยิบขนมที่ตั้งใจเอามาฝากนางขึ้นมากินเสียเอง
หลี่เยว่หานมองท่าทางเสแสร้งของเมิ่งฉีฮ่วน แล้วเหลือบไปเห็นใบหูของเขาที่แดงก่ำ นางจึงนึกสนุกอยากจะแกล้งเขากลับ
ในขณะที่เมิ่งฉีฮ่วนกำลังถอนหายใจพลางเคี้ยวขนม หลี่เยว่หานที่สวมเพียงชุดตัวในสีขาวก็กระโจนเข้าหาจากด้านหลังและกอดเขาไว้แน่น นางจงใจเป่าลมหายใจอุ่น ๆ รดใบหูที่ร้อนผ่าวของเขา
“โบราณว่าไว้ เลี้ยงดูสตรีและคนพาลนั้นยากยิ่งนัก เช่นนั้นแล้วท่านจะให้สตรีเป็นฝ่ายเริ่มก่อนได้อย่างไร?” เสียงของหลี่เยว่หานนุ่มนวลราวกับขนนกที่กรีดกรายลงบนใจของเมิ่งฉีฮ่วน และสั่นสะเทือนไปถึงส่วนลึกในกายเขา
ทันทีที่สิ้นเสียง เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกว่าร่างกายของตนแข็งเกร็งไปหมด
‘เขาและหลี่เยว่หานแต่งงานกันมานานเพียงนี้ เหตุใดเขายังคุมอารมณ์ไม่อยู่เช่นนี้…’
ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว เขาเพียงแต่อยากจะกดตัวแม่ยอดขมิ้นที่กอดคอเขาและพ่นวาจาเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหูให้จมลงกับเตียง
และเขาก็ทำเช่นนั้นจริง ๆ
เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น นางก็รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
‘ข้าคือใคร ข้าอยู่ที่ไหน แล้วข้ากำลังจะทำอะไร?’
เมื่อความรู้สึกปวดเมื่อยแล่นไปทั่วร่าง หลี่เยว่หานจึงค่อย ๆ นึกถึงเรื่องเมื่อคืนได้ นางอายจนหน้าแดงซ่าน
โชคดีที่ในห้องพักบนเรือมีนางอยู่เพียงลำพัง มิฉะนั้นด้วยใบหน้าแดงก่ำเช่นนี้คงต้องถูกหัวเราะเยาะเป็นแน่
นางลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่าง รับลมทะเลเย็น ๆ เพื่อระบายความร้อนบนใบหน้า จากนั้นจึงเปลี่ยนมาสวมชุดบุรุษที่ทะมัดทะแมง ซึ่งนางสั่งทำไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่เมืองเทียนซิงอู่เหอ ยามนี้สวมใส่ได้พอดีเป๊ะ
หลังจากจัดการล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย หลี่เยว่หานก็แวะไปหยิบแผ่นแป้งจากครัวมาหนึ่งชิ้น นางเคี้ยวแป้งพลางเดินไปหาเมิ่งฉีฮ่วน
ในตอนนั้นเมิ่งฉีฮ่วนกำลังต้อนรับแขกอยู่พอดี นางจึงยืนคุยกับเฮ่อเจิ้งเทียนและคนดูแลเรืออยู่ด้านนอก
“ข้างในนั้นคือใครหรือ?” หลี่เยว่หานถามพลางกัดแผ่นแป้ง
“คนจากเกาะถงเซิงขอรับ” เฮ่อเจิ้งเทียนเม้มปาก “พวกนั้นคงคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะทำลายค่ายกลสมุทรได้ เมื่อสองวันก่อนตอนที่ท่านอ๋องและพระชายายังพักผ่อนอยู่ พวกนั้นมาตะโกนท้าทายอย่างลำพองใจนัก แต่พอรู้ว่าค่ายกลหายไปแล้ว สองวันนี้ก็สงบเสงี่ยมลงมาก นี่ไงขอรับ เช้านี้รีบส่งคนมาบอกว่าต้องการจะเจรจาสงบศึก”
“เจรจาสงบศึก?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว “จะมาเจรจาแต่กลับส่งสตรีมาเนี่ยนะ?” กลิ่นแป้งและเครื่องหอมในอากาศช่างรุนแรงจนไม่ต้องเดา หากไม่ใช่เพราะช่วงหลังนางคลุกคลีอยู่แต่ในดงบุรุษกับเมิ่งฉีฮ่วนจนไม่ได้แตะต้องเครื่องประทินผิวเลย นางก็คงไม่จมูกไวขนาดนี้
ยามนี้ในท่ามกลางหมู่ชายฉกรรจ์ กลับมีกลิ่นหอมของสตรีโชยมา ช่างชัดเจนจนปิดไม่มิด
เฮ่อเจิ้งเทียนไม่คิดว่าหลี่เยว่หานจะจมูกไวปานสุนัขเช่นนี้ เขามีสีหน้าลนลานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะฝืนสงบนิ่งแล้วตอบว่า “ผู้ที่มาคือผู้อาวุโสของเกาะถงเซิงขอรับ โดยพาลูกศิษย์สาวมาด้วยสองคน…” ประโยคหลังจากนั้นไม่ต้องเอ่ย หลี่เยว่หานก็ล่วงรู้เจตนาได้ทันที
“อ้อ… เกาะถงเซิงคิดจะเล่นบท ‘ส่งสตรีแลกสันติราษฎร์ ไฉนเลยต้องพึ่งแม่ทัพ’ สินะ!” หลี่เยว่หานจงใจขึ้นเสียงสูง เพื่อให้คนในห้องได้ยินอย่างทั่วถึง
เฮ่อเจิ้งเทียนลูบศีรษะพลางนึกในใจว่า บทกวีที่พระชายาเอ่ยมานั้นช่างประจวบเหมาะและจิกกัดได้เจ็บแสบยิ่งนัก
มาเจรจาสงบศึกแต่กลับพาลูกศิษย์สาวสวยสะพรั่งมาด้วย แถมยังระบุเจาะจงให้เมิ่งฉีฮ่วนไล่คนสนิทออกไปให้หมด เจตนาชัดแจ้งขนาดนี้ มิน่าเล่าพระชายาถึงได้ไม่พอใจ
“ผู้อาวุโสได้ยินแล้วหรือไม่?” ในห้องข้าง ๆ เมิ่งฉีฮ่วนกำลังคุมเชิงอยู่กับผู้อาวุโสห้าแห่งเกาะถงเซิงมาพักใหญ่แล้ว เมื่อได้ยินเสียงเย้ยหยันของหลี่เยว่หานดังมาจากด้านนอก เขาก็ยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางเอ่ยว่า
“เปิ่นหวังเห็นแก่ความสัมพันธ์ในฐานะที่ท่านเป็นอาจารย์ จึงได้ให้เกียรติท่านอย่างถึงที่สุด แต่ในเมื่อเปิ่นหวังให้หน้าแล้วท่านไม่รับ เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้มารยาท”
เมิ่งฉีฮ่วนมองผู้อาวุโสห้าด้วยสีหน้าที่กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม ยามนี้เบื้องหน้าของเขามีสาวงามสองนางในชุดบางเบาหมอบก้มหน้า ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว