ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 521 แม่ทัพใหญ่ถังตงฟาน
บทที่ 521 แม่ทัพใหญ่ถังตงฟาน
“พวกนั้นจะเอาศิษย์สตรีสองนางนั้นไปเพาะกู่จริง ๆ หรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามเสียงเบาหลังจากที่นางนำตัวคนไปส่งยังห้องคุมขังพวกหนานเจียงสิบสองถ้ำเสร็จสิ้นแล้ว นางเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังยืนเหม่อมองไปยังทิศทางของเกาะถงเซิงอยู่บนดาดฟ้าเรือ
“ไม่หรอก” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้า “ก็แค่คำขู่เอาไว้หลอกผู้อาวุโสห้าเท่านั้น”
ยามที่เมิ่งฉีฮ่วนพบกับผู้อาวุโสห้า หลี่เยว่หานแอบอยู่ห้องข้าง ๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าที่ฉับไวของนาง การจะแอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่จึงมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด
“แต่การโยนเด็กสาวสองคนเข้าไปท่ามกลางกลุ่มบุรุษเช่นนั้น ดูจะไม่ค่อยดีนัก” หลี่เยว่หานทอดถอนใจ
“ความจริงแล้วท่านมิได้คิดจะกวาดล้างเกาะถงเซิงให้สิ้นซาก เพียงแต่ต้องการให้พวกนั้นเลิกจับตัวเด็กมาทารุณใช่หรือไม่”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ก้มลงมองหลี่เยว่หาน แววตาและน้ำเสียงอ่อนโยนลงทันที “ใช่แล้ว”
ความเจ็บปวดจากการไร้ที่พักพิงและพลัดพรากนั้น ให้เขารับรู้เพียงคนเดียวก็เกินพอแล้ว ทว่าบนเกาะแห่งนี้ยังมีเด็กอีกนับร้อยนับพันที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ต้องคอยระแวดระวังว่าจะถูกฆ่าหรือต้องฆ่าคนอื่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพียงแค่คิด เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกสะเทือนใจจนมิอาจนิ่งดูดาย
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราย่อมมีวิธีที่นุ่มนวลกว่านี้ในการยึดครองเกาะถงเซิง” หลี่เยว่หานกุมมือเมิ่งฉีฮ่วนไว้
“ในเมื่อเกาะถงเซิงปรารถนาเคล็ดวิชาการฝึกพลังจิตสัมผัส ข้าก็บอกพวกเขาก็ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าเกาะถงเซิงต้องเปลี่ยนไปในแบบที่ท่านต้องการ ท่านคิดว่าอย่างไร?”
“ไม่ได้!” เมิ่งฉีฮ่วนปฏิเสธทันควัน “ที่ถังซีฟานถูกคนของเกาะถงเซิงจับตัวไป ก็เพราะเขาปากโป้งเที่ยวโอ้อวดว่าตนเองเป็นบรรพบุรุษผู้บำเพ็ญเซียน เกาะถงเซิงถึงได้จ้องเล่นงานเขา ขนาดถังซีฟานยังไม่มีพลังจิตสัมผัสจริงๆ ยังถูกจับไปทรมานถึงเพียงนั้น หากพวกนั้นรู้ว่าเจ้ามีพลังนี้อยู่จริง ๆ พวกเขาจะยิ่งใช้หนทางที่น่ากลัวกว่านี้จัดการกับเจ้า”
“ข้ามิเกรงกลัวหรอกเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานยิ้มละไม “อีกอย่าง ถังซีฟานมิใช่คนกระดูกเหล็ก เขาถูกจับไปนานปานนี้ ย่อมมิอาจรับประกันได้ว่าจะไม่ปริปากเรื่องของข้าออกมา”
มิใช่ว่านางไม่ไว้ใจเขา เพียงแต่ถังซีฟานเคยมีประวัติมาก่อน แม้นางจะไม่อยากให้เขาตาย แต่ก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะยอมตายดีกว่ายอมคายความลับหรือไม่
เมิ่งฉีฮ่วนมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เนิ่นนานผ่านไป เขาจึงทอดถอนใจออกมา “ข้าไม่อยากให้เจ้าถูกพวกนั้นจับตัวไปเลย”
“ข้าไม่ยอมให้ถูกจับง่าย ๆ หรอกเจ้าค่ะ หากจะมาจับข้า ก็ต้องถาม ‘แดนราชันไร้เทียมทาน’ ดูก่อนว่ายอมหรือไม่” พูดจบ หลี่เยว่หานก็พลิกฝ่ามือขึ้น ปรากฏน้ำอมฤต ‘หว่านอู้เซิง’ เรืองรองอยู่ในทัพพีเงิน
“ข้าเพียงแค่บอกพวกนั้นว่า การฝึกจิตสัมผัสต้องใช้หว่านอู้เซิงควบคู่ไปด้วย เท่านี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกนั้นจะไม่ยอมตกลง”
“แต่หว่านอู้เซิงนั่น…” เมิ่งฉีฮ่วนกำลังจะแย้ง แต่กลับถูกหลี่เยว่หานใช้นิ้วคีบจมูกไว้อย่างรวดเร็ว แล้วกรอกน้ำในทัพพีเข้าปากเขาไปจนหมด
เมื่อของเหลวใสกระจ่างไหลลงลำคอ คิ้วที่ขมวดมุ่นของเมิ่งฉีฮ่วนก็ค่อย ๆ คลายออก ก่อนหน้านี้เขาและนางต้องตรากตรำในค่ายกลสมุทรโดยมิได้พักผ่อนอยู่นาน แท้จริงแล้วเขายังฟื้นฟูร่างกายได้ไม่เต็มร้อย
เพียงแต่เขาไม่อยากให้นางต้องกังวล จึงแสร้งทำเป็นปกติและเก็บงำความเจ็บป่วยไว้ หลี่เยว่หานมองออกและรู้สึกปวดใจยิ่งนัก นางอยากมอบหว่านอู้เซิงให้เขา แต่ก็กลัวว่าเขาจะอึดอัดใจ จึงหาโอกาสมาตลอด
และยามนี้นางก็ได้จังหวะลงมือเสียที
เมื่อดื่มหว่านอู้เซิงเข้าไปทัพพีหนึ่ง เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งกาย ประหนึ่งอวัยวะภายในได้รับการชำระล้างจนสะอาดใส
“หากพรุ่งนี้คนจากเกาะถงเซิงมาอีก ท่านต้องพาข้าไปด้วยนะเจ้าคะ” หลี่เยว่หานพูดพลางจูงมือเมิ่งฉีฮ่วนลงจากดาดฟ้าเข้าไปในห้องพักใต้ท้องเรือ
บรรดาเหล่าทหารที่เดินผ่านไปมาเห็นภาพนี้เข้า ต่างก็แอบยิ้มกริ่มด้วยความเอ็นดู
สำหรับพวกเขาแล้ว หวังเย่คือเทพแห่งสงคราม ส่วนหวังเฟยก็มีความสามารถล้ำลึกดั่งเทพเซียน ทหารที่เคยอคติต่อหลี่เยว่หานต่างพากันเคารพนางจากใจจริง เมื่อเห็นหวังเย่และหวังเฟยรักใคร่กลมเกลียวกันเช่นนี้ พวกเขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย
หลายวันที่ผ่านมา หลี่เยว่หานมักจะนำหว่านอู้เซิงแอบผสมลงในน้ำในห้องครัว ทหารที่ได้กินอาหารซึ่งปรุงด้วยน้ำนั้น ความเหนื่อยล้าจากการเดินเรือก็มลายหายสิ้นไป ร่างกายกลับมามีเรี่ยวแรงกระปรี้กระเปร่าไปถึงขุมขน
แม้พวกเขาจะไม่รู้เรื่องหว่านอู้เซิง แต่ต่างก็เชื่อกันว่าหลี่เยว่หานผู้มีอิทธิฤทธิ์เป็นคนร่ายอาคมช่วย เมื่อข่าวนี้ลอยเข้าหูเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หาน ทั้งคู่ต่างก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
เดิมทีกำหนดไว้ว่าจะขึ้นเกาะภายในสามวัน แต่นี่ผ่านไปเพียงวันเดียว ผู้อาวุโสห้าก็เป็นฝ่ายมาขอเจรจาก่อนแล้ว ดังนั้นในวันที่สอง หลังจากปรับขบวนเรือเสร็จ พวกเขาก็ยังคงปักหลักนิ่งอยู่กับที่
ก่อนถึงยามอู่ ผู้อาวุโสห้าก็พาคนมาอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้มิได้พาเหล่าศิษย์สตรีมาเพื่อขอสมานฉันท์ แต่กลับพาผู้อาวุโสใหญ่และเจ้าเกาะถงเซิงมาเพื่อขอคำชี้แนะถึงที่
“นี่คืออะไรกัน?” ผู้อาวุโสห้าเห็นเมิ่งฉีฮ่วนโบกมือให้ทหารล่าถอยออกไป แต่หลี่เยว่หานยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง จึงขมวดคิ้วมุ่น “เสี่ยวเมิ่ง เจ้าออกรบทำศึก ยังพาผู้หญิงมาด้วยหรือ?”
“เมื่อวานผู้อาวุโสห้ายังส่งศิษย์สตรีมาให้เปิ่นหวังตั้งสองนาง แล้วเหตุใดเปิ่นหวังจะพาหวังเฟยออกศึกด้วยมิได้เล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนปรายตามองพลางตอกกลับอย่างไม่ลดละ
‘ว่าอย่างไร จะเลือกปฏิบัติอย่างนั้นหรือ?’
“เจ้ามันเหลวไหลสิ้นดี!” ผู้อาวุโสห้ากระทืบไม้เท้าด้วยความโมโหและกระแทกตัวลงนั่งอย่างขุ่นเคือง
ฝ่ายเจ้าเกาะสวมหมวกคลุมศีรษะมิดชิดจนมองไม่เห็นหน้าค่าตา ส่วนผู้อาวุโสใหญ่กลับมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เขาประสานมือคารวะเมิ่งฉีฮ่วนอย่างอารมณ์ดีก่อนจะนั่งลงโดยมิได้กล่าวสิ่งใด
“ท่านเจ้าเกาะ ในเมื่อขึ้นมาบนเรือแล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงเล่าเจ้าคะ” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ซึ่งทำให้ผู้อาวุโสห้าค้อนขวับเข้าให้อีกวงใหญ่
นางมิได้สะทกสะท้าน เมิ่งฉีฮ่วนเองเมื่อเห็นนางทำราวกับมิเห็นสายตาของผู้อาวุโสห้า เขาก็มิได้ว่าอะไร
เจ้าเกาะมิได้วางท่ามากนัก หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าทุกคนไม่มีใครพูดอะไร เขาก็ยอมถอดหมวกคลุมออกอย่างว่าง่าย
ครั้นได้เห็นใบหน้าของเจ้าเกาะ หลี่เยว่หานก็ถึงกับชะงักด้วยความตกตะลึง “ท่านคือ…”
“นี่คือท่านเจ้าเกาะแห่งเกาะถงเซิงของพวกเรา!” ผู้อาวุโสห้าตวาดก้อง “เด็กเมื่อวานซืนช่างไม่รู้อะไรเลย!”
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นหลี่เยว่หานดูตื่นตระหนกจึงเอื้อมมือไปกุมมือนางไว้
“ท่านคือแม่ทัพใหญ่ถังตงฟาน!” ทันทีที่หลี่เยว่หานเอ่ยจบ ทุกคนในที่นั้นต่างตกอยู่ในความเงียบงันประดุจถูกสาป
แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนเองก็ยังตกใจกับคำพูดของนาง หลี่เยว่หานเคยเห็นภาพของ ถังตงฟาน ในความทรงจำของถังซีฟาน แม้ใบหน้าจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่นางไม่มีวันจำผิดแน่นอน!
ทว่าถังตงฟานคือบุคคลเมื่อห้าร้อยปีก่อน เหตุใดเขายังมีชีวิตอยู่ได้?
เดี๋ยวก่อน… ถังตงฟาน ถังซีฟาน หรือว่าที่ถังซีฟานถูกจับมา มิใช่เพราะเขาปากสว่าง แต่เป็นเพราะถังตงฟานผู้นี้?
ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสห้าแม้จะเป็นผู้อาวุโสบนเกาะ ยามนี้ก็อายุกว่าห้าหกสิบปีแล้ว แต่พวกเขากลับมิเคยล่วงรู้เบื้องหลังของเจ้าเกาะเลย ปกติก็เรียกขานเพียง ‘ท่านเจ้าเกาะ’ เท่านั้น มิคาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะบังอาจขานนามจริงของเขาออกมา
ผู้อาวุโสห้าไม่รู้จักชื่อของเจ้าเกาะ จึงส่งเสียงเหยียดหยามคิดว่านางคงทักคนผิด แต่ผู้อาวุโสใหญ่นั้น… เขารู้!
“แม่นางรู้จักข้าด้วยหรือ?” ถังตงฟานค่อย ๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงของเขาแหบพร่าฟังดูบาดหูราวกับเล็บที่ขูดลงบนกระจกทองเหลือง
“เจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพยักหน้า “ข้ารู้ว่ายามนั้นท่านแม่ทัพถังแก้แค้นเพื่อพี่น้อง และรู้ว่าท่านแม่ทัพถังมีความสามารถสะเทือนฟ้าดิน แต่ข้านึกไม่ถึงเลยว่าท่านแม่ทัพถังจะมีอายุยืนยาวมาถึงห้าร้อยกว่าปีเช่นนี้”
คำพูดนี้เปรียบดั่งก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางน้ำนิ่ง จนเกิดระลอกคลื่นสั่นสะเทือนไปทั่ว
ทุกคนต่างตื่นตะลึงอยู่ในใจทว่ามิกล้าปริปาก แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนเองยามอยู่ต่อหน้าท่านเจ้าเกาะก็ยังสำรวมถ้อยคำ มีเพียงหลี่เยว่หานที่ยังคงนิ่งสงบมิได้รับผลกระทบใด ๆ ซึ่งนั่นทำให้ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสห้าต้องเริ่มมองนางใหม่ด้วยความทึ่ง
“ดูท่า… หวังเฟยจะล่วงรู้เรื่องราวมาไม่น้อยทีเดียว” ถังตงฟานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยออกมา “ช่างน่าเสียดายที่น้องชายของข้าจำพี่ชายคนนี้ไม่ได้เสียแล้ว การมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความหมายมาเนิ่นนานปีและได้รับผลลัพธ์เช่นนี้ ช่างทำให้ข้าปวดใจยิ่งนัก”