ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 538 ตระกูลเวิน
บทที่ 538 ตระกูลเวิน
“เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานยิ้มบาง ๆ “จะว่าไปนางก็เป็นคนน่าสงสาร ตอนอยู่กับท่านพ่อของข้าก็ลำบากมาไม่น้อย พอไม่อยากใช้ชีวิตยากจนข้นแค้นอีกจึงดิ้นรนหาทางแต่งงานเข้าบ้านที่มีฐานะ ถือเสียว่านางทำตัวเองก็แล้วกัน”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น มู่หวังเฟยก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงไม่คิดจะรับท่านพ่อกับแม่เลี้ยงมาอยู่ที่เมืองหลวงเล่า? ถึงจะไม่ได้พักเรือนเดียวกัน แต่อย่างน้อยเจ้าจะได้คอยดูแลท่านพ่อได้บ้าง และแม่เลี้ยงของเจ้าก็น่าจะมีความสุขขึ้นไม่น้อย”
สิ้นคำถาม ฮองเฮาก็ทรงใช้ศอกสะกิดมู่หวังเฟยเบา ๆ เป็นเชิงปรามให้หยุดพูดเรื่องนี้เสีย
มู่หวังเฟยเองก็รู้ตัวว่าพลั้งปากไป จึงมีสีหน้าสำนึกผิด “ขอโทษทีนะเยว่หาน ข้าปากพล่อยไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเก็บงำความรู้สึกพลางมองสบตามู่หวังเฟย “แม้ข้าจะเพิ่งกลับถึงเมืองหลวงเมื่อวาน แต่ในเมื่อข่าวคราวส่งมาถึงที่นี่รวดเร็วเพียงนี้ ข้าเชื่อว่าท่านหวังเฟยและฮองเฮาย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องราวอะไรมาบ้าง พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ท่านถึงได้กล้าพูดกับข้าเช่นนี้ ข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานใจกว้างเช่นนั้น มู่หวังเฟยก็เบาใจลง “เจ้าพูดถูกแล้ว ช่วงที่เจ้าไม่อยู่เมืองหลวงเจ้าคงยังไม่รู้ เมื่อราวสองเดือนก่อน ในเมืองหลวงมีข่าวลือหนาหูว่าเจ้าไม่กตัญญู ไม่เหลียวแลปรนนิบัติพ่อแม่ ตอนนั้นข้ากับฮองเฮาก็ร้อนใจไม่น้อย ถึงขั้นสั่งห้ามมิให้ใครพูดถึงเรื่องนี้อีก แต่ในเมื่อยามนี้เจ้ากลับมาแล้ว อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องได้ยินคำครหาพวกนี้เข้าสักวัน ข้าจึงชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน”
“ข่าวลือถึงเมืองหลวงตั้งแต่สองเดือนก่อนเลยหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานรู้สึกประหลาดใจ “แล้วพวกเขาพูดกันว่าอย่างไรบ้าง?”
ฮองเฮาเห็นว่ามู่หวังเฟยเปิดประเด็นไปแล้วจึงไม่คิดจะห้ามอีก ทรงเอ่ยเสริมขึ้นว่า “จะพูดอย่างไรได้เล่า ตอนที่ฉีอ๋องแสดงแสนยานุภาพที่เหลียวปี้เลี่ยตงจนขยายอาณาเขตแว่นแคว้นตงฮั่นให้กว้างไกล ข่าวดีนี้ส่งมาถึงเมืองหลวง เหล่าขุนนางในราชสำนักย่อมชื่นชมเยินยอ แต่ก็ยังมีพวกไม่รักดีบางคนที่อิจฉาริษยาและจ้องจะหาเรื่องทำลายชื่อเสียง พวกนั้นจึงไปสืบเรื่องราวของพวกเจ้าก่อนจะมาเมืองหลวงเมื่อปีที่แล้ว เรื่องของท่านพ่อและแม่เลี้ยงของเจ้าจึงถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเล่าขานกันสนุกปาก”
“ใช่แล้ว พวกลูกเต่าที่หาเรื่องไม่เว้นแต่ละวันนั่นแหละ อาศัยจังหวะที่พวกเจ้าสามีภรรยาไม่อยู่เมืองหลวง ลอบปล่อยข่าวลือเสียหายลับหลังอยู่บ่อยครั้ง” มู่หวังเฟยถอนหายใจ “ประเดี๋ยวเจ้าก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมทางบ้านท่านตาของเจ้าด้วยเล่า ท่านผู้เฒ่าเหวินกั๋วกงโกรธจัดอยู่พักใหญ่ เรื่องพรรค์นี้ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ผู้ใหญ่ต้องพลอยขยะแขยงใจไปด้วย”
หลี่เยว่หานรับคำและกล่าวขอบคุณด้วยความเข้าใจ
พี่สะใภ้ทั้งสามคนนั่งคุยกันต่ออีกครู่หนึ่งพร้อมรับประทานของว่าง จนกระทั่งมีคนจากหน้าวังมาแจ้งว่าฉีอ๋องกำลังรอฉีหวังเฟยอยู่ หลี่เยว่หานจึงพาลูกทั้งสองคนกล่าวทูลลา
ระหว่างที่นั่งรถม้ากลับจวน เมิ่งฉีฮ่วนได้เล่าเรื่องที่เขาสนทนากับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นให้หลี่เยว่หานฟังอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ
เมื่อได้ยินว่าเมิ่งฉีฮ่วนทูลขอตำแหน่งกั๋วกงให้ท่านพ่อ หลี่เยว่หานก็ตกตะลึง “ฝ่าบาททรงยอมตกลงง่าย ๆ เช่นนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าทำลงไปเป็นเรื่องเล็กน้อยรึ?” เมิ่งฉีฮ่วนกุมมือหลี่เยว่หานมาวางบนเข่าพลางยิ้มละไม “วิชาตากเกลือและสกัดน้ำมันหากเผยแพร่ออกไป ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราษฎรยิ่งนัก การขอเพียงตำแหน่งกิตติมศักดิ์ให้ท่านพ่อตาไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องตระหนี่ถี่เหนียว อีกทั้งในช่วงครึ่งปีมานี้ ตระกูลหลิ่วก็ช่วยดูแลกิจการในนามของเจ้าได้เป็นอย่างดี ตระกูลเขาทำการค้ามาหลายชั่วอายุคน การมอบตำแหน่งพ่อค้าหลวงให้ก็เท่ากับเป็นการหาทางเพิ่มรายได้เข้าท้องพระคลังนั่นเอง”
“นั่นมันพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่งเลยนะเจ้าคะ!” หลี่เยว่หานยิ้มพลางตีมือเมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ “มันไม่ใช่แค่ชื่อเรียกตำแหน่งเท่านั้น ต่อไปกิจการน้ำมันและเกลือที่เกี่ยวข้องกับปากท้องชาวบ้านย่อมเป็นกำไรมหาศาล การมอบให้ตระกูลหลิ่วจัดการง่าย ๆ เช่นนี้ ข้ายังแอบกังวลแทนพวกเขาอยู่ไม่น้อย อีกทั้งตระกูลเวินเองก็เป็นพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่งเหมือนกัน รากฐานเขามั่นคงหนักแน่น ย่อมยากจะเลี่ยงการปะทะแย่งชิงผลประโยชน์”
“เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ ตระกูลเวินเน้นทำธุรกิจอาวุธและเส้นทางการค้ากับต่างแดน ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับน้ำมันหรือเกลือเลย เรื่องที่เกี่ยวกับปากท้องราษฎรเหล่านี้แต่เดิมอยู่ในความดูแลของกรมพระคลังมาตลอด แต่หลายปีมานี้ผลงานของกรมพระคลังไม่สู้ดีนัก เมื่อปีที่แล้วฝ่าบาทเคยเปรยว่าอยากให้ตระกูลเวินเข้ามาช่วยจัดการ แต่ทางนั้นเขากลับปฏิเสธ โดยบอกว่าลำพังธุรกิจอาวุธก็ล้นมือแล้ว อีกทั้งตระกูลเขายังทำกิจการอื่นอีกมากมาย แม้จะเคยแตะต้องธุรกิจธัญพืชอยู่บ้างแต่ด้วยฐานะพิเศษจึงไม่กล้าขยายกิจการให้ใหญ่โตนัก ยามนี้หากมีใครเข้ามาช่วยรับช่วงต่อ สำหรับตระกูลเวินแล้วถือเป็นการช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้พวกเขาเสียมากกว่า”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานจึงค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่ เวินเทียนเหล่ย คอยช่วยเหลือตนมาอย่างมาก หลี่เยว่หานก็ยังรู้สึกเกรงใจอยู่ดี หลังจากกลับถึงจวนอ๋อง นางจึงส่งคนไปเชิญเวินเทียนเหล่ยมาพบเพื่อรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน
“พวกเจ้าช่างมีความสุขเสียจริง ไปเสียตั้งนาน ทิ้งกองขยะที่เมืองหลวงให้ข้าเป็นคนเก็บกวาด ยามนี้กลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว มิเช่นนั้นข้าจะเลิกทำเสียให้หมดเลย!” เวินเทียนเหล่ยส่งเสียงโวยวายมาตั้งแต่หน้าประตู
เนื่องจากหลี่เจี้ยนโบเดินทางไปพบปะกับตระกูลหลิ่ว มื้อค่ำนี้จึงมีเพียงเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานที่คอยต้อนรับเวินเทียนเหล่ย
“ที่สามารถกักตัวเจ้าไว้ที่เมืองหลวงได้ ท่านพ่อของเจ้าต้องขอบใจพวกเราสามีภรรยาแน่ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มพลางชูจอกเหล้า “ครึ่งปีมานี้ ลำบากเจ้าแล้ว”
เวินเทียนเหล่ยยิ้มรับก่อนจะชูจอกเหล้าไปทางหลี่เยว่หาน “เจ้าสามารถฟื้นกลับมาได้อย่างปลอดภัย นั่นแหละคือเรื่องที่สำคัญที่สุด”
ถูกเขาเอ่ยเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
ความปรารถนาดีที่เวินเทียนเหล่ยมีต่อนางนั้น ในคราแรกอาจจะเริ่มมาจากความสัมพันธ์ที่มีต่อเมิ่งฉีฮ่วน แต่เรื่องราวหลังจากนั้นที่เขาคอยช่วยเหลือมาโดยตลอด มันได้ก้าวข้ามคำว่ามิตรธรรมธรรมดาไปไกลแล้ว หลี่เยว่หานได้รับน้ำใจนี้ไว้และรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
“เช่นนั้นข้าก็ขอขอบใจคุณชายใหญ่เวิน ที่ช่วยตรากตรำทำงานหนักเพื่อพวกเราในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานชูจอกเหล้าขึ้นด้วยท่าทีสง่างามพร้อมรอยยิ้ม
จอกเหล้าเล็ก ๆ สามใบชนเข้าหากัน เวินเทียนเหล่ยรู้สึกราวกับหัวใจของตนเองสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ความรู้สึกบางอย่างที่เคยติดค้างจะพลันมลายหายไป รอยยิ้มของเขาดูเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายขึ้นมาก
“พวกเจ้าหมายความว่า ฝ่าบาททรงอนุญาตเป็นพิเศษให้ตระกูลหลี่และตระกูลหลิ่วทำธุรกิจเกลือและน้ำมัน โดยจะให้ตระกูลเวินของข้าเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยอย่างนั้นรึ?” เวินเทียนเหล่ยที่กำลังกินอาหารอยู่นิ่งอึ้งไปทันที “นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะ พวกเจ้าได้ปรึกษาฝ่าบาทแล้วหรือยัง? แล้วได้หารือกับท่านอาหลี่และตระกูลหลิ่วหรือยังเล่า?”
“เจ้าวางใจเถอะ ในเมื่อฝ่าบาททรงกล้าฝากฝังเรื่องใหญ่เช่นนี้ไว้กับเยว่หานและท่านพ่อตาของข้า ย่อมทรงทราบดีว่าลำพังกำลังของเยว่หานเพียงคนเดียวไม่อาจจัดการเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ให้ลุล่วงได้ทั้งหมด ตอนที่ข้าออกจากวังข้าได้เปรยเรื่องตระกูลเวินขึ้นมา ฝ่าบาทไม่ได้ทรงคัดค้าน นั่นพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่พระองค์คิดนั้นตรงกับพวกเรา” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยปลอบใจให้เวินเทียนเหล่ยคลายกังวล
“เช่นนั้นก็ดีนัก!” เวินเทียนเหล่ยตบโต๊ะเสียงดัง “ตาเฒ่าที่บ้านมักจะบอกว่าข้าไม่มีวันทำการใหญ่ได้สำเร็จ ท่านคงนึกไม่ถึงแน่ว่าแม้ข้าจะทำการใหญ่ไม่ได้ แต่เพื่อนของข้าสามารถช่วยให้ข้าทำจนสำเร็จได้! ก่อนที่ข้าจะกลับไปบอกเรื่องนี้กับตาเฒ่า ข้าต้องเตรียมยากล่อมประสาทไว้ให้ท่านเสียหน่อย มิเช่นนั้นหากท่านดีใจจนตื่นเต้นเกินไป อาจจะทำอะไรแผลง ๆ ขึ้นมาอีก”
คำพูดของเวินเทียนเหล่ยเรียกเสียงหัวเราะจากสองสามีภรรยาได้เป็นอย่างดี มื้อค่ำจึงจบลงด้วยบรรยากาศที่แสนรื่นรมย์
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนส่งเวินเทียนเหล่ยที่เริ่มเมามายกลับไปแล้ว เมื่อเขากลับเข้ามา หลี่เยว่หานก็กำลังอยู่ในห้องของลูกทั้งสองคน
เขาสาวเท้าเดินตรงไปยังห้องนอนลูกเบา ๆ โดยไม่ส่งเสียงรบกวนให้หลี่เยว่หานรู้ตัว