ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 537 จารึกชื่อฮั่นหรงฟูเหรินไว้ในตำนาน
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 537 จารึกชื่อฮั่นหรงฟูเหรินไว้ในตำนาน
บทที่ 537 จารึกชื่อฮั่นหรงฟูเหรินไว้ในตำนาน
ภายใต้สายตาที่จ้องกดดันของเมิ่งฉีฮ่วน ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจำต้องจรดพู่กันเขียนราชโองการสองฉบับด้วยความไม่เต็มใจนัก
เนื้อความในราชโองการระบุว่า หลี่ต้าเฉิงซึ่งยามนี้เปลี่ยนชื่อเป็น หลี่เจี้ยนโบ บิดาของหลี่เยว่หาน ได้รับการแต่งตั้งเป็น พ่อค้าหลวงขั้นหนึ่ง พร้อมมอบบรรดาศักดิ์เป็นจิ้นกั๋วกง และจวนจิ้นกั๋วกงให้หนึ่งหลังพร้อมตบรางวัลเป็นแก้วแหวนเงินทองอีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังทรงแต่งตั้งให้ตระกูลหลิ่วเป็นตระกูลพ่อค้าหลวง อยู่ในสังกัดของจิ้นกั๋วกงหลี่เจี้ยนโบในฐานะข้าเก่าเต่าเลี้ยง พร้อมมอบจวนพ่อค้าหลวงและทรัพย์สินให้อีกส่วนหนึ่ง
เมิ่งฉีฮ่วนมองตามแผ่นหลังของขันทีหรูที่ประคองราชโองการเดินจากไปพลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจยิ่ง
“เอาล่ะ เล่ามาได้แล้วว่าวิชาตากเกลือคืออะไร คนของข้าเคยเห็นพวกเจ้าขุดร่องน้ำไว้ตามชายหาด แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกันแน่” ฮ่องเต้เอ่ยถาม
“วิชาตากเกลือได้ผลผลิตไม่รวดเร็วเท่าการเคี่ยวน้ำโดยตรง แต่ให้ปริมาณที่สูงกว่ามากและใช้แรงงานน้อยลง หลังจากเริ่มเก็บเกี่ยวเกลือชุดแรกได้แล้ว วันต่อ ๆ ไปก็จะมีเกลือให้เก็บได้ทุกวันขอรับ”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็หยิบพิมพ์เขียวอีกแผ่นออกมาวางบนโต๊ะทรงอักษรแล้วอธิบายต่อ “วิธีตากเกลือคือการสร้างนาเกลือไว้ริมทะเล อาศัยความลาดชันของหาดทรายขุดเป็นนาขั้นบันได รอให้ช่วงน้ำหลากหรือใช้กังหันน้ำวิดน้ำทะเลเข้ามาในนาเกลือ
เมื่อน้ำทะเลเต็มแล้วก็อาศัยแสงแดดแผดเผาจนความเข้มข้นของน้ำเกลือสูงขึ้น จากนั้นจึงไขน้ำเกลือเข้มข้นเข้าสู่บ่อตกผลึกหิน เจือน้ำสะอาดเล็กน้อยแล้วเคี่ยวด้วยไฟแรงจนระเหยเหือดแห้ง ก็จะได้เกลือสมุทรบริสุทธิ์ในปริมาณมหาศาล”
เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายไปพลาง ใช้นิ้วชี้ลากวนไปมาตามแผนผังบนกระดาษจนฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเริ่มตาลาย
“แต่น้ำทะเลมีสิ่งเจือปนมากมาย เกลือที่ได้จะมีพิษหรือไม่?” ฮ่องเต้ทรงสงสัย
“หินที่ใช้ทำบ่อตกผลึกไม่ใช่หินธรรมดา แต่ต้องใส่ถ่านไม้ไผ่ลงไปเพื่อช่วยตกตะกอนด้วยขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนขยายความ
“ก่อนจะตกเป็นเกลือ ต้องเติมน้ำสะอาดลงไปในบ่อผลึกแล้วต้มด้วยไฟแรง สิ่งเจือปนในน้ำทะเลจะถูกแยกตัวและระเหยออกไป ส่วนที่ระเหยไม่ได้ก็จะถูกถ่านไม้ไผ่ดูดซับไว้ เกลือที่สกัดออกมาด้วยวิธีนี้จะเปราะบาง บดนวดเพียงนิดก็แตกละเอียด รสชาติบริสุทธิ์และไม่มีความขมหลงเหลืออยู่เลย”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ฮ่องเต้มองแผนผังตรงหน้าด้วยสายตาประหนึ่งเจอขุมทรัพย์ล้ำค่า
“ในเมื่อขั้นตอนสุดท้ายต้องใช้ไฟเคี่ยวเหมือนกัน เหตุใดการเคี่ยวน้ำทะเลแบบเดิมถึงได้ผลผลิตน้อยกว่า ทั้งยังสิ้นเปลืองแรงงานและฟืนไฟเล่า?”
“การเคี่ยวน้ำทะเลแบบเดิมคือการผลิตทีละน้อย แต่วิชาตากเกลือคือการผลิตในปริมาณมหาศาล แม้ขั้นสุดท้ายจะใช้ไฟเคี่ยวเหมือนกัน แต่เยว่หานบอกว่า จริง ๆ แล้วหากไม่ใช้ไฟเคี่ยว แต่อาศัยเพียงแสงแดดแผดเผาจนแห้ง แล้วใช้ผ้าฝ้ายกรองอีกชั้นหนึ่ง ก็จะได้ผลึกเกลือเช่นกัน เพียงแต่วิชาตากเกลือต้องใช้เวลานานกว่า หลังจากขุดนาขั้นบันไดและร่องน้ำเสร็จแล้ว ต้องรอประมาณสิบวันจึงจะเห็นผลชุดแรก แต่ข้อดีคือได้ปริมาณมหาศาลและสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเกลือที่ได้จากเหมืองเกลือเสียอีก ทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายด้วย”
“ดี… ดียิ่ง!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่มักเก็บงำความรู้สึก ยามนี้กลับจ้องมองแผนผังพลางสรวลออกมาอย่างอดไม่อยู่ “ข้าจะรีบส่งคนไปหาทำเลริมทะเลที่เหมาะสม และเริ่มใช้วิชาตากเกลือนี้ทันที!”
“เสด็จพี่… เรื่องการหาทำเลที่เหมาะสมนั้น ยังคงต้องให้เยว่หานเป็นผู้ลงมือตรวจสอบเองขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยเตือน
เมื่อได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถึงหลี่เยว่หานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฮ่องเต้ก็เม้มริมฝีปากอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ข้ารู้แล้ว! ข้าจะสั่งให้กรมราชบัณฑิตเขียนบันทึกเกียรติประวัติให้ฮั่นหรงฟูเหริน เพื่อประกาศคุณงามความดีของนางให้ทั่วแผ่นดินได้รับรู้ เช่นนี้พอใจเจ้าหรือยัง!”
“ข้าขอขอบใจเสด็จพี่แทนเยว่หานขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนประสานมือยิ้มร่าก่อนจะถามต่อ “แล้ววิชาสกัดน้ำมัน เสด็จพี่อยากฟังด้วยหรือไม่ขอรับ?”
ฮ่องเต้ที่เกือบจะสำลักความสุขจากเรื่องเกลือ รีบดึงสติกลับมาทันที “ฟัง! แน่นอนว่าต้องฟัง!”
“เสด็จพี่โปรดดู” เมิ่งฉีฮ่วนหยิบแผนผังอีกแผ่นออกมากาง “เยว่หานบอกว่า ดอกไม้ชนิดนี้เรียกว่าดอกโหยวไฉ่ เดิมทีเป็นเพียงผักที่ชาวบ้านปลูกทิ้งขว้างตามที่ร้าง แต่หลังจากดอกสีเหลืองร่วงโรยไป เมล็ดที่ได้สามารถนำมาผ่านกระบวนการสกัดและคั้นออกมาเป็นน้ำมันเมล็ดผักปริมาณมากได้”
“เล่าต่อสิ!” แม้ฮ่องเต้จะมองแบบแปลนออก แต่ขั้นตอนการลงมือนั้นลึกซึ้งนัก ทรงเร่งเร้าด้วยความอยากรู้
ไม่ว่าจะเป็นวิชาตากเกลือหรือการสกัดน้ำมันเมล็ดผัก ต่างก็ใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลผลิตสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราษฎรทั้งสิ้น แม้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะให้ความสำคัญกับการคานอำนาจในราชสำนักเป็นหลัก แต่เขาก็ไม่เคยลืมภาระหน้าที่ในฐานะประมุขของแผ่นดิน เรื่องใดที่เป็นประโยชน์ต่อราษฎร ยิ่งมีมากเท่าใดก็ยิ่งดี!
“หลังจากเก็บเกี่ยวเมล็ดผักมาแล้ว ต้องนำไปตากแดดจนแห้ง หรือใช้ไฟคั่วให้แห้งก็ได้” เมิ่งฉีฮ่วนชี้ไปที่ส่วนแรกของแผนผัง “มาตรฐานของการคั่วคือต้องให้มีกลิ่นหอมแต่ห้ามไหม้เกรียม ขั้นตอนนี้ต้องใช้ช่างคั่วที่มีฝีมือช่ำชองจึงจะทำได้”
“พอคั่วแห้งแล้ว ก็นำไปบดเป็นผง ใส่ลงในลังไม้เพื่อนึ่งให้สุกจนจับตัวเป็นก้อนแป้ง ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ต้องใช้ช่างทำขนมที่เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแล”
“ก้อนแป้งที่นึ่งสุกแล้วจะถูกใส่ลงในแท่นบีบอัด จากนั้นใช้ลิ่มไม้กระแทกซ้ำ ๆ เพื่อคั้นน้ำมันเมล็ดผักออกมา กระบวนการคั้นนี้ต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก และยามนี้ข้าได้มอบหมายให้ตระกูลหลิ่วเป็นผู้รับผิดชอบการผลิตแท่นบีบอัดน้ำมันแล้วขอรับ”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ดึงมือกลับพลางยิ้มละไม
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วยครั้งแล้วครั้งเล่า “ดีมาก… คนของข้าเคยนำน้ำมันเมล็ดผักจากเมืองเทียนซิงอู่เหอกลับมาให้ลอง ข้าให้ห้องเครื่องหลวงนำไปปรุงอาหาร รสชาติช่างหอมสดชื่นยิ่งกว่ามันหมูนัก อีกทั้งต้นทุนเมล็ดผักก็ถูกแสนถูก ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่คงอยู่ที่แรงงานและการบำรุงรักษาแท่นบีบอัด ในเมื่อฮั่นหรงฟูเหรินเป็นบุตรบุญธรรมตระกูลหลิ่ว การมอบหมายให้ตระกูลหลิ่วผลิตแท่นบีบอัดจึงเหมาะสมที่สุด!”
ฮ่องเต้ตรัสชมไม่ขาดปาก ทรงสั่งการให้คนนำแผนผังส่งไปยังกรมกองต่าง ๆ ทันที พร้อมทั้งประกาศว่าในวันพรุ่งนี้จะจัดงานเลี้ยงสโมสรในวัง เพื่อเลี้ยงต้อนรับฉีอ๋องและฉีหวังเฟยที่เดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย
แม้ฮ่องเต้จะรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วหลี่เยว่หานย่อมทำกำไรมหาศาลจากทั้งสองธุรกิจนี้ แต่เขาก็เข้าใจเช่นกันว่า การที่นางยอมมอบผลงานวิจัยที่สำคัญเช่นนี้ให้เมิ่งฉีฮ่วนนำมาถวายราชสำนัก แสดงว่าในใจของนางไม่ได้คิดเพียงเรื่องเงินทองเท่านั้น
‘นี่คือสตรีที่เห็นแก่ประโยชน์สุขของใต้หล้า’ แม้แต่ฮ่องเต้ผู้มักระแวงแคลงใจผู้อื่นอยู่เสมอ ก็ยังอดที่จะรู้สึกชื่นชมหลี่เยว่หานในใจไม่ได้
….
ณ ตำหนักซานเป่า
หลี่เยว่หานมองดูลูกทั้งสองคนที่เติบโตขึ้นกว่าในความทรงจำหลายเท่าด้วยความอิ่มเอมใจ ความกังวลที่แบกไว้ตลอดการเดินทางยามนี้ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น
“ตอนที่เจ้าหมดสติไปโดยไม่มีวี่แววนั้น ฉีอ๋องแทบจะกลายเป็นคนละคน ข้าเคยเจอเขาที่หน้าห้องทรงอักษร ปกติเขาเป็นคนสุขุมเยือกเย็นที่สุด แต่ยามนั้นดวงตาของเขากลับดุดันน่ากลัวยิ่งนัก” ฮองเฮาทรงประทับนั่งคุยกับหลี่เยว่หาน โดยมีมู่หวังเฟยที่รีบรุดเข้าวังมาสมทบร่วมวงสนทนาด้วย
“จริงเพคะ ปกติฉีอ๋องมักจะดูสุภาพอ่อนโยนและมั่นคง แต่ตอนที่หม่อมฉันกับฮองเฮาพบเขาคราวนั้น ราวกับเขากลายเป็นคนละคนไปเลยจริงๆ” มู่หวังเฟยเอ่ยเสริม
“โชคดีที่เจ้าปลอดภัย มิเช่นนั้นข้าก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าเขาจะกลายเป็นอย่างไร…” ฮองเฮาทรงกุมมือหลี่เยว่หานพลางตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลี่เยว่หานยิ้มพลางตบหลังมือฮองเฮาเบา ๆ “ข้ารู้จักฉีอ๋องดีเจ้าค่ะ เขารู้ผิดชอบชั่วดี ต่อให้วันใดข้าเป็นอะไรไปจริง ๆ เขาก็ไม่มีวันเอาความโกรธแค้นไปลงกับผู้บริสุทธิ์แน่นอน”
เมื่อหัวข้อสนทนาเริ่มตึงเครียด มู่หวังเฟยจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “เยว่หาน ข้าได้ยินว่าตอนพวกเจ้าขึ้นฝั่งที่อำเภอฮัวซี ถูกแม่เลี้ยงของเจ้ามาขวางรถม้าไว้รึ? เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกัน? ข้าได้ยินว่าแม่เลี้ยงคนนี้แต่งงานใหม่ไปแล้ว เหตุใดถึงยังมาตอแยเจ้าไม่เลิก? หรือจะให้ข้าส่งคนไปจัดการสั่งสอนนางเสียหน่อยดีไหม?”