ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 542 วันที่สิบเดือนหน้าเป็นฤกษ์ดี
บทที่ 542 วันที่สิบเดือนหน้าเป็นฤกษ์ดี
เมื่อได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถึงเพียงนี้ ผู้อื่นย่อมไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก
หยวนหลิงเอ๋อร์และมารดาคุกเข่าอยู่ที่เดิมด้วยความกระอักกระอ่วนใจยิ่ง ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสั่งให้ลุกขึ้น พวกนางสองแม่ลูกก็ไม่กล้าขยับเขยื้อน ครั้นเห็นฮ่องเต้ทรงพยุงหลี่เจี้ยนโบขึ้นด้วยพระองค์เองแต่กลับเพิกเฉยต่อพวกนาง ก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติด
“ฝ่าบาท ถึงแม้เรื่องทั้งหมดจะเป็นการเข้าใจผิด แต่ความจริงที่ว่าฉีหวังเฟยละเลยบิดาบังเกิดเกล้านั้นก็มิอาจปฏิเสธได้ มิสู้ให้ฮั่นหรงฟูเหรินกล่าวขอขมาจิ้นกั๋วกงต่อหน้าทุกคนดีหรือไม่เพคะ!”
หยวนหลิงเอ๋อร์ร้อนรนจนขาดสติ ถึงขั้นโพล่งคำพูดล่วงเกินที่ไร้หัวคิดเช่นนี้ออกมา
“อู่กั๋วกง ปีนี้คุณหนูใหญ่หยวนก็อายุสิบแปดแล้ว โบราณว่าลูกสาวโตแล้วมักรั้งไว้ไม่อยู่ หากรั้งไว้นานเกินไปจะกลายเป็นศัตรูต่อกัน ข้าเห็นว่าวันที่สิบเดือนหน้าเป็นฤกษ์งามยามดี มิสู้รีบจัดงานแต่งงานให้คุณหนูใหญ่เสียเถิด” ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง
“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันยังไม่มีคู่หมาย จะจัดงานแต่งงานได้อย่างไรเพคะ!” หยวนหลิงเอ๋อร์โวยวายเสียงดัง
“หุบปาก!” อู่กั๋วกงหวาดกลัวจนตัวสั่นเทาไปหมด เมื่อเห็นหยวนหลิงเอ๋อร์ยังไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้ จึงรีบดุด้วยเสียงต่ำ จากนั้นก็โค้งคำนับให้แก่ฮ่องเต้และฮองเฮาแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมรับพระบัญชา!”
“ท่านพ่อ…” หยวนหลิงเอ๋อร์ไม่อยากแต่งงานออกไปอย่างไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้ ชายในดวงใจที่นางปรารถนาคือเมิ่งฉีฮ่วน ต่อให้เป็นชายารองนางก็ยินดี!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็นึกถึงสายตาที่เมิ่งฉีฮ่วนมองนางเมื่อครู่ ในใจพลันรู้สึกหวานล้ำขึ้นมาบ้าง นางพยุงหวังเฟิ่งให้ลุกขึ้นยืนแล้วกระซิบถามว่า “ท่านแม่ พอจบงานเลี้ยงวันนี้ ท่านอ๋องจะมาสู่ขอหม่อมฉันที่จวนใช่หรือไม่เพคะ?”
หวังเฟิ่งได้ยินเช่นนั้น ร่างกายก็แข็งทื่อไปเล็กน้อย นางถอนหายใจยาวโดยไม่ตอบคำถามใด ๆ
เมื่อเทียบกับงานเลี้ยงรับรองในวันนี้ เรื่องของหยวนหลิงเอ๋อร์เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ทั้งฮ่องเต้หลิงอวิ๋น เมิ่งฉีฮ่วน และหลี่เจี้ยนโบ ต่างก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
วันนี้คนตระกูลหลิ่วเข้าวังมาเพื่อขอบคุณพระมหากรุณาธิคุณพร้อมกับหลี่เจี้ยนโบ จึงได้ที่นั่งในตำแหน่งถัดจากหลี่เจี้ยนโบไปไม่ไกลนัก หลิ่วเทียนเสียงนึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งตระกูลหลิ่วจะสามารถมีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์ได้เช่นนี้
ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกไม่ชอบหน้าหลี่เจี้ยนโบอยู่บ้าง แต่พอได้ยินกับหูในห้องทรงพระอักษรตอนที่หลี่เจี้ยนโบหารือราชการกับฮ่องเต้และฉีอ๋อง หลิ่วเทียนเสียงก็เริ่มมีความเลื่อมใสในตัวหลี่เจี้ยนโบจากใจจริง
แม้เขาจะนึกสงสัยว่าเหตุใดคนบ้านนอกคอกนาถึงได้ฉลาดเฉลียวขึ้นมากะทันหันเช่นนี้
แต่พอนึกได้ว่าทั้งวิชาการถลุงเกลือและวิธีสกัดน้ำมันล้วนเป็นสิ่งที่หลี่เยว่หานคิดค้นขึ้นมา เขาก็เริ่มเข้าใจได้ว่าในเมื่อบุตรสาวฉลาดถึงเพียงนี้ คนเป็นบิดาก็คงจะไม่ด้อยไปกว่ากัน
งานเลี้ยงรับรองดำเนินไปอย่างครึกครื้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงยินดีจากใจจริงที่สองสามีภรรยาฉีอ๋องกลับมายังเมืองหลวง
เพราะทั้งสองคนนี้ล้วนมีความสามารถในการพลิกผันสถานการณ์ได้ หากปล่อยให้อยู่นอกสายตา ฮ่องเต้ก็ทรงไม่วางพระทัย
เพียงแค่จากไปไม่ถึงครึ่งปี แคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงก็ล่มสลาย เผ่าเร่ร่อนทางเหนือส่วนใหญ่ยอมสวามิภักดิ์ เมืองเทียนซิงอู่เหอถูกจัดการจนเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้แต่เกาะถงเซิงที่ลึกลับและคาดเดายากก็ยังต้องสูญเสียกำลังไปมหาศาล
หากพวกเขาทั้งคู่ยังไม่กลับมา ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นคงต้องส่งคนไปตามตัวกลับมาให้ได้
หากปล่อยให้ทำตามใจชอบต่อไป วันดีคืนดีเกิดนึกสนุกชูธงก่อกบฏขึ้นมา พระองค์คงไม่ต้องเป็นฮ่องเต้กันพอดี…
โชคดีที่เมิ่งฉีฮ่วนไม่มีใจฝักใฝ่ในอำนาจจริง ๆ ไม่อย่างนั้นตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเขาคงไม่เขียนจดหมายรายงานทุกเรื่องให้ฮ่องเต้ทราบตามกำหนดเวลา และฮ่องเต้เองก็ส่งคนไปสังเกตการณ์อย่างลับ ๆ จนแน่ใจว่าสิ่งที่เขาเขียนในจดหมายกับสิ่งที่ทำนั้นตรงกัน จึงได้ทรงเบาพระทัยลง
ทว่าตั้งแต่มีวิชาถลุงเกลือและสกัดน้ำมันปรากฏขึ้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็เริ่มทรงรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง
ยังดีที่ทั้งสองกลับมาได้ทันเวลา และส่งมอบวิชาเหล่านั้นให้แก่ทางการทั้งหมด ถึงแม้ในท้ายที่สุดจะเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องให้หลี่เยว่หานเข้ามามีส่วนร่วม แต่นางก็เพียงแค่อยากหาเงินเท่านั้น ซึ่งจุดนี้สำหรับฮ่องเต้แล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่
“มาเถิด ให้พวกเรายกจอกขึ้น เพื่อต้อนรับฉีอ๋องและฉีหวังเฟยกลับสู่เมืองหลวง! และขอแสดงความยินดีที่ฉีหวังเฟยหายจากอาการเจ็บป่วย!” เมื่อการแสดงร่ายรำดำเนินไปได้ครึ่งทาง ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ทรงเริ่มนำยกจอกสุราขึ้น
ฮองเฮาที่อยู่ข้างกายก็ทรงแย้มพระสรวลและยกจอกขึ้นตาม “ฉีอ๋อง ฉีหวังเฟย ยินดีต้อนรับกลับบ้าน!”
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน!” ทุกคนต่างขานรับเป็นเสียงเดียวกัน
เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานยกจอกขึ้นเช่นกัน ทุกคนดื่มจนหมดจอก บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริง
“เห็นทุกคนมีความสุขเช่นนี้ มิสู้พวกเราอาศัยจังหวะนี้ส่งเสริมเรื่องมงคลดีหรือไม่?” มู่หวังเฟยเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“พี่หญิงหมายถึงเรื่องมงคลอันใดหรือ?” ฮองเฮาตรัสถามด้วยความสงสัย
“ข้ามีหลานชายคนหนึ่ง ปีนี้อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว เพียงแต่เขาไม่ค่อยตั้งใจเรียนหนังสือ สอบมาหลายปีก็ยังไม่เคยติดอันดับแม้แต่บัณฑิตขั้นภูมิภาค แต่ข้อดีของเขาคือจิตใจเมตตา เป็นคนละเอียดรอบคอบ ข้าเห็นคุณหนูใหญ่จวนอู่กั๋วกงอายุสิบแปดแล้วยังไม่มีคู่หมาย จึงอยากอาศัยวาระอันเป็นมงคลนี้ถามอู่กั๋วกงดูว่า ยินดีจะยกบุตรสาวคนโตให้แต่งเข้าบ้านข้าหรือไม่?” มู่หวังเฟยกล่าวพลางมองไปยังที่นั่งของครอบครัวอู่กั๋วกงด้วยรอยยิ้ม
“บุตรสาวของข้าน้อยกิริยาหยาบกระด้าง ทั้งยังไม่เดียงสา เกรงว่าจะต้องขัดศรัทธาต่อไมตรีจิตของมู่หวังเฟยแล้ว อีกอย่างข้าน้อยและภรรยายังทำใจส่งนางแต่งงานไม่ได้ อยากจะรั้งไว้ข้างกายอีกสักสองปีพ่ะย่ะค่ะ” อู่กั๋วกงรีบยกจอกสุราขึ้นเพื่อกล่าวขออภัยจากที่ไกล ๆ
“อู่กั๋วกงพูดเช่นนี้ไม่ถูกนัก เมื่อครู่ฮองเฮาเพิ่งจะประทานคำสั่งไปว่าวันที่สิบเดือนหน้าเป็นฤกษ์งามยามดี” มู่หวังเฟยยังคงยิ้มแย้ม “หลานชายของข้าถึงแม้จะไม่มีตำแหน่งขุนนางติดตัว แต่ก็เป็นปัญญาชนที่ร่ำเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณหนูใหญ่หยวนต้องลำบากแน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในงานต่างพากันเงียบกริบอย่างมีเลศนัย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานรู้สึกว่าท่าทีของทุกคนดูแปลกไป จึงกระซิบถามเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความสงสัย
“มู่หวังเฟยมีหลานชายคนหนึ่งชื่อว่า ‘สวีซิ่งอี้’ ปีนี้อายุยี่สิบเอ็ด เพราะชื่อของเขามีเสียงอ่านคล้ายกับชื่อเดิมของมู่หวังเฟย จึงได้รับความรักและเอ็นดูจากนางมาก สวีซิ่งอี้คนนี้ตั้งใจเรียนมาตั้งแต่เด็กก็จริง แต่ติดนิสัยกะล่อน แถมอารมณ์ยังร้ายและชอบดื่มสุรา เป็นคุณชายเสเพลที่มีชื่อเสียงไปทั่วเมืองหลวง ตลอดหลายปีมานี้เขาสร้างปัญหาให้มู่หวังเฟยไม่น้อย บรรดาคุณหนูในเมืองหลวงไม่มีใครอยากจะข้องแวะด้วย ทุกคนเลยนิ่งดูเรื่องสนุกกันอยู่อย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายให้หลี่เยว่หานฟังเบา ๆ
หลี่เยว่หานยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม “แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้ข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อคุณชายสวีคนนี้เลยเล่าเจ้าคะ?”
“ปีที่แล้วทั้งปีเขาถูกตระกูลสวีขังไว้ที่คฤหาสน์ในชนบทเพื่อบังคับให้เรียนหนังสือ เจ้าถึงไม่เคยพบหน้าอย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม “ถึงแม้สวีซิ่งอี้จะอารมณ์ร้าย แต่กับสตรีเขาก็ยังพอมีมารยาทอยู่บ้าง มู่หวังเฟยคิดจะจับคู่เขากับหยวนหลิงเอ๋อร์ เห็นทีคราวนี้คงมีเรื่องสนุกให้ดูแน่”
“อู่กั๋วกงพูดเช่นนี้ หมายความว่าซิ่งอี้คนนั้นไม่คู่ควรกับคุณหนูใหญ่หยวนอย่างนั้นหรือ?” มู่หวังเฟยพูดยิ้ม ๆ มองดูอู่กั๋วกงที่เพิ่งดื่มสุราเสร็จ ก่อนจะโบกมือไปมา “เอาเถอะ ๆ บุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกของจวนท่าน ย่อมต้องแต่งเข้าตระกูลที่สูงส่ง ตระกูลเล็ก ๆ อย่างตระกูลสวี หากพวกท่านจะมองข้ามไปก็เป็นเรื่องธรรมดา”
พูดจบ มู่หวังเฟยก็ถอนหายใจออกมาด้วยท่าทางเศร้าสร้อย
ฮองเฮาทรงสนิทสนมกับมู่หวังเฟยมาแต่ไหนแต่ไร ยามนี้จะปล่อยให้มู่หวังเฟยต้องเศร้าใจได้อย่างไร จึงตรัสทันทีว่า “ข้าเห็นว่าคุณชายตระกูลสวีและคุณหนูใหญ่หยวนมีวัยที่เหมาะสมกัน อีกทั้งคุณชายสวีถึงแม้จะไม่มีตำแหน่งขุนนาง แต่ก็เป็นทายาทผู้ดีมีตระกูล แม้ฐานะทางสังคมอาจจะดูเป็นการเอื้อมมือไปหาจวนอู่กั๋วกงอยู่บ้าง แต่หนุ่มสาวคู่นี้นับว่ากิ่งทองใบหยกทีเดียว”