ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 543 หยวนหลิงเอ๋อร์อาศัยฤทธิ์สุราก่อเรื่อง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 543 หยวนหลิงเอ๋อร์อาศัยฤทธิ์สุราก่อเรื่อง
บทที่ 543 หยวนหลิงเอ๋อร์อาศัยฤทธิ์สุราก่อเรื่อง
หยวนหลิงเอ๋อร์กัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจ นางปรารถนาจะโพล่งปฏิเสธการแต่งงานนี้ออกไปใจจะขาด ทว่ากลับมิกล้าพอ
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ้าปากเอ่ยคำใด ทำได้เพียงบีบมือของหวังเฟิ่งไว้แน่น หวังให้มารดารีบออกหน้าช่วยพูดแทนตนสักสองสามประโยค
อู่กั๋วกงเองเมื่อถูกฮองเฮาตรัสกดดันเช่นนั้นก็ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เห็นได้ชัดว่าเชื้อพระวงศ์เหล่านี้ตั้งใจจะคลุมถุงชนให้จบ ๆ ไป หากจวนอู่กั๋วกงยังดื้อแพ่งไม่ยินยอม ก็จะกลายเป็นการกระด้างกระเดื่องและไม่เห็นหัวผู้อื่น
*เรื่องนี้จะทำเช่นไรดี…*
“ฮองเฮาเพคะ ข้าว่าพวกเราอย่าเข้าไปก้าวก่ายเรื่องการแต่งงานของเด็ก ๆ จะดีกว่า ประเดี๋ยววันหน้าในเมืองหลวงจะลือกันให้ทั่วว่าข้าไม่ดูแลคนในครอบครัวเดิม แถมยังเที่ยวไปป่าวประกาศเรื่องของผู้อื่นไปทั่ว เช่นนั้นคงไม่ดีแน่” มู่หวังเฟยแสร้งทอดถอนใจ ทว่าคำพูดนั้นกลับตรงไปตรงมาจนคนฟังหน้าชา
หลี่เยว่หานถึงกับหลุดขำออกมา “มู่หวังเฟยช่างล้อเล่นเก่งเหลือเกินเจ้าค่ะ”
“ก็มีแต่เจ้านี่แหละที่นิสัยดี ทนให้คนอื่นล้อเล่นตามใจชอบได้” มู่หวังเฟยเอ่ยตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องงานแต่งงานของคุณหนูใหญ่หยวนกับสวีซิ่งอี้อีก ทว่าในช่วงที่งานเลี้ยงใกล้จะเลิกรา ฮองเฮากลับตรัสเรียกคนตระกูลหยวนเอาไว้กะทันหัน
“วันที่สิบเดือนหน้า ข้าจะรอรับเทียบเชิญงานมงคลจากคุณหนูใหญ่หยวนนะ~” ตรัสจบ ฮองเฮาก็เสด็จออกจากงานพร้อมกับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทันที
สีหน้าของคนตระกูลหยวนย่ำแย่ถึงขีดสุด ส่วนหยวนหลิงเอ๋อร์ยิ่งบิดผ้าเช็ดหน้าในมือจนยับยู่ยี่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและเคียดแค้นจนอยากจะร้องไห้
ทว่าในเวลานี้ไม่มีใครกล้าแสดงความเห็นอกเห็นใจพวกนางแม้แต่คนเดียว ยิ่งฮองเฮาทรงกำชับว่าวันที่สิบเดือนหน้าให้ตระกูลหยวนส่งบุตรสาวแต่งออกไป ตามหลักแล้วด้วยฐานะของตระกูลหยวน ควรจะมีผู้คนรุมล้อมเข้ามาติดต่อทาบทามเรื่องแต่งงาน
แต่นักรบและขุนนางทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลหยวนนั้นขวัญกล้าเทียมฟ้า กล้าล่วงเกินฉีหวังเฟยต่อหน้าธารกำนัล อู่กั๋วกงก็เพิ่งจะเสียหน้าต่อหน้าผู้คน และสองแม่ลูกตระกูลหยวนยังไปหาเรื่องจิ้นกั๋วกงซึ่งเป็นพ่อค้าหลวงอันดับหนึ่งคนใหม่ ใครที่มีสมองอยู่บ้างย่อมไม่คิดอยากจะข้องแวะกับตระกูลหยวนในช่วงเวลานี้
เหตุการณ์นี้ทำให้ตระกูลหยวนตกอยู่ในสถานะที่น่าอับอายยิ่ง
แม้พวกนางจะได้รับราชเสาวนีย์ให้แต่งบุตรสาวออกไป แต่ฐานะของพวกเขาก็คือจวนกั๋วกง จะให้แต่งบุตรสาวคนโตออกไปให้คนกระจอกงอกง่อยย่อมเป็นไปไม่ได้
ทว่าตอนนี้อย่าว่าแต่เรื่องฐานะที่เหมาะสมเลย แม้แต่คนที่เต็มใจจะแต่งด้วยก็ยังหาแทบไม่ได้ หากวันที่สิบเดือนหน้าหยวนหลิงเอ๋อร์ไม่ได้แต่งออกไป นั่นย่อมหมายถึงการขัดคำสั่งอี้จื่อ ซึ่งมีโทษหนักหนา!
เมื่อคิดได้ดังนั้น อู่กั๋วกงก็ถลึงตาใส่มารดาและบุตรสาวด้วยความโกรธแค้น สายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์นั้นชัดเจนยิ่งนัก
หยวนหลิงเอ๋อร์ที่เดิมทีก็อัดอั้นตันใจอยู่แล้ว เมื่อเห็นบิดายังมีท่าทีเช่นนี้อีก ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ประดังประเดเข้ามาจนน้ำตาไหลพราก
งานเลี้ยงรับรองดำเนินมาถึงช่วงท้าย ทุกคนต่างกำลังเดินชนแก้วทักทายกัน ทางด้านจิ้นกั๋วกงและหลิ่วเทียนเสียงมีผู้คนเข้าไปสนทนาด้วยมากมาย เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานเองก็ถูกรุมล้อมไปด้วยผู้คน แม้แต่จวนเหวินกั๋วกงก็ยังเป็นที่ต้อนรับ
มีเพียงโต๊ะของจวนอู่กั๋วกงเท่านั้นที่เงียบเหงาวังเวง แม้แต่คนจะเข้ามาทักทายสักคำก็ยังไม่มี
หยวนหลิงเอ๋อร์ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ทำได้เพียงก้มหน้าสะอึกสะอื้นเงียบ ๆ หวังเฟิ่งเห็นบุตรสาวเป็นเช่นนั้นก็ปวดใจยิ่งนัก ทว่ามิอาจเอ่ยคำใดได้ ทำได้เพียงลูบศีรษะของนางและถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“คุณหนูใหญ่หยวนเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?” น้ำเสียงหวานหูของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น คนตระกูลหยวนต่างพากันหันไปมอง เห็นหลี่เยว่หานถือจอกสุราเดินเข้ามาพลางส่งยิ้มให้พวกตน
อู่กั๋วกงรู้ดีว่าหลี่เยว่หานไม่ได้มาด้วยเจตนาดีแน่ ทว่าเขามิอาจทำอะไรได้ ในเมื่อฐานะของนางคือเชื้อพระวงศ์ เขาจึงได้แต่ฝืนยิ้มแล้วยกจอกสุราขึ้นทักทาย “คารวะฉีหวังเฟย หลิงเอ๋อร์ของข้าดื่มมากไปหน่อย ทำให้หวังเฟยต้องขบขันเสียแล้ว”
“อ้อ?” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางเหลือบมองไปยังหวังเฟิ่งและหยวนหลิงเอ๋อร์ “อู่กั๋วกงโปรดอภัย ข้าเองก็เป็นสตรี ย่อมมิบังควรจะดื่มสุราร่วมกับท่าน” ตรัสจบ นางก็เลิกคิ้วมองไปทางหวังเฟิ่ง
เมื่อถูกหลี่เยว่หานดักคอเช่นนั้น อู่กั๋วกงที่ถือจอกสุราค้างอยู่ก็ตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง ทำได้เพียงนั่งลงและส่งสัญญาณให้หวังเฟิ่งรีบลุกขึ้นมาต้อนรับ
ทว่าหยวนหลิงเอ๋อร์ในยามนี้กำลังร้องไห้อย่างหนัก นางกำแขนเสื้อของมารดาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย หวังเฟิ่งเริ่มรู้สึกโมโหจนหน้ามืด นางจึงออกแรงแกะมือของบุตรสาวออกแล้วลุกขึ้นยืนยกจอกสุราให้แก่หลี่เยว่หาน
ในจังหวะที่กำลังจะอ้าปากพูดนั่นเอง หยวนหลิงเอ๋อร์ก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที นางฉวยเอาจอกสุราในมือของหวังเฟิ่งไป แล้วสาดสุราเข้าใส่หลี่เยว่หานโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
หลี่เยว่หานว่องไวดุจสายลม นางเบี่ยงกายหลบ สุราในจอกทองคำจึงสาดลงบนพื้น มีเพียงไม่กี่หยดที่กระเซ็นไปติดชายกระโปรง ทว่ามิได้ถูกตัวนางโดยตรง
“หลิงเอ๋อร์!” หวังเฟิ่งหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว นางรีบแย่งจอกทองคำกลับมา แล้วฉุดกระชากหยวนหลิงเอ๋อร์และอู่กั๋วกงให้คุกเข่าลงต่อหน้าหลี่เยว่หาน “บุตรสาวข้าเมาจนไร้มารยาท หวังว่าฉีหวังเฟยจะทรงมีเมตตา โปรดประทานอภัยให้นางสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ!”
หลี่เยว่หานยื่นมือไปปัดกระโปรงที่ไร้ฝุ่นผงของตนเบา ๆ ส่งจอกสุราให้สาวใช้ข้างกาย แล้วค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว โน้มตัวลงพยุงหวังเฟิ่งให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง “ข้าย่อมไม่ถือสาหาความกับคุณหนูหยวนเพราะเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้หรอก”
ทว่าพึ่งจะพยุงหวังเฟิ่งลุกขึ้นได้เพียงครึ่งทาง หยวนหลิงเอ๋อร์ก็เริ่มหาเรื่องอีกครั้ง
นางลุกพรวดขึ้นมา ชี้หน้าด่าทอหลี่เยว่หานที่กำลังพยุงมารดาของตนด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เจ้ามาวางอำนาจอะไรตรงหน้าข้า! ก็แค่คนบ้านนอกคอกนา คิดว่าตัวเองบินขึ้นที่สูงแล้วจะกลายเป็นหงส์ได้จริง ๆ หรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองหลวง เจ้ามันก็แค่ของชั้นต่ำที่ขึ้นโต๊ะไม่ได้ตลอดกาลนั่นแหละ!”
“ต่อหน้าข้าทำเป็นมาวางตัวสูงส่ง ข้าน่ะเป็นบุตรสาวคนโตของอู่กั๋วกงมาตั้งแต่เกิด ได้รับความรักความทะนุถนอมนับหมื่นแสน ส่วนเจ้าก็มีดีแค่ชื่อตำแหน่งหวังเฟยจอมปลอม อาศัยโชคช่วยที่ได้แต่งเข้าจวนฉีอ๋องเท่านั้นแหละ! ไร้ยางอาย! หลี่เยว่หาน เจ้ามันคนไร้ยางอาย!”
“ดูสิว่าแต่งเข้าบ้านเขามานานเท่าไหร่แล้ว แม้แต่ชายารองสักคนยังไม่ยอมให้ท่านอ๋องรับเข้ามา เจ้ามันคนขี้อิจฉา! ผิดบัญญัติเจ็ดประการ! ท่านอ๋องจะหย่าขาดจากเจ้าเมื่อไหร่ก็ได้!”
หวังเฟิ่งตะลึงลานจนทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งได้ยินบุตรสาวพูดเรื่องให้ฉีอ๋องหย่ากับหลี่เยว่หานถึงเพิ่งจะได้สติ นางรีบเอามืออุดปากหยวนหลิงเอ๋อร์ทันที คราวนี้ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย นางคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดัง “ตุ้บ” หนัก ๆ จนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำร้องขออภัย
ฝ่ายอู่กั๋วกงทำได้เพียงทอดถอนใจ คุกเข่าลงต่อหน้าหลี่เยว่หานแล้วกล่าวว่า “บุตรสาวข้าน้อยดื่มมากไป คำพูดคนเมามิอาจถือเป็นความจริงได้ ขอฉีหวังเฟยทรงโปรดเมตตาด้วยขอรับ”
ความวุ่นวายตรงนี้ดึงดูดสายตาของทุกคนให้มารวมอยู่ที่จุดเดียว หลี่เยว่หานเพียงยืนนิ่งอยู่ต่อหน้าครอบครัวอู่กั๋วกง มองดูคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความเงียบงัน
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าหลี่เยว่หานจะยอมปล่อยคนตระกูลหยวนไป นางกลับเงยหน้าขึ้น หันไปมองเมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
โดยมิได้เอ่ยคำใดแม้แต่คำเดียว แต่น้ำตากลับรินไหลออกมาทันที
เมิ่งฉีฮ่วนใจกระตุกวาบ เดิมทีเขาตั้งใจจะปล่อยให้หลี่เยว่หานได้แสดงฝีมือด้วยตนเอง ทว่าเมื่อเห็นนางหลั่งน้ำตา เขาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีก รีบเดินเข้าไปหาหลี่เยว่หาน เช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะปรายตามองคนตระกูลหยวนที่คุกเข่าระเนระนาดด้วยสายตาเย็นเยียบ
“อู่กั๋วกง จวนหยวนของท่านช่างสั่งสอนบุตรสาวได้ดีแท้ ถึงขั้นกล้ารังแกหวังเฟยของข้าเชียวหรือ”
“ข้ามิกล้าขอรับ! บุตรสาวข้าดื่มมากเกินไป คำพูดคนเมาย่อมถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้นะขอรับท่านอ๋อง!” อู่กั๋วกงโกรธจัดจนสั่นไปทั้งตัว ทว่ากลับมิกล้าโต้ตอบ ทำได้เพียงย้ำคำเดิมว่าหยวนหลิงเอ๋อร์นั้นเมามายจนขาดสติ