ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 545 สวีซิ่งอี้คนบ้าพลัง
บทที่ 545 สวีซิ่งอี้คนบ้าพลัง
หลังจากประเคนทั้งหมัดทั้งเท้าจนหนำใจแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนเห็นว่าหลี่เยว่หานเริ่มคลายความขุ่นเคืองลงบ้าง จึงจูงมือนางพากันเร้นกายจากไป
ทางด้านครอบครัวอู่กั๋วกงที่ถูกกระสอบคลุมหัวนอนกองอยู่ตรงมุมตรอก ถูกซ้อมจนน่วมอยู่นานสองนาน เมื่อเสียงหมัดเท้าสงบลง ทั้งสามคนจึงค่อย ๆ ตะเกียกตะกายดิ้นหลุดออกมาจากกระสอบ
รอบกายเงียบสงัดไร้เงาผู้คน อีกทั้งผู้ลงมือยังสวมหน้ากากปกปิดมิดชิด จึงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเป็นฝีมือใคร
ที่สำคัญคือ ตลอดเวลาที่ลงมือ อีกฝ่ายไม่ปริปากพูดเลยสักคำเดียว เอาแต่กระหน่ำตีลงบนจุดที่เจ็บปวดที่สุดของร่างกาย ราวกับว่าพอระบายอารมณ์จนสะใจแล้วก็หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ยามนี้หวังเฟิ่งอยู่ในสภาพอเนจอนาถ นางรีบดึงกระสอบออกจากตัวหยวนหลิงเอ๋อร์ที่ถูกซ้อมจนหน้าตาบวมปูดและสลบไผลไปแล้ว ก่อนจะหันไปสบตาอู่กั๋วกงพลางขบเคี้ยวเคี้ยวฟัน “ต้องเป็นคนของจวนฉีอ๋องแน่ ๆ!”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?” อู่กั๋วกงถลึงตาใส่นาง “ตอนนี้จวนฉีอ๋องกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด วันนี้ในวังหลิงเอ๋อร์ไม่เพียงแต่ล่วงเกินสามีภรรยาฉีอ๋อง แต่ยังไปล่วงเกินมู่หวังเฟยเข้าด้วย ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นคนลงมือ พรุ่งนี้ฮ่องเต้ก็ต้องลงทัณฑ์ตระกูลหยวนของเราอยู่ดี!” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นด้วยความโมโห สลัดกระสอบที่สกปรกทิ้งไปด้านหนึ่งแล้วถ่มน้ำลายลงพื้น “ดูสิ! ลูกสาวที่เจ้าพร่ำสอนมา ช่างดีเหลือเกิน!”
แม้ในใจหวังเฟิ่งจะขุ่นเคืองที่หยวนหลิงเอ๋อร์ทำตัวไม่รู้จักความในวันนี้ แต่นางกลับไม่รู้สึกว่าบุตรสาวของตนทำผิดตรงไหน
ก็ในเมื่อฉีหวังเฟยเป็นฝ่ายอกตัญญูไม่เลี้ยงดูบุพการีก่อน เหตุใดถึงห้ามไม่ให้คนอื่นพูดถึงเล่า! คนที่ไม่รู้จักแม้แต่ความกตัญญู จะมีสิทธิ์อะไรมายืนอยู่เคียงข้างฉีอ๋อง!
มีแต่หลิงเอ๋อร์ของนางเท่านั้นที่คู่ควรที่สุด ทั้งกตัญญู รู้ความ แถมยังฉลาดหลักแหลม หากจะบอกว่าคู่ควรกับฉีอ๋อง ก็นับว่าคู่ควรเกินพอเสียด้วยซ้ำ
แล้วหลี่เยว่หานนั่นมีดีอะไร! ก็แค่หญิงชาวบ้านที่โชคช่วยเท่านั้น นางไม่เชื่อหรอกว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะยอมลดเกียรติลงทัณฑ์จวนอู่กั๋วกงเพียงเพื่อหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หวังเฟิ่งก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย นางพยายามปลุกหยวนหลิงเอ๋อร์ให้ตื่นก่อนจะประคองนางเดินตรงไปยังรถม้าของตน
พวกบ่าวรับใช้ที่ตามมาบ้างก็ถูกตีจนสลบ บ้างก็วิ่งกลับไปรายงานข่าวที่จวนจนเหลือแต่ความวุ่นวายรอบรถม้า อู่กั๋วกงใช้เท้าเตะปลุกคนขับรถม้าจนตื่นขึ้นมาได้สำเร็จ กว่าครอบครัวนี้จะซมซานกลับถึงจวนอู่กั๋วกง ฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว
…..
ขณะเดียวกันที่จวนฉีอ๋อง หลี่เยว่หานได้ถอดมวยผม ล้างเครื่องประทินโฉมออก และเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่เบาสบายเพื่อใช้เวลาอยู่กับอาอี้และอานิ่ง สองพี่น้องตัวน้อย
มือของนางไม่ได้ว่างเว้น นางกำลังเย็บเสื้อผ้าชุดเล็ก ๆ ให้บุตรทั้งสอง
เมิ่งฉีฮ่วนคอยอยู่เคียงข้าง เขาให้บ่าวยกโต๊ะทำงานตัวเล็กมาตั้งไว้ในห้องของลูก ๆ เพื่อที่เขาจะได้จัดการงานราชการไปพร้อมกับคนในครอบครัว
แม่นมและคนรับใช้คนอื่น ๆ ต่างถอยออกไปเพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวที่แสนอบอุ่นแก่ครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้งสี่
เฮ่อเจิ้งเทียนไปสืบข่าวจากจวนตระกูลหยวนมาได้สักพักจึงเคาะประตูขออนุญาต เข้ามารายงานความเคลื่อนไหว
“คุณหนูใหญ่หยวนคงจะเมาหนักจริง ๆ ขอรับ ตั้งแต่กลับถึงจวนก็นอนสลบไสลไม่รู้เรื่องเลย”
“แต่ไม่ทราบว่าเป็นใครที่ไปดักรถม้าอู่กั๋วกง แล้วจับพวกเขาคลุมกระสอบรุมสกรัมเสียยับเยิน ตอนนี้ใบหน้าของอู่กั๋วกงบวมเป่งหลากสีสันดูอนาถยิ่งนัก ส่วนฮูหยินอู่กั๋วกงก็ผมเผ้ายุ่งเหยิง เครื่องหน้าเลอะเทอะไปหมด!”
“ได้ยินว่าฟูเหรินรองและฟูเหรินสามของจวนอู่กั๋วกงต่างพากันไปปลอบประโลมอู่กั๋วกงชุดใหญ่ ส่วนบุตรชายคนโตที่เป็นลูกเมียน้อยก็ได้โอกาสสบช่องใส่ไฟเพิ่ม ยามนี้อู่กั๋วกงจึงมองหวังเฟิ่งและหยวนหลิงเอ๋อร์ด้วยความรำคาญใจยิ่งนัก ก่อนที่ข้าจะกลับมา อู่กั๋วกงเริ่มเปิดดูภาพวาดและประวัติของเหล่าชายหนุ่มที่บรรดาฟูเหรินรองส่งมาให้เลือกเพื่อจัดหาคู่ให้คุณหนูใหญ่แล้วขอรับ”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็หัวเราะออกมา “ใครที่ได้แต่งกับหยวนหลิงเอ๋อร์ไป บ้านเรือนคงหาความสงบสุขไม่ได้แน่”
“หากคุณหนูใหญ่หยวนได้แต่งกับคุณชายสวีจริง ๆ นางอาจจะสำรวมขึ้นบ้างก็ได้” เฮ่อเจิ้งเทียนวิเคราะห์ “คุณชายใหญ่สวีเป็นคนนิสัยเถรตรงดุดัน หากคุณหนูใหญ่หยวนกล้าก่อเรื่อง เขาคงกดหัวนางได้อยู่หมัด แม้จะไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือแต่ก็น่าจะกำราบอยู่ อีกอย่างคุณชายสวีมีมู่หวังเฟยหนุนหลัง ในเมืองหลวงจึงไม่ค่อยมีใครกล้าล่วงเกินเขา เรื่องที่ตระกูลหยวนพูดในงานเลี้ยงวันนี้ อีกไม่นานคงถึงหูคุณชายสวีแน่ ไม่รู้ว่าเขาจะจัดการอย่างไรต่อ”
“เขาจะทำอะไรได้ อย่างมากก็แค่ส่งคนไปพูดจาเหยียดหยามหน้าประตูจวนอู่กั๋วกงเท่านั้นแหละ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยแทรกขณะที่มือยังคงตรวจฎีกาและเอกสารราชการ ทั้งงานจากค่ายทหารแถบชานเมือง งานจากเมืองเทียนซิงอู่เหอ และงานจุกจิกในเมืองหลวง เขาทำงานไปพลางฟังการสนทนาไปพลางโดยไม่ตกหล่น
“ไม่แน่หรอกขอรับ” เฮ่อเจิ้งเทียนแย้ง “ก่อนหน้านี้เคยมีคนค่อนแคะว่าคุณชายสวีอาศัยบารมีมู่หวังเฟยเที่ยววางโตในเมืองหลวง สุดท้ายเขาก็ถูกตระกูลสวีส่งไปเรียนหนังสือที่บ้านนอก พอคุณชายสวีกลับมาถึงเมืองหลวงและได้ยินเรื่องนี้เข้า เขาก็ไปดักจุดประทัดหน้าบ้านคนพวกนั้นติดต่อกันถึงสามวันสามคืน บางทีก็จุดตอนเช้าตรู่ บางทีก็กลางดึก หรือแม้กระทั่งตอนกำลังกินข้าว ประทัดของคุณชายสวีถ้าไม่โยนขึ้นหลังคา ก็โยนลงใต้โต๊ะจนคนบ้านนั้นขวัญผวากันไปหมด”
“สุดท้ายบ้านนั้นทนไม่ไหว ต้องหอบของขวัญกองโตมาขอขมาถึงที่ คุณชายสวีถึงยอมรามือ”
ได้ฟังเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็หัวเราะร่า “คุณชายใหญ่สวีคนนี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
“นี่ยังถือว่าเบานัก ถ้าสวีซิ่งอี้เกิดอาการบ้าบิ่นขึ้นมา แม้แต่มู่หวังเฟยยังต้องกุมขมับ” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางจรดพู่กันเขียนข้อความลงในเอกสาร
“จริงเจ้าค่ะ หวังเฟยอาจจะยังไม่ทราบ หลายปีมานี้คุณชายใหญ่สวีหาเรื่องวุ่นวายในเมืองหลวงไม่เว้นแต่ละวัน หากไม่ใช่เพราะมู่หวังเฟยโปรดปรานเขามาก ป่านนี้เขาคงถูกรุมตีตายไปหลายหนแล้ว! นอกจากไปจุดประทัดหน้าบ้านคนอื่น เขายังชอบไปจุดพลุกลางลานบ้านชาวบ้านอีกด้วย”
“เขาคงจะถูกโฉลกกับดินปืนสินะ”
“ใครจะรู้ได้…”
ค่ำคืนนี้ในจวนฉีอ๋องดำเนินไปอย่างสงบและอบอุ่น เฮ่อเจิ้งเทียนเล่าเรื่องแสบ ๆ ของสวีซิ่งอี้ให้หลี่เยว่หานฟัง โดยมีเมิ่งฉีฮ่วนคอยสมทบบ้างเป็นครั้งคราว หลี่เยว่หานเย็บผ้าไปพลางฟังเรื่องเล่าไปพลาง พลางหัวเราะออกมาเป็นระยะ
ทว่าในขณะที่จวนฉีอ๋องสงบสุข จวนอู่กั๋วกงกลับกึกก้องไปด้วยเสียงประทัดตลอดทั้งคืน
หากสวีซิ่งอี้เห็นว่าวิธีไหนสนุก เขาก็จะทำซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น คืนนั้นทั้งคืน เสียงประทัดดังต่อเนื่องในจวนอู่กั๋วกงจนไม่มีใครข่มตาหลับได้ เดิมทีอู่กั๋วกงกำลังจะเข้านอนกับฟูเหรินสามที่ยังสาวและสวยสะพรั่ง ทั้งคู่กำลังจะเริ่มเริงระบำกันอยู่แท้ ๆ แต่เสียงประทัดที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้อู่กั๋วกงตกใจจนเกือบจะเป็นลมล้มฟุบด้วยโรคหัวใจ
วันรุ่งขึ้น ราชโองการจากวังหลวงก็มาถึง
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงตำหนิคุณหนูใหญ่หยวนอย่างรุนแรงผ่านราชโองการ รวมถึงตำหนิการอบรมสั่งสอนของอู่กั๋วกง พร้อมส่งแม่นมอาวุโสจากในวังมาเพื่อจัดระเบียบคนในตระกูลหยวนใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้อู่กั๋วกงยังถูกสั่งพักราชการเป็นเวลาหนึ่งปี และริบเบี้ยหวัดตลอดทั้งปีอีกด้วย
การถูกริบเงินเดือนอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก แต่อู่กั๋วกงเป็นคนขององค์ชายจงเจิ้งเสียน การถูกพักราชการหนึ่งปีเท่ากับว่าเขากลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปทันที จงเจิ้งเสียนจะยังเห็นความสำคัญของเขาอยู่อีกหรือไม่ก็ยังเป็นปริศนา มิหนำซ้ำในราชโองการยังกำชับว่า ต้องให้หยวนหลิงเอ๋อร์ออกเรือนภายในวันที่สิบเดือนหน้าให้ได้
หากนางไม่ยอมแต่ง ทางการจะเป็นผู้จัดหาคนมาแต่งกับนางเอง!
อู่กั๋วกงทั้งร้อนรนทั้งโกรธขึง เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปอ้อนวอนจงเจิ้งเสียน ขอให้ทรงรับหยวนหลิงเอ๋อร์เป็นชายารอง ด้วยวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะรักษาฐานะของตระกูลหยวนในสายตาของจงเจิ้งเสียนไว้ได้ แต่ยังช่วยให้หยวนหลิงเอ๋อร์ไม่ต้องไปแต่งงานกับชายแก่หรือชายพิการที่ไหนก็ไม่รู้
“เรื่องที่อู่กั๋วกงเสนอมา ข้าจะรับไว้พิจารณา” จงเจิ้งเสียนเดินหมากรุกกับอู่กั๋วกงอยู่ทั้งบ่าย แต่ไม่แม้แต่จะชวนเขาอยู่ทานมื้อเย็น เพียงแต่เอ่ยประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวแล้วส่งเขากลับ
อู่กั๋วกงไร้หนทางจำต้องกลับจวน พอถึงจวนก็ได้ยินข่าวว่าหยวนหลิงเอ๋อร์ทะเลาะกับบุตรชายคนโตของเขาอย่างรุนแรง ถึงขั้นผลักพี่ชายตกลงไปในสระบัว ทำเอาอู่กั๋วกงโมโหจนแทบกระอักเลือดตายเสียตรงนั้น!